จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร

จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร
เล่าประสบการณ์การลงทุนของผมที่นำไปใช้ได้ง่ายๆ

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2558

มหาวิปโยคของชาติไทย (ตอนที่ 2)



มหาวิปโยคของชาติไทย (ตอนที่ 2)

               บทความที่แล้ว ผมจบลงตรงที่ผมตัดใจขายหุ้นในราคาที่ต่ำติดดิน และขายทรัพย์สินที่ไม่จำเป็นและไม่ก่อให้เกิดรายได้ทั้งหมดจนผมเป็นไท ปลดหนี้ปลดสินจนหมด และยังเหลือเงินไว้จำนวนหนึ่ง เอาไว้จับจ่ายใช้สอย เพราะว่าช่วงนี้ผมเป็นนักลงทุนอิสระ ไม่มีธุรกิจหรือร้านค้า จึงแทบจะไม่มีรายได้เลย นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งอันน่าสะพรึงกลัวของคนรุ่นใหม่ที่อยากจะเป็นนักลงทุนอิสระแบบผม เพราะว่าในยามที่เศรษฐกิจดี ลงทุนอะไรก้ได้ผลตอบแทนที่ดี คุณก็สามารถอยู่ได้อย่างสุขสบาย แต่ยามที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจแบบรุนแรง สินทรัพย์ที่คุณลงทุนเสื่อมมูลค่าลง ไม่ว่าจะเป็นหุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์ ราคาตกลงกันถ้วนหน้า แต่อสังหาริมทรัพย์อาจจะตกน้อยกว่าหุ้น แต่สภาพคล่องในการซื้อขายยามนั้น ก็ทำให้อยากจะขายก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย นอกเสียจากคุณจะยอมลดราคาขายลงถูกมากๆถึงจะขายได้ และยิ่งถ้าคุณเป็นนักลงทุนที่ลงทุนแบบ AGGRESSIVE แบบผม ยิ่งจะตกที่นั่งลำบาก ไหนเลยจะขาดทุนจากสินทรัพย์ที่ราคาตกลงมาก ไหนจะต้องส่งดอกเบี้ยให้กับสถาบันการเงิน เรื่องร้ายๆจะทับถมทวีคูณใส่คุณจนคุณอาจจะต้องล้มหมอนนอนเสื่อ หรือบางรายอาจจะคิดสั้น ฆ่าตัวตายเลยทีเดียว อย่างในคราววิกฤตต้มยำกุ้ง ก็มีหลายรายที่ปลิดชีพตนเองและหรือครอบครัวเพื่อจบปัญหา ผมจึงตั้งใจเขียนบทความนี้ไว้เตือนใจเด็กรุ่นใหม่ที่ความใฝ่ฝันว่าทำงานไม่กี่ปีก็อยากจะเป็นนักลงทุนอิสระไม่ต้องทำงานไปจนถึงอายุ 60 ปี คุณไม่รู้หรอกว่า นักลงทุนอิสระในปัจจุบันเขาผ่านพ้นวิกฤตต่างๆมาอย่างไร และมีกี่คนที่วิ่งถึงเส้นชัย ซึ่งผมบอกคุณได้เลยว่าที่วิ่งถึงเส้นชัยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์มีน้อยมากเมื่อเทียบกับคนที่วิ่งไม่ถึงเส้นชัย
               กลับมาที่กีฬาสีของบ้านเรา ทำให้นักลงทุนต่างชาติที่คิดจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยในรูป FDI (FOREIGN DIRECT INVESTMENT) ก็ชะงัก รอดูสถานการณ์ของเมืองไทยไปก่อน บางรายก็หันไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านของเราแทน หรือธุรกิจต่างชาติที่ลงทุนอยู่แล้วก็หยุดกิจการ เพราะว่า ไม่เชื่อในสถานการณ์ของประเทศไทย บางรายถึงกับย้ายขบวนการผลิตออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น SAMSUNG ,LG ซึ่งย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเวียดนามแทน