ทริปสิงคโปร์-สวิส ตอนจบ
บทความที่แล้วผมพูดถึงประเทศสิงคโปร์
จากการที่ รัฐบาลสิงคโปร์ได้ส่งเสริมและพัฒนาเกี่ยวกับเรื่องการท่องเที่ยวแบบไม่หยุดยั้ง
มีสร้างมีการสร้างจุดท่องเที่ยวใหม่อยู่เรื่อยๆ
แม้กระทั่งสนามบินแห่งชาติของสิงคโปร์เอง
ก็มีการปรับปรุงขยับขยายเพิ่มเติมสิ่งอำนวยความสะดวกภายในสนามบิน จน Concept
ของสนามบินที่เราเข้าใจกันเริ่มจะเปลี่ยนไป
กลายเป็นจุดท่องเที่ยวได้อีกแห่งหนึ่ง
และการใช้เวลาในการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองสั้นมาก
เมื่อเทียบกับสนามบินแห่งชาติของเรา
เสร็จจากการเดินทางไปสิงคโปร์ 4 วัน ผมได้เดินทางต่อเนื่องไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีก 21 วัน ก่อนการเดินทางช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่ผมมีธุระค่อนข้างยุ่งเหยิง
ในแต่ละวันยังจะต้องเจียดเวลา มานั่งทำโปรแกรมการท่องเที่ยวของสิงคโปร์และสวิส
โชคดีที่ได้น้องสาวมาช่วยทำแผนการเดินทางให้ อย่างไรก็ตาม 1 เดือนก่อนการเดินทาง คืนที่นอนเร็วที่สุดก็คือตี
2-3 ส่วนตอนเช้าก็ต้องตื่นประมาณ 7-8 โมงเช้า เฉลี่ยได้นอนคืนละประมาณ 5
ชั่วโมงเท่านั้น และไม่ได้ออกกำลังกายเลย
ผมรู้สึกตัวเองได้เลยว่าสุขภาพช่วงนั้นค่อนข้างแย่
ในระหว่างการท่องเที่ยวในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ผมได้เรื่มหวนคิดถึงสุขภาพของตัวเอง
จึงตั้งใจว่าหลังจากกลับจากการเดินทางท่องเที่ยวครั้งนี้
จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการใช้ชีวิตของตัวเองใหม่
โดยจะใส่การออกกำลังกายการฝึกโยคะเข้าไปไว้ในตารางชีวิตประจําวัน และจะนอนก่อน 5
ทุ่มรวมทั้งจะลด ละ เลิก ทานอาหารขยะอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยตั้งใจว่าจะต้องออกกำลังกายไม่ต่ำกว่าวันละ
1 ชั่วโมง และสัปดาห์ละ 5 วันเป็นอย่างน้อย โดยจะมีการออกกำลังกายแบบ aerobic และ anaerobic และเนื่องจากพาหนะหลักในการเดินทางของผมก็คือ
ขนส่งมวลชนไม่ว่าจะเป็น BTS MRT หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้าง
ผมได้ตั้งใจแล้วว่า ถ้าวันไหนไม่รีบเร่งและอากาศไม่ร้อนจนเกินไป
ในระยะทางที่ไม่เกิน 2 กิโลเมตร ผมจะใช้วิธีเดินแทนที่จะใช้บริการขนส่งมวลชน
เพราะว่าช่วงที่ผมท่องเที่ยวอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ผมเดินเฉลี่ยวันละประมาณ 15 ถึง 20 กิโลเมตร ทำให้หลังจากกลับมาน้ำหนักตัวผมลดลงไปได้ถึง
3 กิโลกรัม
ทำให้กางเกงหลายตัวที่เคยใส่ไม่ได้ กลับมาใส่ได้เหมือนเดิม
สิ่งสำคัญที่สุดของคนเราก็คือสุขภาพ เพราะว่าถ้าเป็นคนขี้โรค
หรือมีโรคภัยไข้เจ็บที่รักษาหายยาก หรือรักษาไม่ได้
หรือต้องใช้การรักษาต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายปี ค่าใช้จ่ายในการรักษาปัจจุบันนี้แพงมาก และอนาคตก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก ค่ารักษาพยาบาลจะเป็นการจะเป็นตัวบั่นทอนความมั่งคั่งของผมในอนาคตเป็นอย่างมาก
ถ้าสุขภาพผมไม่ดี
ถึงแม้ว่าตัวผมเองจะถือหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลไว้ในสัดส่วนที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นก็ตาม
แต่คำว่า "อโรคยา ปรมาลาภา" ก็เป็นคำสอนที่เป็นอมตะนิรันดร์กาล
