จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร

จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร
เล่าประสบการณ์การลงทุนของผมที่นำไปใช้ได้ง่ายๆ

วันพุธที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2557

เกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นไทย

เกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นไทย


          ปีนี้เปิดมาตลาดหลักทรัพย์ดูไม่สดใส วันแรกที่มีการซื้อขายก็ลงแบบถล่มทลาย เหมือนกับอัดอั้นกันมานาน ลงวันเดียวเกือบ 70 จุด นับว่าเป็นการลงมากสุดภายในวันเดียวในรอบปีเลย พอมาดูว่าใครกันเป็นคนขาย กลับกลายเป็นว่าตัวการคือ สถาบันภายในประเทศ ขณะที่ฝรั่งกลับเป็นฝ่ายซื้อ ตั้งแต่ต้นปีมาจะเห็นได้ว่า สถาบันภายในประเทศเป็นผู้ขายหลัก ในขณะที่ฝรั่งเป็นผู้ซื้อ เรามาดูกันนะครับว่าสาเหตุที่สถาบันขายหุ้น น่าจะมาจากแรงขายของผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุน LTF ที่ถือมาครบ 5 ปีปฏิทิน ซึ่งก็ยังได้กำไรประมาณ 20% ถ้าเขาซื้อหน่วยลงทุนเมื่อปลายปี 2553 รวมทั้งผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุน RMF ที่ถือมาครบ 5 ปี และมีอายุเกิน 55 ปี และผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนอื่นๆ ที่มีความไม่มั่นใจในสถาการณ์ การเมืองในประเทศที่กำลังร้อนระอุอยู่ และผลกระทบจากเหตุการณ์ Bangkok Shutdown ว่าจะเป็นอย่างไร จนทำให้ราคาหุ้นตกลงมาค่อนข้างมาก ทำให้หุ้นไทยดูมีความน่าลงทุนมากขึ้นในสายตานักลงทุนระยะยาว เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นของเพื่อนบ้าน กอรปกับค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงมาอย่างรวดเร็วลงไปต่ำกว่า 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐแล้วทำให้ต่างชาติใช้เงินดอลลาร์น้อยลงในการแลกเงินบาท บวกกับราคาหุ้นที่ถูกลงมามากแล้ว เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดที่เกือบ 1,650 จุดเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว นับว่าลงมาประมาณ 445 จุดแล้ว (ถ้าเทียบกับจุดต่ำสุดที่ 1,205.44  จุดเมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา) งานนี้ฝรั่งกำไร 2 เด้งจริงๆ ขายไปตอน 1,600 จุดแล้วมารับกลับแถว 1,200 จุด ช่วงที่ขายหุ้นเงินบาทอยู่ที่ประมาณ 30 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ช่วงที่กลับมาช้อนซื้อเงินบาทอยู่แถว 33 บาท กำไรหุ้นประมาณ 25% +ค่าเงินอีกเกือบ 10% นับว่าเป็นผลตอบแทนที่ช่างน่าอภิรมย์จริงๆ จริงอยู่แม้ฝรั่งทยอยขายลงมาเรื่อยๆ และคงจะทยอยซื้อไปเรื่อยๆ รวมทั้งค่าเงินบาทที่ทยอยอ่อนตัวลงมาตั้งตั้งแต่ไตรมาส 2 ปีที่แล้ว อย่างไรก็ตามคาดว่ากำไรถั่วเฉลี่ยของต่างชาติรอบนี้จากทั้งราคาหุ้นและค่าเงินน่าจะอยู่ที่ 20-25% การ Rebound รอบนี้ อยากให้ท่านนักลงทุนสำนึกไว้ในใจนะครับ เป็นการเด้งขึ้นมาเพราะภาวะ Oversold บวกกับราคาหุ้นบ้านเราดูแล้วถูกกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นของตลาดเพื่อนบ้าน ไม่ใช่เพราะว่าพื้นฐานประเทศเราดี อย่าโกหกตัวเองเลยครับ ลองมาดูปัจจัยลบภายในปีนี้ว่ามีอะไรกันบ้าง ผมพยายามทบทวนและรวบรวมความคิดได้เป็นดังนี้ครับ
          1). ความไม่มีเสถียรภาพของการเมืองในประเทศ ซึ่งไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้เลยว่าจะจบอย่างไร จะมีเลือกตั้งไหม จากการพยายามขัดขวางไม่ให้มีการเลือกตั้งของกปปส. ด้วยวิธีการต่างๆ ถ้าสำเร็จผล ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ แต่นายกรัฐมนตรีรักษาการไม่ยอมลาออก นั่งเก้าอี้ลากยาวต่อไปเรื่อยๆ จะทำอย่างไร เพราะว่าตามมารยาทนายกรักษาการจะไม่สามารถออกนโยบายใหม่ๆ อะไรได้ คงได้แต่สานนโยบายเดิม และใช้เงินงบประมาณบริหารประเทศไปวันๆ หรือมีการเลือกตั้ง แต่ได้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลเหมือนเดิม การประท้วงของกปปส. ก็คงจะยังดำเนินต่อไป และอาจจะเข้มข้นยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังต้องลุ้นระทึกการตัดสินของปปช. และศาลรัฐธรรมนูญภายในเดือนมกราคม ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร จะมีผลต่อนายกและรัฐมนตรีท่านอื่นๆ รวมทั้งพรรคเพื่อไทยด้วยว่าจะเป็นอย่างไร ช่วงนี้คนเสื้อแดงก็ยังเงียบๆ อยู่ ยังไม่มีการรวมตัวประท้วงกันเป็นเรื่องเป็นราว ถ้าวันใด 2 กลุ่มนี้ (กปปส.กับคนเสื้อแดง) ปะทะกันจริงๆ อย่างที่หลายโหรทำนาย อะไรจะเกิดขึ้น ทหารจะต้องออกมาหรือไม่ เป็นเหตุการณ์ที่คาดการณ์ได้ยาก แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดชะตากรรมของประเทศ อย่างไรก็ตามผมคิดว่าความวุ่นวายเหล่านี้น่าจะจบภายในไตรมาส 1 ปีนี้
          2). สัดส่วนหนี้ครัวเรือนของไทยเราขึ้นมาที่ระดับเกิน 80% แล้ว ทำให้ความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนไม่สามารถจะโตได้มากมายนักและจากนโยบายรถคันแรกเป็นการดึงกำลังซื้อของอนาคตมาใช้ไปตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้สินเชื่อเช่าซื้อรถด้วยแล้ว ต้องมืภาระผ่อนอีกหลายปีจะดึงกำลังซื้อของกลุ่มคนนี้ไป คงได้แต่หวังว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้จะเริ่มฟื้นตัวอย่างจริงจัง โดยตัวเลขเศรษฐกิจทางฝั่งสหรัฐก็ดูดีขึ้นเรื่อยๆ เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ EU ก็เริ่มฟื้นตัว จีนก็น่าจะเติบโตในระดับใกล้เคียงกับปีที่แล้ว น่าจะทำให้กลุ่มส่งออกของเราดีขึ้น ยิ่งค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงประมาณ 10% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว น่าจะทำให้สินค้าไทยดูมีราคาถูกลง อย่างไรก็ตามค่าเงินของประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้าของเราในสินค้าบางประเภทก็อ่อนตัวลงเช่นกัน โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่ค่าเงินรูเปียะห์อ่อนค่าลงค่อนข้างมาก
          3). การปรับประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของนักวิเคราะห์ทั้งหลาย น่าจะปรับลงจากครั้งก่อน ซึ่งจะทำให้ต้องมีการปรับราคาเป้าหมายของหุ้นแต่ละตัว โดยปกติยิ่งมีการเติบโตของกำไรยิ่งสูงค่าตัวคูณ P/E ที่นักวิเคราะห์ให้กับหุ้นนั้นๆ ก็จะสูง ในทางกลับกันถ้ามีอัตราเติบโตของกำไรในระดับต่ำ ค่า P/E ที่ให้ก็จะยิ่งต่ำลง ทำให้ราคาเป้าหมายของหุ้นจะแตกต่างกันยิ่งมาก ถ้าอัตราการเติบโตต่างกันมาก
          4). พรบ. 2 ล้านล้านบาทที่ตกไปและการที่รัฐบาลรักษาการซึ่งเปรียบเสมือนกับเป็ดง่อย จะทำให้ไม่มีเงินหรือนโยบายที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจ โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะโตเกิน 4% ในปีนี้คงไม่ใช่เรื่องง่าย คงต้องหวังภาคส่งออกเป็นหลักส่วนภาคท่องเที่ยวปีที่แล้วเป็นปีทองปีหนึ่ง แต่ปีนี้ไตรมาส 1 ซึ่งเป็นช่วง High Season คงได้รับผลกระทบจากการประท้วงแน่ๆ ที่เห็นชัดๆ คือ การยกเลิกทัวร์ของกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน
          เนื้อที่หมดแล้ว เอาไว้คุยต่อในวันพุธหน้าและผมจะพูดถึงธุรกิจเด่นและดับในปี 2557 ในสายตาผมครับ