กระทั่งกิจการของไทยเองก็ยังไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านมากมายไม่ว่าจะเป็นกลุ่มปูนซีเมนต์ไทย ปตท. เป็นต้น ดูแล้วเวียดนามได้รับส้มหล่นจากสถานการณ์ของประเทศไทยเป็นอย่างมาก จากค่าแรงที่ถูกกว่าไทยเราครึ่งหนึ่ง จำนวนประชากรที่มากกว่าเราถึง 30% และฐานประชากรเป็นคนหนุ่มสาวที่ชอบใช้จ่าย ขณะที่ไทยเราได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมาหลายปีแล้ว เรามีคนไทยที่อายุมากกว่า60ปี เกิน 10% โดยไทยกับสิงคโปร์เป็น 2 ชาติใน ASEAN ที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว แต่เราไม่ต้องไปเป็นห่วงสิงคโปร์ เพราะว่า รายได้ต่อหัว/GDP เขาเป็นอันดับหนึ่งของอาเซี่ยน และปัจจุบันแซงหน้า สหรัฐไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งๆที่เมื่อ 30 ปีที่แล้ว เราไม่น้อยหน้าสิงคโปร์เลย ผมเคยคิดเล่นๆว่า ถ้า 40 ปีที่แล้วเอานักการเมืองไทยไปไว้ที่สิงคโปร์แล้วเชิญ พณฯ ลีกวนยู มาอยู่เมืองไทย มาเป็นนายกรัฐมนตรีของไทย ป่านนี้คนไทยคงรวยกันทั้งประเทศ รายได้ต่อหัว/GDP ของคนไทยคงมากเป็น 2 เท่าของคนมาเลเซีย (ปัจจุบัน รายได้ต่อหัว/GDP ของคนไทยเท่ากับครึ่งหนึ่งของคนมาเลเซีย ) ไหนใครเคยบอกว่าการเมืองไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจระยะยาว ลองนึกภาพตามที่ผมสมมติดูกันครับ ยิ่งไปกว่านั้นคนไทยเราไม่ค่อยมีวินัย และไม่มีสำนึกในการอยู่ร่วมกัน ผมจึงเห็นว่าคนไทยเราต้องการผู้นำเผด็จการ แต่หมายเหตุ ตัวเป้งๆว่าต้องเป็นผู้นำที่ดีสไตล์ลีกวนยูมาสร้างกฏระเบียบที่เคร่งครัดให้แก่สังคม ท่านที่เคยไปเที่ยวสิงคโปร์จะเห็นได้ชัดว่าบ้านเมืองเขาสะอาด ร่มรื่น เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว ผู้คนทีระเบียบวินัย กฏหมายที่นั่นเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นการถ่มน้ำลายหรือทิ้งขยะในที่สาธารณะ การข้ามถนนตรงทางม้าลาย เมื่อมีสัญญาณไฟให้ข้าม การห้ามเคี้ยวหมากฝรั่งและสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ การห้ามนำเข้าหมากฝรั่งไปในราชอาณาจักรสิงคโปร์ ฯลฯ  ด้วยกฏระเบียบที่เคร่งครัดดังกล่าว จึงทำให้บ้านเมืองเขาเป็นระเบียบเรียบร้อย พอมองย้อนกลับมาดูประเทศไทยของเราแล้วอดหดหู่ใจไม่ได้ วัฒนธรรมดีๆของหลายชาติที่เราน่าจะเลียนแบบ เช่น การยืนบนบันไดเลื่อนชิดขวาไปทางเดียวกัน แล้วเหลือที่ว่างด้านซ้าย ให้คนที่เร่งรีบ สามารถเดินผ่านได้สะดวก เป็นต้น ตอนที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่ญี่ปุ่นคราวที่แล้ว เราเห็นภาพคนญี่ปุ่นยืนต่อคิวยาวเหยียดเพื่อรับสิ่งของบรรเทาสาธารณภัยจากหน่วยงานรัฐอย่างเป็นระเบียบ ลองถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ที่เมืองไทย คุณคิดว่าจะเห็นคนไทยยืนต่อคิวแบบคนญี่ปุ่น หรือเหยียบกันตายเพื่อแย่งสิ่งของบรรเทาสาธารณภัยกันครับ
               เนื้อที่หมดแล้ว อ่านต่อในบทความหน้ากันครับ

