ฝากเงินที่ไหนได้ดอกเบี้ยสูงสุด(ตอนจบ)
บทความที่แล้วผมได้แสดงให้เห็นถึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของประเทศไทย
ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไรบ้าง
รวมทั้งได้เล่าถึงเหตุการณ์ช่วงที่เกิดการลดค่าเงินบาทว่า สภาพเศรษฐกิจและดัชนีตลาดทรัพย์เป็นอย่างไรกันบ้าง
ผมคิดว่า โอกาสที่จะเห็นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำอยู่ที่
14% เหมือนกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งคงมีน้อยมาก ถ้าเกิดขึ้นจริงๆ
นั่นหมายถึงว่าประเทศไทยเราคงจะใกล้เข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหม่ เหมือนกับประเทศเกิดใหม่หลายประเทศในขณะนี้
ที่กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจอย่างเช่น อาร์เจนตินา เป็นต้น
ช่วงสมัยวิกฤตต้มยำกุ้ง
ในขณะนั้นประเทศไทยเรามีกองทุนฟื้นฟู ที่ช่วยสถาบันการเงินที่ประสบปัญหา
แต่ก็ถือได้ว่าผลลัพธ์ไม่ดีเอาเสียเลย
กว่าจะฟื้นฟูเศรษฐกิจได้เราต้องขาย Distressed asset ไปให้กับต่างชาติในราคาที่ถูกมากๆ และก็เป็นเวลาหลายปีเลยทีเดียว
ที่คนไทยทั่วทั้งประเทศต้องจมอยู่กับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การว่างงาน
ปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว ฯลฯ
ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝากปีพศ.2551
โดยมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้
1.
คุ้มครองเงินฝากในสถาบันการเงิน
2.
เสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน
3.
ดําเนินการกับสถาบันการเงินที่ถูกควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน และชําระบัญชีสถาบันการเงินที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต
ต่อมาได้มีการ ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวนเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองเป็นการทั่วไป
พ.ศ.2559 ซื่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่
11 สิงหาคม
2559 เป็นต้นไป เปิดได้มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองเป็นการทั่วไป
ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว(ภาพที่ 1) เป็นจำนวนดังต่อไปนี้
ภาพที่ 1 : จำนวนเงินคุ้มครองในช่วงปี 2558 เป็นต้นไป
จะเห็นได้ว่าจำนวนเงินคุ้มครองลดลงเรื่อยๆ
คือจาก 25 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมปี 2558 จนมาถึงปัจจุบัน
เหลือเพียงจำนวนเงินคุ้มครองเพียง 15 ล้านบาท
ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าวจะมีผลถึงเพียงวันที่ 10 สิงหาคม 2561
หลังจากนั้นวันที่ 11 สิงหาคม 2561 ถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2562 วงเงินคุ้มครองจะเหลือเพียง
10 ล้านบาท และจะลดไปเป็น 5 ล้านบาทตั้งแต่วันที่
11 สิงหาคม 2562 จนถึงวันที่ 10
สิงหาคม 2560 และในที่สุดจะลดวงเงินคุ้มครองเหลือเพียง
1 ล้านบาทโดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป
แต่จำนวนเงินดังกล่าว
เป็นจำนวนเงินต่อ 1 บัญชีธนาคาร ดังนั้น ผู้ฝากเงินก็ยังสามารถที่จะแตกเงินฝากไปไว้ที่หลายๆสถาบันการเงิน
เพื่อจะให้เงินฝากของตนได้รับการคุ้มครองเต็มจำนวน
ปัจจุบันนี้มีสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองเงินฝากของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก
ที่เป็นธนาคารอยู่ 30 แห่ง บริษัทเงินทุน 2 แห่ง และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์อีก 3 แห่ง
ดังนั้นถ้าผู้ฝากมีเงินฝากอยู่เป็นจำนวนเงิน
350 ล้านบาท ต้องการที่จะฝากเงินเป็นระยะเวลา 1 ปี ก็สามารถแบ่งเงินฝาก
เป็นบัญชีละ 10 ล้านบาท มาฝากถาบันการเงินทั้ง 35 แห่ง
ก็จะทำให้จำนวนเงินฝากทั้งหมดได้รับการคุ้มครอง โดยสามารถดูรายชื่อสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้สถาบันคุ้มครองเงินฝาก
ได้จากเว็บไซต์ของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก http://www.dpa.or.th/