กิติชัย เตชะงามเลิศ
                                                                                          07/01/57
หนังสือ "จาก 1 ล้านเป็น 500 ล้าน ผมทำอย่างไร" ยอดขายขื้นอันดับหนื่งตั้งแต่วันแรกจำหน่ายและครองอันดับ 1 ติดต่อกันมานาน

ติดตามแนวทางการลงทุนของผมได้ที่ 
Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
Twitter : http://twitter.com/value_talk 
Youtube : http://www.youtube.com/user/wittayu9
Blog :  http://kitichai1.blogspot.com
Instagram : Gid_Kitichai

หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 หรือหน้า B10 และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Stock Review, Me(Market Evolution), Glow และ Lisa  ทุกเดือน
     

สนใจซื้ออสังหาเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ลองเข้า http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty

 ขาย คอนโด วิช สามย่าน เดิน 2 นาที จาก รถไฟใต้ดิน สถานี สามย่าน ราคาต่ำกว่าโครงการสุด ๆ 2 ห้อง(ชั้น19) ราคา 4.2 ล้าน
                

   โครงการนี้มี 25 ชั้น มีจำนวนห้องทั้งหมด ประมาณ 500 ยูนิตถนนสี่พระยา บางรัก ห่างจาก สถานี รถไฟใต้ดิน  สามย่าน ประมาณ 100 เมตร ใกล้ อาคารจามจุรีสแควร์ ตลาดสามย่าน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เตรียมอุดมศึกษา สาธิตจุฬา อาคารชาญอิสระ โรงพยาบาลจุฬาฯ สวนลุมพินี ฯลฯ  มีสวนลอยฟ้า สระว่ายน้ำพร้อมสระเด็ก และห้องออกกำลังกาย ที่ชั้น 19    
การเดินทางโดยทางด่วน
ขึ้นลง ทางด่วนสามย่าน – หัวลำโพง
ขึ้นลง ทางด่วนเชื้อเพลิง – พระรามสี่
ขึ้นลง ทางด่วนสุรวงศ์ – สีลม
      การเดินทางโดยรถประจำทาง สายที่ผ่าน คือ 1 , 16 ,36 , 45 , 75, 93 และ 187

   ห้องที่จะขายอยู่ชั้น 19
1.ห้อง  18/112  ชั้น 19   พื้นที่ 36.51 ตรม. ราคา 4,200,000 บาท ชั้นนี้ มีสวนลอยฟ้า     ให้เช่าห้อง 22,000 บาท/เดือน
2.ห้อง  18/113  ชั้น 19   พื้นที่ 36.51 ตรม. ราคา 4,200,000 บาท ชั้นนี้ มีสวนลอยฟ้า     ให้เช่าห้อง 22,000 บาท/เดือน

  โปรโมชั่นพิเศษ  เข้าอยู่ได้เลย ฟรีค่าใช้จ่ายทุกรายการ พร้อมของแถมเพียบ
- ฟรีเงินกองทุนคอนโด มูลค่าเกือบ 20,000 บาท
- ฟรีเงินค่าส่วนกลางล่วงหน้าถึง 31 ธค. 56 มูลค่าเกือบ 20,000 บาท
- ฟรีเงินค่ามิเตอร์น้ำ/ไฟ มูลค่า 3,250 บาท

พิเศษสุด!!! สำหรับท่านผู้สนใจที่ตัดสินใจภายในวันที่ 31/1/56 แถมเครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้น ได้แก่ โทรทัศน์ Samsung smart TV จอ L.E.D. 3มิติรุ่นล่าสุด 40 นิ้ว เครื่อง  เครื่องทำน้ำอุ่น เครื่อง ไมโครเวฟ เครื่อง มูลค่าเกือบ 40,000 บาท

หมายเหตุ ทุกห้องของผมวิวดี ไม่มีตึกบัง
ดู VDO ที่ผมถ่ายภายในห้อง ที่ http://youtu.be/Y9j1a7pm-xk
สาเหตุที่ท่านควรจะซื้อคอนโดวิช@สามย่าน
1. ที่ดินย่านนี้ส่วนใหญ่จะเป็นที่เซ้ง แต่ของโครงการวิช@สามย่าน เป็นที่ซื้อขาด เพราะฉะนั้น ท่านจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ตั้งคอนโดนี้
2. สำนักงานใหญ่ของดีแทคย้ายมาที่อาคารจามจุรีสแควร์ทั้งหมด (อาคารจามจุรีสแควร์เป็นที่เซ้ง ของจุฬาฯ)
3. อาคารพาณิชย์บริเวณตลาดสดสามย่านเก่า ทางจุฬาฯ ได้ทยอยทุบทิ้ง เพื่อจะพัฒนาปรับปรุงเป็นคอมเพล็กซ์ ซึ่งจะทำให้บริเวณสามย่านนี้มีความเจริญมากขึ้น**
4. มีลูกค้าแน่นอนคือ ผู้ปกครองของนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดม สาธิตจุฬาและนิสิตจุฬา รวมทั้งข้าราชการและครูอาจารย์
5. ศูนย์ข้าราชการ กทม. บางส่วนจะย้ายมาอยู่ที่บริเวณถนนบรรทัดทอง ซึ่งอยู่ใกล้กับสามย่านมาก****
6.การขยายครอบครัวของคนเยาวราช
7. โครงการสวนลุมไนท์บาซ่าร์ ที่เซ็นทรัลประมูลได้คาดว่าจะเริ่มพัฒนาโครงการในปี 2556
8.ห่างจากสถานีรถไฟใต้ดินสามย่านเพียงแค่เดิน 3 นาที และเดิน 10 นาทีก็ถึงสวนลุมแล้ว
9. ทาง กทม. กับรัฐบาลชุดปัจจุบันมีโครงการที่จะทำรถไฟฟ้าโมโนเรลล์ จากสยาม – มาบุญครอง  ผ่านหน้าบริเวณมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ไปถึงบริเวณสามย่านแล้ว อ้อมไปถึงถนน  อังรีดูนังค์
10. ความต้องการที่พักอาศัยในย่านนี้จะมีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น คนทำงานย่านสีลม สุรวงค์ ซึ่งบริเวณนี้แทบไม่มีโครงการใหม่เกิดขึ้น
****กทม.จับมือจุฬาฯ พัฒนาที่ดินสามย่าน ผุดสวนสาธารณะ 10 ไร่ ในพื้นที่ พร้อมศึกษาสร้างระบบเชื่อมรถไฟฟ้าสายสีลม ถ.พระราม และรถไฟฟ้าใต้ดิน ถ.พระราม 4

นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้หารือร่วมกับ กทม.ในการพัฒนาพื้นที่บริเวณสามย่าน จำนวน 350 ไร่ หลังจากหมดสัญญากับบรรดาร้านอะไหล่รถยนต์หรือเซียงกงแล้ว โดยเบื้องต้นได้มีการตั้งคณะทำงานร่วมกัน ระหว่างสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ และ กทม.เพื่อร่วมกำหนดแผนในการปรับปรุงพื้นที่ร่วมกันตามแผนแม่บทระหว่างภาครัฐ กับเอกชน
ทั้งนี้ ทางจุฬาฯ มีนโยบายที่จะมอบพื้นที่บางส่วนเพื่อให้ กทม.ร่วมใช้ประโยชน์ โดย กทม.จะใช้พื้นที่ ไร่ที่อยู่ระหว่างถนนบรรทัดทองและซอยจุฬาฯ ในการสร้างศูนย์ราชการของเขตปทุมวัน แบ่งเป็น สำนักงานเขต ศูนย์อนามัย สถานีดับเพลิง และศูนย์เยาวชน และในพื้นที่ว่างบริเวณซอยจุฬาฯ จำนวน 10 ไร่ จะทำการสร้างสวนสาธารณะเพื่อเป็นการปรับปรุงภูมิทัศน์ที่ดีขึ้น
นาย ธีระชน กล่าวว่า นอกจากนี้สำนักการโยธา(สนย.) จะมีการขยายถนนในพื้นที่ เส้น คือ ถนนบรรทัดทอง จากเดิมกว้าง 16 เมตร จะขยายเป็น 30 เมตร และซอยจุฬาฯ เดิมกว้าง 15 เมตรให้เป็น 20 เมตร เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง ระหว่างถนนพระราม กับพระราม ซึ่งในส่วนของการก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับ กทม.ทั้งหมด กทม.จะลงทุนก่อสร้างเอง ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะใช้งบประมาณเท่าไหร่ นอกจากนี้ ในส่วนของการอำนวยความสะดวกในการใช้พื้นที่นั้น จุฬาฯ ได้มีนโยบายให้ กทม.สามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่หน้า ฮาร์ดร็อค คาเฟ่ และลานหน้าจามจุรี สแควร์ ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ (30 สิงหาคม 2552)

กทม.ร่วมมือจุฬาฯ โครงการโมโนเรล พญาไท ยาว 2.5 กิโลเมตร มั่นใจผู้ใช้บริการหลักหมื่น จาก สถานศึกษา
นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผูว่าฯ กทม.เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้ร่วมกับ รศ.น.อ.นพ.เพิ่มยศ โกศลพันธุ์ รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายจัดการทรัพย์สิน และผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น รศ.มานพ พงศทัต รศ.ประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ ถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าโมโนเรล (Monorail) หรือระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยวได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า ที่ ประชุมเห็นพ้องที่จะดำเนินโครงการก่อสร้างระบบรถไฟฟ้าโมโนเรลนำร่องสายแรกบน ถนนพญาไท ตั้งแต่อาคารจามจุรีสแควร์ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าใต้ดิน เป็นแนวยาวบนเกาะกลางถนนของถนนพญาไทมาบรรจบกับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม สแควร์ รวมระยะทางทั้งสิ้น 2.5 กิโลเมตร มีจำนวน สถานี ได้แก่ สถานี CU1 จามจุรีสแควร์ CU2 เตรียมอุดมศึกษา และ CU3 สยามสแควร์
โดยจะนำต้นแบบจากการศึกษาดูงานจากเซ็นโตซาโมโนเรล ที่ข้ามไปเกาะเซ็นโตซา มีสีโบกี้รถเป็นสีลูกกวาด ตู้ สี โดย กทม.จะนำมาปรับให้เหมาะสมกับพื้นที่ แต่คาดว่าไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเส้นทางที่ผ่านเป็นสถานศึกษา
ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้งบประมาณในการก่อสร้าง กว่า 2,000 ล้านบาท โดยจะเป็นการของบจากโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งผู้ว่าฯ กทม.ก็เห็นชอบในเรื่องนี้ และได้มอบหมายให้บริษัทที่ปรึกษาไปหารายละเอียดที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น จำนวนผู้โดยสารที่จะเข้าระบบ ซึ่งตนคิดว่าจะมีไม่ต่ำกว่าหมื่นคน เนื่องจากมีสถานศึกษาหลายแห่ง ทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงเรียนสาธิตแห่งจุฬาฯ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครรินทรวิโรฒ ปทุมวัน
นายธีระชนกล่าวต่อว่า ในระหว่างนี้ ทางจุฬาฯ ศึกษาดูบริเวณใดเหมาะสมที่จะก่อสร้างเป็นศูนย์ซ่อมบำรุง (Depot) ส่วนเส้นทางถนนบรรทัดทอง และถนนอังรีดูนังต์นั้น คาดว่าจะเป็นเฟสที่ สำหรับการก่อสร้าง
ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ ธันวาคม 2552


**โครงการจามจุรี สแควร์ ตามที่จุฬาฯ ศึกษาไว้เดิม ได้วางรูปแบบการพัฒนาโครงการเป็นรูปแบบมิกซ์ยูส (ผสม) ลักษณะเป็นกลุ่มอาคารเชื่อมต่อถึงกัน มีพื้นที่รวม 1.85-2.2 แสนตารางเมตร ประกอบด้วยพื้นที่โรงแรม 1-1.5 หมื่น ตารางเมตร ศูนย์การประชุม 1,000-2,000 ตารางเมตร ศูนย์การค้า 2.5-3 หมื่นตารางเมตร พื้นที่สำนักงาน 4-5.5 หมื่นตารางเมตร พิพิธภัณฑ์ 1,000-3,000 ตารางเมตร เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ 1-1.5 หมื่นตารางเมตร และที่จอดรถอีกประมาณ แสนตารางเมตร


วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557

6 สิ่งที่ควรทำช่วงต้นปี

6 สิ่งที่ควรทำช่วงปลายปี

          ปกติช่วงปลายปีจะเป็นช่วงแห่งความสุขสันต์ เนื่องจากมีวันหยุดยาวและเทศกาลต่างๆ และเป็นช่วงที่คนพยายามจะรีบเคลียร์งานที่คั่งค้างให้เสร็จสิ้นไป มีงานเลี้ยง ปาร์ตี้ ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ หรือกระทั่งคริสต์มาสที่คนไทย ที่ถึงแม้ไม่ใช่คริสต์ศาสนิกชน ก็ยังขอร่วมแจมเฮฮาไปกับเขาด้วย แต่มีหลายสิ่งหลายอย่าง ที่ผมอยากให้ท่านผู้อ่านทำกัน ซึ่งผมเองก็จะทำอยู่เป็นประจำช่วงปลายปี คือ
1). ทบทวนสิ่งที่เราทำไปตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันว่า เราได้ทำสิ่งดีๆ หรือสิ่งไม่ดีกับตัวเองครอบครัว เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน สังคมไทย และโลกอย่างไรบ้าง สิ่งใดที่ดีก็จะนำไปปฏิบัติต่อในปีหน้า สิ่งที่ไม่ดีก็ต้องหาทางปรับปรุงให้ดีขึ้น ส่วนในด้านการลงทุน ผมก็มักจะทบทวนดูว่า การลงทุนในปีนั้นๆ ได้ผลตอบแทนเป็นอย่างไร หุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนไปมีรายการไหน ที่ตัดสินใจถูกต้องหรือผิดพลาดอย่างไร โดยเปรียบเทียบกับ Benchmark โดยหุ้นผมจะใช้ SET INDEX เป็น Benchmark บวกกับอัตราเงินปันผลซึ่งผมมักจะดีคร่าวๆ ว่ามีค่าเท่ากับ 3% ซึ่งก็จะคำนึงถึงสภาพตลาดหุ้นและ Sector ของหุ้นที่ผมลงทุน ประกอบด้วยและจุดมุ่งหมายที่ตัดสินใจลงทุนตั้งแต่แรกว่าคิดอย่างไร และเป็นไปตามที่คิดไหม ส่วนอสังหาริมทรัพย์ ผมจะดูจากผลตอบแทนที่ได้รับ และความรวดเร็วในการขาย
2). ทบทวนหนี้สิน (ถ้ามี) ว่าเป็นหนี้ที่เกิดจากอะไรบ้าง และอัตราดอกเบี้ยสูงต่ำอย่างไร โดยพยายามที่จะไม่ก่อหนี้เพื่อสินค้าที่เสี่อมมูลค่าได้ง่าย เช่น รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ ปัจจุบันนี้ธุรกิจผ่อนสินค้ารุกไปถึงเครื่องสำอางและทัวร์แล้ว ผมไม่เข้าใจคนที่ซื้อสินค้าเหล่านี้ด้วยเงินผ่อนคิดอย่างไร โดยเฉพาะเครื่องสำอางและทัวร์ ซึ่งเป็นสินค้าและบริการที่ไม่จำเป็นกับชีวิตเลย ยกเว้นแต่ท่านมีเงินมากพออยู่แล้ว อยากซื้อมาใช้ หรืออยากไปเที่ยว อย่างนั้นไม่ว่ากัน ส่วนคนที่เป็นหนี้ ควรจะพยายามลดและล้างหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงที่สุดไปก่อน ส่วนมากมักจะเป็นสินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล หลังจากล้างหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงไปหมดแล้วค่อยมาเปรียบเทียบดูว่า ระหว่างคงหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำ กับมีเงินเหลือนำไปลงทุนในทรัพย์สินที่คาดหวังผลตอบแทนได้สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตั้งแต่ 1.50-2 เท่าเป็นต้นไป หรือจะไปล้างหนี้ให้หมดเสียก่อน แล้วค่อยคิดที่จะลงทุน นั่นคงแล้วแต่ Risk Appetite ของท่านและความเชื่อมั่นของทรัพย์สินที่จะลงทุนว่ามีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่จะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนตามที่คาดหวัง และควรตั้งสัตย์ปฏิญานตนว่าจะไม่ก่อหนี้ดังกล่าวอีก
3). คำนวณรายได้ทั้งปี เพื่อที่จะซื้อกองทุน LTF และ RMF ซึ่งท่านสามารถที่จะซื้อได้ไม่เกินอย่างละ 15% ของรายได้ และไม่เกิน 500,000 บาท สำหรับแต่ละอย่าง ซึ่งกองทุนเหล่านี้ ท่านสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ ยิ่งท่านที่มีฐานภาษีที่สูง ยิ่งประหยัดภาษีได้มาก
4). ซื้อประกันชีวิต ซึ่งท่านสามารถนำเงินที่จ่ายไป ไปลดหย่อนภาษีได้ถึง 100,000 บาท เลยทีเดียว
5). ตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะท่านที่มีอายุ 40 ปี ขึ้นไปควรจะตรวจทุกๆ ปีทำให้เราทราบว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมา ลักษณะการใช้ชีวิตเราเป็นการส่งเสริมหรือทำลายสุขภาพของเราเอง ปัจจุบันค่ารักษาพยาบาลโดยเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชนสูงมาก ดังนั้นการที่มีสุขภาพที่แข็งแรงทำให้ท่านประหยัดค่าใช้จ่ายด้านนี้ไปได้มากทำให้ท่านมีเงินเหลือ ที่จะไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนและเสริมความมั่นคงให้กับชีวิตของท่าน
6). วางแผนทั้งด้านการลงทุนและการใช้ชีวิตในปีหน้าว่าจะดำเนินไปในทางใด โดยปกติช่วงปลายปีผมจะคิดว่าปีใหม่นี้ผมจะกำหนด New Year Resolution ไว้ ซึ่งปีนี้ New Year Resolution ของผมจะให้ความสำคัญทั้งร่างกายและจิตใจ โดยผมตั้งใจจะทำดังนี้
          ก.  นอนหลับให้เร็วขึ้น ตั้งใจจะนอนก่อน 22.30 น.
          ข.  ออกกำลังกายและฝึกโยคะ สัปดาห์ละไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง
          ค.  เดินสูดอากาศและรับแดดยามเช้าช่วงเวลา 7.00-8.00 น. สัปดาห์ละไม่น้อยกว่า  1 ครั้งที่สวนสาธารณะ
          ง.  เลือกทานอาหารเพื่อสุขภาพ ลดและพยายามเลิกทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ
          จ.  เดินทางท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศบ่อยขึ้น

          บทความนี้ขอส่งท้ายปีเก่า ขอให้ท่านผู้อ่านประสบความสำเร็จในการลงทุนมีสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงถ้วนหน้านะครับ

กิติชัย เตชะงามเลิศ
                                                                                          25/12/56
หนังสือ "จาก 1 ล้านเป็น 500 ล้าน ผมทำอย่างไร" ยอดขายขื้นอันดับหนื่งตั้งแต่วันแรกจำหน่ายและครองอันดับ 1 ติดต่อกันมานาน

ติดตามแนวทางการลงทุนของผมได้ที่ 
Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
Twitter : http://twitter.com/value_talk 
Youtube : http://www.youtube.com/user/wittayu9
Blog :  http://kitichai1.blogspot.com
Instagram : Gid_Kitichai

หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 หรือหน้า B10 และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Stock Review, Me(Market Evolution), Glow และ Lisa  ทุกเดือน
     


สนใจซื้ออสังหาเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ลองเข้า http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty

New Bicycle with multi gears and choke-up  for sell only 4,000 baht..


New Bicycle with multi gears and choke-up  for sell only 4,000 baht.

วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สงครามทีวีดิจิตอล

                                                      สงครามทีวีดิจิตอล

                                     