กิติชัย เตชะงามเลิศ
          02/09/58
อ่าน
มหาวิปโยคของชาติไทย (ตอนที่1) ที่ http://kitichai1.blogspot.com/2015/08/1.html



ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่
 Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
 Twitter : http://twitter.com/value_talk
 Instagram : Gid_Kitichai
 Blog : http://kitichai1.blogspot.com
 You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9
 Google+ : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
 Linkedin : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
 Pinterest : http://www.pinterest.com/kitichai/
 หรือ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B8หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Glow, และ Me(Market Evolution) ทุกเดือน 
ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยเอาเม้าส์ไปทางด้านขวามือจะมีแถบแสดงออกมา แล้วเลือกคลิกไอคอนที่เขียนว่าสมัครรับข้อมูล เมื่อผมมีบทความใหม่ ท่านก็จะทราบทันที 
หาอสังหาทั้งถูกและดีเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ได้ที่ http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty


วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2558

มหาวิปโยคของไทย (ตอนที่ 1 )



มหาวิปโยคของไทย (ตอนที่ 1 )

               ผมมานั่งทบทวนดูเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาในประเทศไทยในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา  รู้สึกสงสารประเทศไทยและคนไทยจริงๆ  เริ่มจากเหตุการณ์สึนามิที่ทางภาคใต้ของไทยเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547 เวลา 07.58น. ก่อให้เกิดคลื่นทะเลยักษ์สูงถึง 30 เมตร ท่วมทำลายบ้านเรือนตามแนวชายฝั่ง โดยเกิดจากแผ่นดินไหวมากกว่า 9 ริคเตอร์ ซึ่งมีจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ที่มหาสมุทรอินเดียลึกลงไป 30 กิโลเมตร นับเป็นสึนามิที่เกิดขึ้นที่ประเทศไทยเป็นครั้งแรก และได้สร้างความเสียหายทิ้งไว้มากมาย พรากชีวิตคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติไปร่วม 8,000 คน และผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 8,000 คน ต่อมายังไม่ทันจะหายโศรกเศร้าดี สังคมไทยที่เคยเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมาตลอด ก็เริ่มมีการปลุกปั่นแบ่งแยกคนไทยออกเป็น 2 ฝ่าย โดยใช้สัญลักษณ์ของสีเป็นสีเหลืองกับสีแดง ให้จงเกลียดจงชังกัน การเล่นกีฬาสีนี้ได้ดำเนินมาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ได้สร้างความแตกแยกร้าวลึกลงในสังคม จนดูแล้วสุดที่จะเยียวยา  ถึงแม้ช่วงนี้จะดูสงบเสงี่ยมเรียบร้อยก็เป็นเพราะเรากำลังอยู่ในการปกครองของรัฐบาลที่มาจากทหาร ซึ่งไม่รู้ว่าหลังจากมีการจัดเลือกตั้งแล้ว มีรัฐบาลพลเรือนในปีหน้า (?) การแตกแยกของสังคมไทยจะถูกประสานเชื่อมรอยร้าวดังกล่าวได้หรือไม่ หรือจะมีการกลับมาเล่นกีฬาสีกันอีก การแตกแยกทำให้เกิดความไม่สงบในประเทศ มีการประท้วงกันอยู่บ่อยๆ บางช่วงมีการประท้วงติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน มีการปิดสนามบิน ปิดถนนในย่านใจกลางเมือง มีการปลุกปั่นคนให้เผาบ้านเผาเมือง ผมดูจาก YouTubeแล้วผมอดสงสัยไม่ได้ว่านี่มันเป็นพฤติกรรมของคนไทยเรากันเองหรือ จากเนื้อเพลงชาติไทยท่อนหนึ่งที่บอกว่าไทยนี้รักสงบเราคนไทยยังจะร้องเพลงนี้ได้เต็มปากเต็มคำกันไหม สมัยก่อนชาวต่างชาติเขาก็มองคนไทยเป็นคนที่มีมิตรไมตรีดี ยิ้มง่าย จนเรียกได้ฉายาว่า “THAI SMILE” พอเห็นเหตุการณ์แบบนี้คงเปลี่ยนภาพพจน์ของคนไทยในสายตาของชาวต่างชาติไปมาก ผมก็ได้แต่ฝันลมๆแล้งๆว่า เราจะเก็บบทเรียนในอดีตที่ผ่านมา เอาไว้สอนตัวเองแล้วจากนี้ไปสังคมไทยจะกลับมาถ้อยทีถ้อยอาศัยกันเหมือนกับในอดีต
               กลับมาเรื่องปากท้องกันบ้าง ในหลายปีที่ผ่านมาหนี้สินครัวเรือนของคนไทยได้ไต่ระดับขึ้นมาเรื่อยๆ จากที่เคยอยู่แถวๆ 40%/GDP ในปี 2546 จนมาถืง 88% ในปีปัจจุบัน (แต่หลังจากที่ทางสภาพัฒน์ได้ปรับเปลี่ยนวิธีคำนวน GDP ทำให้ GDP ของประเทศไทยสูงขึ้นประมาณ 1ล้านล้านบาท ทำให้ปริมาณหนี้สินครัวเรือน/GDP จาก 88% ลดลงไปเหลือประมาณ 80 % เท่านั้น จากฐานของGDP ที่มากขึ้น) ประเทศไทยเรามีหนี้สินครัวเรือน/ GDP สูงเป็นอันดับที่ 2 ของ ASEAN รองจากมาเลเซียเท่านั้น ช่วงที่สหรัฐเกิดวิกฤต HAMBURGER CRISIS ในปี 2551 นั้น หนี้สินครัวเรือน/GDP ของสหรัฐอยู่ที่ 97% ดูตัวเลขแล้วก็ได้แต่ภาวนาให้ประเทศไทยต้องประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจอีกครั้งเลย เราเจอไปครั้งล่าสุดช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ในช่วงปี 2540 ซึ่งช่วงนั้นทำให้คนไทยตกงานกันมากมาย หุ้นตกระเนระนาด SET INDEX ตกลงจากจุดสูงสุดในประวิติศาสตร์ที่ 1,789.16(มกราคม ปี 2537) ไปทำจุดต่ำสุดที่ 204.59 (กันยายน ปี2541) โดยตกลงไปถึง 1,584.57 จุด คิดเป็น 88.57% พูดง่ายๆคือมีเงินลงทุนในตลาดทุน 100 บาท จะเหลือเพียง 11.43บาท (โดยเฉลี่ย) บางคนอาจจะเหลือศูนย์ เพราะว่าไปลงทุนในบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ล้มละลายปิดกิจการไป บางคนยิ่งแย่กว่านั้นลงทุนหุ้นด้วนมาร์จิ้น นอกจากจะถูกบังคับขายแล้ว เงินส่วนต่างและดอกเบี้ยยังต้องไปหาเงินมาใช้หนี้โบรคเกอร์เสียอีก นี่คือสาเหตุหนึ่งที่ผมไม่แนะนำให้นักลงทุนหน้าใหม่หรือนักลงทุนหน้าเก่าที่มีความรู้และหรือประสบการณ์ในการลงทุนไม่มากเพียงพอ อาจจะเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงในชีวิต อาจจะเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว จนถึงกระทั่งล้มละลายกันเลยทีเดียว ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในสถานการณ์วิกฤตต้มยำกุ้งช่วงนั้นด้วย ผมยังจำได้แม่นเลยว่าเป็นความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสในชีวิตการลงทุนของผมครั้งหนึ่งเลยทีเดียว ที่ผมรอดจากวิกฤตครั้งนั้นมาได้ เพราะว่าผมยอมตัดใจเฉือนเนื้อตัวเอง โดยยอมตัดใจขายขาดทุนหุ้นที่ถือหุ้นอยู่เพื่อล้างหนี้จากมาร์จิ้นให้หมด และผมขายสินทรัพย์ที่ไม่จำเป็น เช่น รถยนต์ ทองคำ ฯลฯ เพื่อนำไปใช้หนี้ธนาคารที่กู้เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ จนผมปลอดจากหนี้ทั้งหมด และมีเงินสดเหลือพอใช้เป็นเวลา 5 ปี เพราะว่าในช่วงนั้นผมยังมองไม่เห็นอนาคตของเศรษฐกิจไทยเลย แต่จากที่เรียนหนังสือมา เศรษฐกิจมีฟุบก็มีรุ่งเพียงแต่ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนเท่านั้นเอง ผมมีความคิดในช่วงนั้นว่า ภายใน 3-5 ปี เศรษฐกิจไทยไงๆก็จะต้องฟื้นตัวแน่ๆ เพียงแต่จะเป็นรูปตัว U หรือรูปตัว V เท่านั้น เนื้อที่หมดแล้วเอาไว้ต่อในบทความหน้ากันครับ