          วงการทีวีบ้านเรา เริ่มต้นจากทีวีขาวดำ ซึ่งสมัยนั้นมีจำนวนช่องน้อยกว่าฟรีทีวีในปัจจุบัน คนไทยสมัยก่อนจะมานั่งรวมกันที่ห้องรับแขกนั่งดูทีวีร่วมกัน ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวไทยสมัยนั้นจะแนบแน่นกันมาก ยิ่งถ้าเป็นต่างจังหวัดแล้ว บางหมู่บ้านมีแค่บ้านบางหลังเท่านั้นที่มีทีวีดูกัน เพื่อนบ้านที่ไม่มีทีวีก็จะมาขอร่วมวงดูทีวีกัน ยิ่งถ้ามีการแข่งขันกีฬาโดยเฉพาะฟุตบอลนัดสำคัญที่ทีมชาติไทยแข่งกับชาติอื่น บ้านหลังที่มี TV ต้องเตรียมปูเสื่อต้อนรับเพื่อนบ้าน มีการเชียร์เป็นที่สนุกสนาน จนก้าวเข้ามาสู่ Generation ที่เป็นทีวีสี จำนวนช่องฟรีทีวีก็มีมากขึ้น ระดับรายได้ของคนไทยที่สูงขึ้นกอรปกับราคาเครื่อง TV สี ปัจจุบันในบ้านเรามีราคาถูกลงมาก ทำให้ปัจจุบันหลายๆ บ้านมีทีวีมากกว่า 2 เครื่อง ผมเองอยู่คนเดียวยังมีทีวี 3 เครื่องในห้องนอน ห้องทำงาน และห้องรับแขก ขนาดของทีวีสมัยก่อน 29 นิ้วก็นับว่าจอใหญ่แล้ว ปัจจุบันทีวีมีขนาดถึง 84 นิ้วแล้ว เป็นโชคดีของเด็กรุ่นใหม่ ซึ่งเด็กเหล่านี้เกิดมาพร้อมกับทีวีสี ไม่รู้จักหน้าตาของทีวีขาวดำกัน ผมคิดว่าราคาทีวีที่บ้านเราคงจะถูกกว่าราคาทีวีในกลุ่มประเทศเอเชียใต้ เพราะว่าผมเห็นคนอินเดียที่มาเที่ยวบ้านเรา ขนทีวีกลับบ้านเขากันคนละเครื่อง 2 เครื่อง น่าดีใจแทนผู้ผลิตทีวีในประเทศของเรา ที่เกริ่นมาตั้งนานก็เพราะว่าบทความสัปดาห์นี้ ผมอยากจะเขียนถึงเรื่องการประมูลทีวีดิจิตอลที่จะเริ่มทำการประมูลกันในวันที่ 26-27 ธันวาคมนี้ โดย กสทช. กำหนดให้มีการประมูลช่องเอชดี 7 ช่อง เวลา 8.00-14.00น.วาไรตี้อีก7 ช่องเวลา 14.00-20.00 น. ในวันที่ 26 ธันวาคมนี้ ส่วนวันที่ 27 ธันวาคมจะประมูลช่องข่าว 7 ช่องเวลา 8.00-14.00น. และช่องเด็กอีก 3 ช่อง เวลา 14.00-20.00 น. โดยใบอนุญาตทุกใบมีอายุ 15 ปี รวมจำนวนช่องที่ประมูล 24 ช่อง โดยมีผู้เข้าร่วมประมูลช่องเอชดีรวม 9 ราย ช่องวาไรตี้ 16 ราย ช่องข่าว 10 รายและช่องเด็ก 6 ราย  และช่องเอชดีมีราคาเริ่มต้นที่ 1,510 ล้านบาท ช่องวาไรตี้มีราคาเริ่มต้นที่ 380 ล้านบาท ช่องข่าวมีราคาเริ่มต้นที่ 220 ล้านบาท และช่องเด็กมีราคาเริ่มต้นที่ 140 ล้านบาท จะเห็นได้ว่าช่องที่จะขับเคี่ยวกันมากที่สุดน่าจะเป็นช่องวาไรตี้ที่มีช่องสำหรับการประมูลเพียง 7 ช่องแต่ผู้เข้าร่วมประมูลถึง 16 ราย ซึ่งผู้เข่าร่วมประมูลส่วนใหญ่ก็เป็นหน้าเดิมเกือบทั้งหมด คือ ทั้งที่รายที่เป็นผู้ให้บริการฟรีทีวีในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นช่อง 3,7,9 รวมทั้งกลุ่มเคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียม กลุ่มหนังสือพิมพ์ และกลุ่ม Content Provide เช่น Grammy RS เนชั่น อมรินทร์การพิมพ์ โพสต์พับบลิชชิ่ง เวิร์คพอยท์ ไทยรัฐ เป็นต้น โดยเฉพาะกลุ่ม Content Provider เป็นกลุ่มที่เคยเจ็บช้ำน้ำใจ เป็นกลุ่มที่ต้องกินน้ำใต้ศอกของเจ้าของสถานีฟรีทีวีในปัจจุบัน ที่บางครั้งรายการถูกปลดออกจากผังรายการไปเสียดื้อๆ ผลิตรายการหรือละครออกมาแล้วไม่มีช่องที่จะออนแอร์ได้หรือได้ช่วงเวลาที่ไม่ค่อยดี กลุ่มนี้ได้หันมาทำทีวีดาวเทียมกันแล้วส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็น แกรมมี่ RS ซึ่งมีหลายช่องเลยทีเดียว รวมทั้ง เวิร์คพอยท์ เนชั่น ฯลฯ การประมูลคงจะสู้กันดุเดือดเป็นแน่ อย่างไรก็ตามก็ขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับรายที่ประมูลได้ ซึ่งบริษัทเหล่านี้ก็จะมีค่าใช้จ่ายจากจำนวนเงินที่ประมูลรวมทั้งค่าเช่าโครงข่าย ซึ่งก็มีผู้ที่พร้อมจะให้บริการอยู่หลายราย ซึ่งราคาค่าเช่าของแต่ละรายจะไม่เท่ากัน ดูเหมือนว่าค่าเช่าโครงข่ายของอสมท.จะแพงที่สุด ในขณะที่ของไทยพีบีเอสจะราคาถูกที่สุด ผมไม่ทราบว่าราคาที่แตกต่างกันเป็นเพราะคุณภาพของโครงข่ายและหรือการเข้าถึง Eyeballs  มากกว่ากันหรือไม่อย่างไร แต่สิ่งที่ผมมั่นใจก็คือ ราคาค่าโฆษณาจากนี้ไป คงจะถูกลงโดยเฉพาะช่องฟรีทีวี เพราะว่าจะมีช่องทีวีดิจิตอลเกิดใหม่ถึง 48 ช่อง โดย 24 ช่องเป็นเพื่อธุรกิจ และอีก 24 ช่องที่เหลือจะเป็นช่องเพื่อสังคม เมื่อจู่ๆ มี Supply มากขึ้นจาก 6 ช่องเป็น 30 ช่อง (นับเฉพาะช่องธุรกิจ) เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ช่องฟรีทีวีเดิมที่เคยรับบทเป็นโดมผู้จองหอง คงจะต้องรับบทตรงกันข้ามแล้ว จากที่ Content Provider และเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ จะซื้อเวลาโฆษณาแทบจะต้องกราบกรานเพื่อจะได้เวลาในช่วง Prime time และยังต้องจ่ายค่าโฆษณาที่แพงขึ้นเกือบทุกปี หลังการประมูลสัก 1-2 ปี เมื่อช่องทีวีดิจิตอลเข้าถึงผู้ชมทางบ้านได้มากกว่า 90% ขึ้นไป เวลานั้นเราจะเห็นค่าโฆษณาที่ถูกลง และนับจากเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าที่เราจะได้ดูช่องทีวีดิจิตอลกันแล้ว กลุ่ม Content Provider คงจะกลายเป็นตัวเงินตัวทองขึ้นมาเลยทีเดียว เพราะว่า 24 ช่องใหม่คูณกับจำนวนชั่วโมงที่ออนแอร์ สมมติว่าออนแอร์ช่วง 05.00-01.00 คิดเป็นวันละ 20 ชั่วโมง นั่นหมายความว่า ช่องทีวีดิจิตอลใหม่ต้องการ Content สำหรับออนแอร์ถึงวันละ 480 ชั่วโมง อาทิตย์ละ 3,360 ชั่วโมง คิดแล้วเห็นทีคงต้องไปขอร่วมทุนกับบริษัทที่ผลิต Content ดีๆ ขนาดเล็กสัก 2-3 บริษัท เอาไว้ป้อนช่องทีวีเกิดใหม่เหล่านี้แล้วล่ะครับ
กิติชัย เตชะงามเลิศ
                                                                                          18/12/56
หนังสือ "จาก 1 ล้านเป็น 500 ล้าน ผมทำอย่างไร" ยอดขายขื้นอันดับหนื่งตั้งแต่วันแรกจำหน่ายและครองอันดับ 1 ติดต่อกันมานาน

ติดตามแนวทางการลงทุนของผมได้ที่ 
Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
Twitter : http://twitter.com/value_talk 
Youtube : http://www.youtube.com/user/wittayu9
Blog :  http://kitichai1.blogspot.com
Instagram : Gid_Kitichai

หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 หรือหน้า B10 และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Stock Review, Me(Market Evolution), Glow และ Lisa  ทุกเดือน
     

สนใจซื้ออสังหาเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ลองเข้า http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty
ขาย SMART TV Samsung UA40ES6220RXXT ซีรีส์ 6 3D 40นิ้ว ลดพิเศษ แค่ 20,000 บาทเท่านั้น(Power Buy ขายราคา 29,900 บาท)
Smart TV Samsung UA40ES6220RXXT 3D 40 inches only 20,000 baht.