กิติชัย เตชะงามเลิศ
          27/08/58



ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่
 Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
 Twitter : http://twitter.com/value_talk
 Instagram : Gid_Kitichai
 Blog : http://kitichai1.blogspot.com
 You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9
 Google+ : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
 Linkedin : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
 Pinterest : http://www.pinterest.com/kitichai/
 หรือ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B8หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Glow, และ Me(Market Evolution) ทุกเดือน 
ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยเอาเม้าส์ไปทางด้านขวามือจะมีแถบแสดงออกมา แล้วเลือกคลิกไอคอนที่เขียนว่าสมัครรับข้อมูล เมื่อผมมีบทความใหม่ ท่านก็จะทราบทันที 
หาอสังหาทั้งถูกและดีเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ได้ที่ http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty


วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ท่องเที่ยวไทยจะเป็นอย่างไร

ท่องเที่ยวไทยจะเป็นอย่างไร

               เศรษฐกิจไทยปีนี้ ไตรมาสแรกโต 3% ส่วนไตรมาส2โต 2.80% ทำให้เครึ่งปีแรกเศรษฐกิจไทยโตเฉลี่ย 2.9%  ซึ่งต้องขอบคุณอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เติบโตจากปีที่แล้วเป็นอย่างมาก หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปีที่แล้ว การประท้วงมาราธอนก็ยุติลงทำให้ความสวุ่นวายมลายไป ความสงบสุขก็กลับมาสู่ประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง เวลาผ่านมาปีกว่าๆ เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นมาอีกจนได้ คือการวางระเบิดในย่านใจกลางเมืองบริเวณสี่แยกราชประสงค์ในช่วงเวลาหัวค่ำของวันจันทร์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 20 ราย โดยเป็นคนไทย 5 คน จีน 2 คน คนมาเลเซีย คนฮ่องกง 2 คน คนสิงโปร์ 1 คน ส่วนอีก 8ศพ ยังไม่สามารถยืนยันตัวบุคคลได้ (อัพเดทวันที่ 18 สิงหาคม) บาทเจ็บอีกร้อยกว่าคน จริงๆแล้วการลอบวางระเบิดในกรุงเทพมหานคร เคยมีมาหลายครั้ง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นระเบิดที่มีอานุภาพไม่รุนแรง ไม่ค่อยมีผู้เสียชีวิต แต่คราวนี้เป็นระเบิดที่มีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงมาก จึงก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมดังกล่าวขึ้น ผู้บงการและผู้ที่ก่อการไม่รู้ว่าเป็นคนไทยหรือเปล่า ถ้าใช่ ผมสงสัยจังว่าทำไมคุณถึงมีจิตใจที่เหี้ยมโหดเกินมนุษย์ นอกจากทำให้ผู้คนล้มตายและบาดเจ็บเป็นจำนวนมากแล้ว คุณกำลังทำลายการท่องเที่ยวของประเทศซึ่งเป็นตัวจักรเดียวที่เหลืออยู่ที่ยังทำงานได้ดี รัฐบาลชาติต่างๆคงทยอยประกาศเตือนคนในชาติของตนให้งดการเดินทางเข้ามาในประเทศไทย และซ้ำร้ายนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เสียชีวิตล้วนแล้วแต่เป็นชาติหลักๆที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยเฉพาะชาวจีน ซึ่งปีนี้เดินทางเข้ามาในไทยเป็นจำนวนมาก ตัวเลขนักท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสสี่คงจะหดตัวลงอย่างมาก น่าเสียดายที่ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วง HIGH SEASON เสีย ด้วย เป็นช่วงที่คนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวรอคอยกัน เท่าที่ผมสังเกตดูนักท่องเที่ยวจีนจะมาท่องเที่ยวน้อยลงมากเมื่อไทยมี สถานการณ์ประท้วงหรือความไม่สงบ ดังนั้นคราวนี้ เราคงเห็นนักท่องเที่ยวจีนลดลงอย่างน่าใจหาย โดยเฉพาะพัทยา ชลบุรี ที่แย่มากๆช่วงต้นปีก่อน หลังจากที่เศรษฐกิจรัสเซียได้รับผลกระทบจากการกดดันของสหรัฐและกลุ่มประเทศ EU รวมทั้ง ราคาน้ำมันและก๊าซที่ตกต่ำลงอย่างมาก รัสเซียเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าดังกล่าว จึงได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ทำให้ค่าเงินรูเบิ้ลรัสเซียอ่อนลงเกือบครึ่งหนึ่ง นักท่องเที่ยวรัสเซียเดินทางมาประเทศไทยลดลงอย่างมาก กลุ่มนักท่องเที่ยวในโซนนี้ได้รับผลกระทบไปเต็มๆ ซึ่งส่งผลไปหมด พนักงานที่อยู่ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวถูกปลดออกจากหน้าที่การงาน อสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะคอนโดที่ชาวรัสเซียมาจองซื้อไว้ ก็มีการทิ้งดาวน์ค่อนข้างมาก ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในพัทยาลดลง ที่เพิ่งจะมาฟื้นก็เพราะว่าได้นักท่องเที่ยวจีนเข้ามาแทนที่ ก็มาเจอเหตุการณ์นี้เสียแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงจะต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อดึงให้นักที่องเที่ยวต่างชาติยอมเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยให้ได้ เราคงเห็นการลดลงของราคาห้องพักเพื่อแข่งขันดึงดูดนักท่องเที่ยวที่จะมีปริมาณลดลง นั่นหมายถึงรายได้รวมทั้งกำไรต่อห้องและจำนวนที่พักที่ขายได้ของกลุ่มโรงแรมจะลดลงเนื่องจากเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ส่วนอุตสาหกรรมการบิน สนามบิน ร้านอาหารก็จะได้รับผลกระทบรองลงมา บังเอิญหุ้นกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีการซื้อขายที่ P/E สูงมาก เพราะว่านักลงทุนมั่นใจว่าเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตจของรายได้และกำไรสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ จากเหตุการณืนี้ กลุ่มนี้จะโดน2เด้งคือ
1 นักวิเคราะห์และนักลงทุนจะมีการปรับการคาดการณ์ รายได้และกำไรลดลงอย่างมาก
2 นักวิเคราะห์และนักลงทุนจะลดค่า P/E สำหรับกลุ่มนี้ลงเนื่องจากคาดว่าการเติบโตของกำไรจะไม่สวยงามเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
               จากเหตุการณืนี้หน่วยงานรัฐเกี่ยวกับด้านข่าวกรอง ทำงานไร้ประสิทธิภาพจริงๆ เนื่องจากผมเห็นข้อมูลที่ส่งมาในไลน์ มีการพูดถึงจะเกิดความไม่สงบในกรุงเทพช่วงระหว่างวันที่ 14-28 สิงหาคม แต่ทำไมจึงปล่อยให้เหตุการณ์ร้ายแรงแบบนี้เกิดขึ้นมาได้อีก ถ้าเป็นเมืองนอก ผู้ที่รับผิดชอบคงจะต้องมีการพิจารณาตัวเองกันแล้ว ไม่เป็นไรครับ แต่หวังว่าจากนี้ไป หน่วยงานจะต้องทำงานอย่างรอบคอบกว่านี้ เพราะว่ามันกระทบถึงชีวิตและทรัพย์สินของคนจำนวนมาก ไหนจะครอบครัวของเขาเหล่านั้น ถ้าผู้เสียชีวิตเป็นตัวหลักในการหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว สมาชิกครอบครัวเหล่านั้นจะทำอย่างไรกัน นี่ยังไม่รวมบุคลากรในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่อาจจะถูกปลดออกจากงาน เนื่องจากนักท่องเที่ยวมาเที่ยวน้อยลง ธุรกิจที่เกี่ยวข้องจะต้องเลิกกิจการไปอีกเท่าไหร่ ทั้งหลายทั้งปวงนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า จะมีเหตุการณ์รุนแรงแบบนี้เกิดขึ้นอีกหรือไม่
               ก่อนจบบทความนี้ขอเตือนนักลงทุนที่คิดจะลงทุนในกลุ่มท่องเที่ยว จุดต่ำสุดที่เห็นเมื่อเช้าวันอังคารอาจจะไม่ใช่จุดต่ำสุดที่แท้จริง ช่วงนี้ราคาหุ้นในกลุ่มนี้น่าจะซึมลงไปเรื่อยๆ จนกว่านักลงทุนจะมั่นใจว่าจะไม่มีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นอีก ซึ่งคงต้องใช้เวลา