ผลิตภัณฑ์ TV ซัมซุง Samsung UA40ES6220RXXT
LED แบบบาง ซีรีส์ 6 ซีรี่ส์ 3D 40นิ้ว
·          
·         


·         ข้อมูลจำเพาะ / Specifications:

·         สเปกสินค้า
ภาพ
* ดีไซน์แบบ Cystal Design เอกสิทธิเฉพาะของซัมซุง สะท้อนถึงความหรูหรา สง่างาม
* จอภาพแบบ Full HD ความละเอียดภาพระดับ 1920x1080 จุด
* เทคโนโลยี 3D TV เปิดประสบการณ์มันส์ ทะลุจอ
* เทคโนโลยี HyperReal Engine ช่วยปรับปรุงคุณภาพ รายละเอียด ความคมชัด ของภาพให้ดีที่สุด
* เทคโนโลยี 400 Hz Clear Motion Rate ให้ภาพเคลื่อนไหว ต่อเนื่อง นุ่มนวล
* Wide Color Enhancer Plus ให้ภาพมีความสดใน สวย สมจริงเป็นธรรมชาติ
* Digital Noise Filer ลดสัญญาณรบกวน เพื่อให้ได้ภาพที่ชัดเจนตลอดเวลา
เสียง
* ระบบเสียง Dolby Digital Plus และ SRS TheaterSound จำลองเสียงรอบทิศทางเสมือนได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์
* ลำโพงพลังเสียงรวม 20 วัตต์ (RMS) (10W + 10W)
* ส่งสัญญาณเสียงแบบ DTS 2.0 ผ่านช่องต่อ Optical เพื่อเชื่อมต่อชุดเครื่องเสียงภายนอก เพื่อตอบสนองความต้องการระบบเสียงที่สมบูรณ์แบบ
การเชื่อมต่อ
* Wifi Built-in เชื่อมโลกออนไลน์ผ่านเครือข่ายไร้สาย ให้สามารถส่งต่อข้อมูลหรือความบันเทิงถึงกันอย่างรวดเร็ว
* ช่องต่อ HDMI x 3 เพื่อการเชื่อมต่อระบบภาพและเสียงแบบ Digital 100%
* ช่องต่อ USB x 3 รองรับไฟล์ ภาพ เพลง และ ภาพยนต์ จาก flash memory และ HDD
* ครบครัน ด้วยการเชื่อมต่อแบบ AV x 1 , DVD Component x 1
* รองรับการส่งสัญญาณเสียงออกแบบ Digital ผ่านช่องต่อ Optical Output และแบบ Analog ผ่านช่องต่อ Mini Jack
ฟังค์ชั่นเสริม
* ระบบ SMART TV นำคอนเทนต์ต่างๆ มารวมไว้บนหน้าจอเพื่อประสบการณ์การรับชมทีวีที่ไร้ขีดจำกัด ด้วยฟังก์ชั่น Social TV, Search All และ Your Video
* Web browser ให้คุณท่องโลกอินเตอร์เนทผ่านทีวี ให้คุณสนุกกับการคลิกชมเว็บไซต์ทั่วโลกอย่างง่ายดาย
* ระบบ All Share รองรับการ แชร์ข้อมูลผ่านระบบ DLNA กับหลากหลายอุปกรณ์ ไม่ว่า จะเป็น Notebook, เครื่องเล่น MP3, หรือกล้องดิจิตอล
* ระบบ All Share Cloud รองรับการ แชร์ข้อมูลผ่าน
* ระบบ Anynet+ (HDMI CEC) รองรับการควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ อย่างสมบูรณ์แบบ ผ่าน Remote Control อันเดียว
* ระบบ ภาพซ้อนภาพ (PIP) 1 จูนเนอร์
* รองรับเมนูภาษาไทย (Thai OSD)
ขนาด (กว้างxสูงxลึก)
·         ตัวเครื่องไม่มีขาตั้ง (W x H x D): 927.4 x 554.7 x 46.9มม.
·         ตัวเครื่องมีขาตั้ง (W x H x D): 927.4 x 620.4 x 241.3มม.
·         หีบห่อบรรจุ (W x H x D): 1154 x 646 x 132มม.
น้ำหนัก
  • ตัวเครื่องไม่มีขาตั้ง: 10.3กก.
  • ตัวเครื่องมีขาตั้ง: 11.6กก.
  • ลดพิเศษ แค่ 20,000 บาทเท่านั้น

วันพุธที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ยุบสภาแล้วไงต่อ?

ยุบสภาแล้วไงต่อ?

          หลังจากการชุมนุมครั้งใหญ่ของมวลมหาประชาชน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และการลาออกจาก สส. ทั้งพรรคของ สส. พรรคประชาธิปัตย์เมื่อเย็นวันอาทิตย์ ส่งผลให้นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภาเมื่อเช้าวันจันทร์ ทำให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี กลายเป็นคณะรัฐมนตรีรักษาการ และจะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 60 วัน ซึ่งประจวบเหมาะกับ พลพรรคบ้านเลขที่ 109 เพิ่งจะพ้นโทษแบนทางการเมือง 5 ปี บุคคลเหล่านั้นก็รับสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเดิมของคน เพื่อจะได้มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งตามเงื่อนเวลา 30 วันก่อนวันเลือกตั้ง จากการที่มีประชาชนออกมาเดินขบวนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของไทย ทำสถิติใหม่เหนือวันที่ 24 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาและเหตุการณ์ 14 ตุลามหาวิปโยค โชคดีที่ไม่มีความรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น น่าจะเป็นที่ประหลาดใจแก่คนทั่วโลก ถึงแม้จะมีประกาศยุบสภาแล้วแต่ข้อเรียกร้องของกลุ่ม กปปส.(คณะกรรมการประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (ขื่อยาวจริงๆ) ยังยืนยันให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการเพื่อขอคืนประชาธิปไตย เพื่อเปิดโอกาสใช้อำนาจในมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ โดยตั้งรัฐบาลรักษาการที่เป็นกลางที่ไม่ใช่นักการเมืองหรือพรรคการเมืองใดๆ เลย คงต้องติดตามต่อไปว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ผมมั่นใจมากๆ ก็คือ การเลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะมีขึ้นจะมีจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งมาใช้สิทธิกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่งเป็นแน่ ซึ่งหลังจากเลือกตั้งเสร็จ ยังไม่รู้ว่าจะมีความวุ่นวายเกิดขึ้นอีกหรือไม่อย่างไร จากกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม กปปส. หรือกลุ่มเสื้อแดง คงได้แต่ภาวนาให้ประเทศชาติของเราได้ก้าวผ่านความขัดแย้งที่ได้ฝังรากลึก ลงในสังคมไทย ไปได้สักทีอย่าให้เราต้องกลายเป็นคนป่วยของเอเซียอย่างประเทศฟิลิปปินส์ในอดีตที่เคยเป็นประเทศที่เจริญมากที่สุดเมื่อหลายสิบปีที่แล้วเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชีย แต่ผลจากได้ผู้ปกครองไม่ดีทำให้ฟิลิปปินส์ต้องก้าวช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน เพิ่งจะมาไล่ตามประเทศอื่นๆ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา จริงๆ แล้วการเมืองที่มีอิทธิพลต่ออัตราการเจริญเติบโตของประเทศเป็นอย่างยิ่ง ลองดูสิครับหลังจากอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ได้รัฐบาลที่ดี ความวุ่นวายทางการเมืองลดลงทั้ง 2 ประเทศมีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจแซงหน้าเพื่อนบ้านอย่างไทยเราอย่างเห็นได้ชัด มีเงินทุน FDI และเงินลงทุนทางอ้อม (เงินลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และตลาดตราสารหนี้) หลั่งไหลเข้าไป 2 ประเทศนี้มากกว่าไทยเรา จะเห็นได้ว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของ 2 ประเทศนี้ ช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้สูงขึ้น Out Perform ตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ผมยังจำได้หลายปีก่อนดัชนี SET INDEX กับดัชนี JAKARTA COMPOSITE เคยอยู่ในระดับเดียวกันแต่ปัจจุบันนี้ SET INDEX เรายังต้วมเตี้ยมอยู่แถว 1,300-1,400 ขณะที่ดัชนี JAKARTA COMPOSITE อยู่แถว 4,200 จุด คิดเป็น 3 เท่าของดัชนี SET INDEX นี่ขนาดว่า 3-4 ปีที่ผ่านมา SET INDEX OUTPERFORM ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกแล้วก็ตามผมอยากให้ท่านผู้อ่านลองจินตนาการดูนะครับว่า ถ้าเมื่อ 20-30 ปีที่แล้วเราได้คนอย่างท่านลีกวนยูผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของสิงคโปร์ มาปกครองประเทศเราสัก 20-30 ปี แล้วเราสลับเอานัการเมืองไทยไปเป็นรัฐบาลปกครองประเทศสิงคโปร์สัก 20-30 ปี ท่านคิดว่าประเทศไทยของเรากับประเทศสิงคโปร์จะเป็นอย่างไรครับ ส่วนตัวผมเองคิดว่าประเทศไทยคงเจริญไปกว่านี้มากมายเลย GDP ต่อประชาการน่าจะสูงกว่านี้อย่างน้อย 2-3 เท่า เห็นหรือยังครับว่า ความสำคัญของการเมืองมีมากแค่ไหน ดังนั้นเมื่อมีการเลือกตั้ง ทุกคนที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งควรจะไปใช้สิทธิของตนเอง เลือกผู้แทนที่ดีที่คาดว่าจะสร้างคุณูปการให้กับชาติบ้านเมือง อย่าเลือกเพราะว่า เขาดีกับท้องถิ่นเท่านั้นหรือเลือกเพราะเห็นแก่อามิสสินจ้าง ยิ่งผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ใช้เงินหว่านล้อมให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งให้มาเลือกตนเอง บุคคลเหล่านี้คาดได้เลยว่าจะต้องมีการถอนทุนคืนแน่ๆ
          กลับมาดูที่ตลาดหุ้นเรากันบ้างครับ ปัจจัยภายในประเทศยังเป็นปัจจัยหลักที่จะกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหวของ SET INDEX อย่างไรก็ตามถ้าไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นผมยังเชื่อมั่นว่า แนวรับแถวๆ 1,340 บวกลบยังแข็งแกร่ง ดังนั้น นับจากนี้ ถ้ามีการหย่อนตัวลงของตลาดหุ้น ท่านนักลงทุนควรจะถือเป็นโอกาส่ที่ดีในการทยอยเก็บสะสมหุ้นพื้นฐานดีที่ย่อตัวลงมา และสำหรับผู้เสียภาษี นั่นก็คือโอกาสในการซื้อกองทุน LTF&RMF ในราคาที่ต่ำลง และแถมได้ลดหย่อนภาษีด้วยตามอัตราภาษีเงินได้ใหม่ที่มีผลใช้ในปีภาษีนี้เลย