กิติชัย เตชะงามเลิศ
          25/03/58


ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่
 Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
 Twitter : http://twitter.com/value_talk
 Instagram : Gid_Kitichai
 Blog : http://kitichai1.blogspot.com
 You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9
 Google+ : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
 Linkedin : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
 Pinterest : http://www.pinterest.com/kitichai/
 หรือ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B8หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Glow, และ Me(Market Evolution) ทุกเดือน ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยเอาเม้าส์ไปทางด้านขวามือจะมีแถบแสดงออกมา แล้วเลือกคลิกไอคอนที่เขียนว่าสมัครรับข้อมูล เมื่อผมมีบทความใหม่ ท่านก็จะทราบทันที หาอสังหาทั้งถูกและดีเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ได้ที่ http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ออมจากน้อยเป็นร้อยล้านชุดใหม่ ตอนที่1

ผมเคยลองถามคนรู้จักเกี่ยวกับเรื่องการออมเงิน โดยผมเริ่มจากถามว่า เมื่อเขามีรายได้เข้ามา แล้วจัดการกับเงินออมก้อนนี้อย่างไร ประมาณ 50% จะตอบว่า จะใช้ก่อนแล้วที่เหลือก็จะเก็บออม ซึ่งแค่เริ่มต้นก็ผิดแล้ว MINDSET ในการออมเงินที่ถูกต้องของการออมเงินก็คือ...

http://money.sanook.com/blog/41951/

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2558

ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน ( ตอนที่ 3)