 กิติชัย เตชะงามเลิศ
                                                                                          11/12/56
หนังสือ "จาก 1 ล้านเป็น 500 ล้าน ผมทำอย่างไร" ยอดขายขื้นอันดับหนื่งตั้งแต่วันแรกจำหน่ายและครองอันดับ 1 ติดต่อกันมานาน

ติดตามแนวทางการลงทุนของผมได้ที่ 
Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
Twitter : http://twitter.com/value_talk 
Youtube : http://www.youtube.com/user/wittayu9
Blog :  http://kitichai1.blogspot.com
Instagram : Gid_Kitichai

หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 หรือหน้า B10 และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Stock Review, Me(Market Evolution), Glow และ Lisa  ทุกเดือน
     

สนใจซื้ออสังหาเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ลองเข้า http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty

คอนโดหรูในซอยสุขุมวิท 23 (ประสานมิตร) (เดิน 6 นาที จาก MRT,BTS อโศก) ราคา 50,000/ตรม.



ขาย-เช่า คอนโดเพรสทรีจคอนโด อยู่ในซอยสุขุมวิท 23 (ประสานมิตร) ห่างจากสถานีรถไฟใต้ดิน (สุขุมวิท) และสถานีรถไฟฟ้า BTS (อโศก) ไม่ถึง 500 เมตร ทางไปตึกเริ่มจากปากซอยสุขุมวิท23(ซอยนี้เป็นทางลัดไปออกสุขุมวิท55ทองหล่อและถนนเพชรบุรีได้)ตรงเข้าซอยไป200ม.ถึง3แยกเลี้ยวขวา ตรงไป50ม.เป็น4แยกเล็กๆเลี้ยวซ้าย ตรงไป100ม.เป็น4แยกเล็กๆให้ตรงไปอีก30ม.ตึกอยู่ขวามีอ ในโครงการมีสระว่ายน้ำ ห้องฟิตเนส ห้องล๊อคเกอร์แยกชายหญิง ห้องที่จะขายอยู่ชั้น 5 อาคาร B เลขที่ห้อง 168/40 พื้นที่ 174.49 ตารางเมตร พร้อมที่จอดรถส่วนตัว 1 คัน ในห้องนี้ มี 2 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ รับแขก ครัว ซักล้าง และห้องคนรับใช้พร้อมห้องน้ำในตัว 1 ห้อง เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า สวยมาก ครบถ้วน ขายที่ราคา 8.5 ล้านบาทถ้วน  ให้เช่าห้อง 35,000 บาท/เดือน ค่าส่วนกลางเดือนละ4,300บาท
ติดต่อ 081-5549777

วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ช่วงนี้ลงทุนอะไรดี ?

ช่วงนี้ลงทุนอะไรดี ?


          จากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศโดยเฉพาะการเมืองบนท้องถนนที่ฝ่ายประท้วงซึ่งเรียกตัวเองว่าเป็นคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณเป็นผู้นำและเป็นเลขา การประท้วงเริ่มต้นจากการประท้วง พรบ.นิรโทษกรรมแล้วได้ขยายข้อเรียกร้องไปถึงขั้นล้มล้างระบบทักษิณ และขยายพื้นที่ในการชุมนุมแบบดาวกระจายไปยึดสถานที่ราชการหลายแห่ง การประท้วงรุนแรงถึงขั้นใช้แก๊สน้ำตา รวมทั้งความวุ่นวายที่บริเวณมหาวิทยาลัยรามคำแหง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บอีกหลายสิบคนข่าวคราวบ้านเราได้ถูกถ่ายทอดสู่สายตาของชาวโลก ทำให้ยอดนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาประเทศไทยได้ชะลอหรือยกเลิกกันไปบ้างแล้ว โดยเฉลี่ยประมาณ 10-20% แต่โรงแรมแถวๆ ถนนข้าวสารออกมาร้องโอดโอยว่านักท่องเที่ยวลดลงไปถึง 50% ทั้งๆ ที่เป็นช่วง High Season ก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนตุลาคมก็ลดลงมาอยู่ที่ 47.4 ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนลดลง 4.90% ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงมาอยู่ที่ 76.60% ซึ่งตัวเลขเหล่านี้น่าจะแย่ลงอีกในเดือนพฤศจิกายน และถ้าการประท้วงยังไม่จบสิ้นประเทศไทยยังหาทางออกไม่ได้ เดือนธันวาคมก็จะแย่ด้วย ยังดีที่ดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนตุลาคมที่ประกาศออกมาเกินดุล 376 ล้านเหรียญสหรัฐ และดุลการค้าเกินดุล 337 ล้านเหรียญ จากการนำเข้าที่หดตัวลง 4.00% YOY จากสภาวการณ์และตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ ทำให้การประชุม กนง. ครั้งล่าสุดได้ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ซึ่งก็เป็นการเซอร์ไพรส์นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ที่คาดการณ์ว่า กนง. คงจะคงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว แสดงว่ากนง. ได้คำนึงถึงอัตราการเติบโตที่แย่ลงตั้งแต่ต้นปี และยังได้ปรับการคาดการณ์การเติบโตของ GDP ลดลงด้วย แม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 1.92% เมื่อเทียบกับชองเดือนก่อนที่ 1.46% และเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.85% เทียบกับ 0.71% ในเดือนตุลาคมค่าเงินบาทในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา อ่อนตัวลงประมาณ 3% นับเป็นสกุลเงินที่อ่อนตัวมากเป็นอันดับ 2 รองจากอินโดนีเซียที่ค่าเงินรูเปี๊ยะห์อ่อนค่าลงไปถึง 6% การที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐ มาจากตัวเลขทางเศรษฐกิจที่น่าผิดหวัง ทำให้มีการขายสุทธิของพันธบัตร 66,211 ล้านบาท และขายหุ้นไทยสุทธิ 54,456 ล้านบาท ในช่วงระหว่าง 1 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคม ที่ผ่านมา โดยเฉพาะช่วง 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา เราเห็นต่างชาติขายสุทธิต่อวันในระดับ 4,000-7,000 ล้านบาทต่อวัน หลายวันทีเดียว ในขณะที่นักลงทุนในประเทศที่ประกอบไปด้วยสถาบันในประเทศ พอร์ตของบริษัทหลักทรัพย์ และนักลงทุนรายย่อยเป็นฝ่ายแบกรับแรงขาย ดัชนี SET INDEX จากวันที่ 31 ตุลาคม ปิดที่ 1,442.88 ไหลลงมาทำจุดต่ำสุดที่ 1,345.02 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน และปิดตลาดที่ 1,374.26 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ถ้าใช้ปัจจัยทางเทคนิคมาตรวจจับดู ชาร์ตของ SET INDEX จะพบว่ากำลังฟอร์มตัวเป็นรูปแบบ Reverse Head & Shoulder โดยเริ่มฟอร์มตัวมาตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม ปีนี้ โดยมีจุดสูงสุดที่ 1,649.77 แล้วสร้างบ่าซ้ายที่ 1,338.81 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน สร้างหัวที่ 1,260.08 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม และสร้างบ่าขวาที่ 1,345.02 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ถ้า SET INDEX ไม่ทำจุดต่ำสุดที่ต่ำกว่า 1,345.02 ก็พออนุมานได้ว่าบ่าขวาที่เห็นเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ถูกสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว SET INDEX น่าจะค่อยๆ Sideway Up ขึ้นไปแถวๆ 1,650 จุด เพื่อให้รูปแบบ Reverse Head & Shoulder สมบูรณ์แบบ คาดว่าปีหน้าเราคงได้เห็น SET INDEX วิ่งไปถึงจุดดังกล่าว ทีนี้ปัญหาคือเราจะลงทุนในหุ้นกลุ่มไหนดี ผมมีแนวคิดอย่างนี้ครับ โดยปกติเวลาเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวถ้า IMF, World Bank และหน่วยงานอื่นๆ ทำนายไม่ผิด อัตราการเติบโตของ GDP ของโลกปี 2557 จะสูงกว่าปี 2556 จาการที่เศรษฐกิจสหรัฐจะมีการฟื้นตัวอย่างเห็นได้ขัด เศรษฐกิจของญี่ปุ่นและจีนน่าจะดีขึ้น ส่วนหลายๆ ประเทศใน EU ก็ได้พ้นจากภาวะถดถอย เริ่มมีการฟื้นตัว สินทรัพย์ที่น่าลงทุนมากที่สุด ก็คือ ตราสารทุนหรือหุ้นนั่นเอง เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่ฝรั่งเขาเรียกว่า “The Great Rotation” คือ การเคลื่อนย้ายเงินลงทุนจากตลาดตราสารหนี้ เข้าสู่ตลาดตราสารทุน นั่นหมายถึง แนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยจะทยอยสูงขึ้น ในขณะที่นักลงทุนจะยอมจ่ายเงินซื้อหุ้นในอัตราส่วน P/E ที่สูงขึ้น จาการคาดหมายว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนจะสูงขึ้น โดยปกติการขึ้นจะไม่ใช่เพียงระยะเวลาสั้นๆ จะกินเวลาไปหลายปีเลยทีเดียว ถ้าท่านเลือกกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะลงทุนได้ถูกต้อง ผลตอบแทนจาการลงทุนก็ยิ่งจะสูงขึ้นไปอีก โดยกลุ่มที่ผมคาดว่าน่าจะได้ผลตอบแทนดีกว่ากลุ่มอื่น น่าจะเป็นกลุ่มส่งออก จากากรที่เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าของเราฟื้นตัว และค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลง ในปีหน้าจากการที่เศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้นรวมทั้งการ Tapering และยกเลิก QE กลุ่มขนส่งทางเรือก็จะได้อานิสงค์ไปด้วย จากราคาค่าระวางเรือมีแนวโน้มสูงขึ้นในปีหน้า กลุ่มที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวน่าจะดี คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะมีปริมาณมากขึ้น กลุ่มปิโตรเคมีก็น่าจะดีขึ้นจาก Margin ที่สูงขึ้น กลุ่มหุ้นที่ Turn Around จากผลประกอบการที่แย่ในปีนี้และปีก่อนๆ แล้วเริ่มจะมีผลประกอบการที่เป็นบวก ซึ่งเมื่อมีการฟื้นตัวจริง ราคาหุ้นน่าจะมีการดีดตัวอย่างแรง จากราคาที่ตกลงมามากแล้ว และอยู่ในราคาที่ต่ำ ส่วนกลุ่มประกันภัย ประกันชีวิตก็ยังเป็นกลุ่มที่มีผลประกอบการดีต่อเนื่อง ช่วงนี้ถ้าหุ้นตกลงก็ทยอยซื้อแล้วถือยาวข้ามปีกันนะครับ
กิติชัย เตชะงามเลิศ
                                                                                          04/12/56
หนังสือ "จาก 1 ล้านเป็น 500 ล้าน ผมทำอย่างไร" ยอดขายขื้นอันดับหนื่งตั้งแต่วันแรกจำหน่ายและครองอันดับ 1 ติดต่อกันมานาน

ติดตามแนวทางการลงทุนของผมได้ที่ 
Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
Twitter : http://twitter.com/value_talk 
Youtube : http://www.youtube.com/user/wittayu9
Blog :  http://kitichai1.blogspot.com
Instagram : Gid_Kitichai

หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 หรือหน้า B10 และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Stock Review, Me(Market Evolution), Glow และ Lisa  ทุกเดือน
     

สนใจซื้ออสังหาเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ลองเข้า http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty


คอนโดลาสโคลินาส ติดสี่แยกอโศก-สุขุมวิท 100เมตรจากBTS & MRT เพิ่งตกแต่งเสร็จ ราคา XX,000/ตรม.
                     

      ขาย คอนโดลาสโคลินาส อยู่บนถนนอโศกติดสี่แยกอโศก-สุขุมวิท (เดินครึ่งนาที จาก MRT,BTS อโศก) ตรงข้ามมี ตลาดสดอโศก Terminal 21 (Supermarket โรงหนัง ร้านอาหาร มอลล์) Robinson, Tops market place, สวนเบญจกิตติ มหาวิทยาลัยประสานมิตร ศูนย์สิริกิตต์
โครงการมีสระว่ายน้ำ ห้องฟิตเนส ห้องล๊อคเกอร์ ซาวน่า สตีม แยกชายหญิง สควอช คอร์ท ห้องสนุกเกอร์ ห้องตีปิงปอง สนามเด็กเล่น ห้องที่จะขายอยู่ชั้น 29 เลขที่ 6/134 พื้นที่ 192.62 ตารางเมตร พร้อมที่จอดรถส่วนตัว 1 คัน ในห้องนี้ มี 2 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ รับแขก ครัว ซักล้าง และห้องคนรับใช้พร้อมห้องน้ำในตัว 1 ห้อง เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เพิ่งตกแต่งเสร็จ สวยมาก ครบถ้วน ขายที่ราคา 19 ล้านบาทถ้วน
 ดู VDO ที่ผมถ่ายภายในห้อง ที่ http://youtu.be/fZ5HU0HoyCY