                                                             ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน ( ตอนที่ 3)
ใน ตอนแรก ผมพูดถึงบัณฑิตที่จบปริญญาตรีหมาดๆ เพิ่งเริ่มทำงาน ซึ่งปัจจุบัน  เงินเดือนขั้นต่ำที่รัฐกำหนดไว้ ที่ 15,000บาทต่อเดือน  บางคนจบคณะที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานมากๆ  ก็อาจะเริ่มต้นที่ 20,000-25,000 เลยทีเดียว  ซึ่งคนเหล่านี้  ส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยเคยชินกับการจับจ่าย  จากเดิมที่เคยใช้เงินของบุพการี  จึงไม่รู้ซึ่งถึงความลำบากว่า กว่าที่คุณพ่อคุณแม่จะหาเงินมาได้แต่ละบาทท่านต้องตรากตรำทำงานหนักเพียงไหน  ลูกๆก็ไม่รู้ กูใช้เพียงอย่างเดียว หรือเวลาเดินทางไปไหนมาไหน  คุณลูกใช้รถไฟฟ้า หรือ TAXI ส่วนคุณพ่อคุณแม่ที่ฐานะไม่ค่อยดีใช้รถเมล์  เงินที่ประหยัดได้ ก็ประเคนเป็นค่าใช้จ่ายให้กับลูกๆ ของตนไม่ว่าจะเป็นค่าเล่าเรียน  ค่าตำรับตำรา  และค่าใช้จ่ายส่วนต่างๆ  นี่ยังไม่รวม พ่อแม่ที่ลูกๆเป็นแฟนคลับดารานักร้อง ที่เอาเงินพ่อแม่ไปซื้อของให้ดารานักร้องขวัญใจตัวเอง  และค่าบัตรคอนเสิร์ตที่ตามไปดูทุกๆรอบ  หรือขอสตางค์ซื้อของที่อยากได้ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่ให้ก็จะงอน  จนในที่สุดคุณพ่อคุณแม่หลายท่านก็ต้องใจอ่อนยอมซื้อให้ พอถึงคราวที่ต้องทำงานหาเงินใช้เอง หลายๆคนยังคุ้นเคยกับการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ทำให้ชักหน้าไม่ถึงหลัง  บางครั้งยังต้องขอเงินพ่อแม่มาเสริมให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายของตน  เห็นเพื่อนที่ทำงานใช้โทรศัพท์แพงๆ รุ่นที่ออกใหม่ หรือ เพื่อนมี Tablet ใช้ก็ต้องหามาให้ใช้  เดี๋ยวจะน้อยหน้าเพื่อนๆ  ที่เป็นเช่นนี้ ส่วนหนึ่งนอกจากนิสัยของเขาเองแล้ว  ส่วนหนึ่งก็เพราะสังคมไทยที่พ่อแม่เลี่ยงดูลูกแบบตามใจมากไป  ปกติผมไม่ชอบวัฒนธรรมของชาวตะวันตกเลย  แต่มีอย่างหนึ่งที่ผมต้องยอมรับว่าเป็นวัฒนธรรมที่ดีมาก  คือการให้ลูกๆของตนทำงาน Part Time ช่วง Summer  ซึ่งเป็นการสอนเด็กๆ ให้เรียนรู้เรื่องการทำงานและคุณค่าของเงิน  เด็กๆฝรั่งที่อยากได้ Gadget ต่างๆ ก็ต้องอาศัยเงินออมและรายได้จากการทำงาน Part Time ในขณะที่เด็กไทยที่ใช้มือถือแพงๆ หรือสินค้าแพงๆอื่นๆ ก็เป็นเงินของผู้ปกครองทั้งนั้น  วัฒนธรรมดีดีแบบนี้  ทำไมสังคมไทยไม่นำมาใช้ แต่วัฒนธรรมที่ผมรู้สึกไม่เหมาะสมกับสังคมไทย เช่น กอดจูบกันในที่สาธารณะ ฯลฯ เด็กรุ่นใหม่ชอบกันจัง  อีกส่วนหนึ่งก็ต้องโทษระบบการศึกษาของไทยเรา ที่ไม่นำความรู้เรื่องการออมเงินมาบรรจุเข้าไปในหลักสูตรตั้งแต่ชั้นมัธยมต้น  เพราะว่าเด็กๆบางคนอาจจะเรียนจบแค่มัธยมต้น  และช่วงวัยนี้เป็นวัยที่ยังพอจะดัดนิสัยได้ง่าย  พอเป็นมัธยมปลายหรือระดับมหาวิทยาลัยแล้วก็จะดัดยากยิ่งขึ้น  ผมขอเรียกร้องให้ท่านรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ  ได้กรุณาลงมาดูเรื่องนี้ด้วย  เพาะว่าเมื่อเด็กรุ่นใหม่นี้เข้าใจแนวคิดเรื่องการออมเงินที่ถูกต้องนั่นหมายถึง การสร้างหนี้จากการจับจ่ายใช้สอยสินค้าที่ไม่จำเป็นจะลดลง  ปัญหาหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่อยู่ที่ 85 % ในขณะนี้ ซึ่งนับว่าสูงเป็นอันดับที่2ใน Asean รองจากมาเลเซียเท่านั้น  จะค่อยๆทยอยลดลง  ระดับการออมของคนในชาติสูงขึ้น  อย่าลืมนะครับว่าประเทศเราได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมาหลายปีแล้ว  เรามีคนไทยที่มีอายุเกิน 60 ปี  มากกว่า 10 % แล้ว และจากการคาดการณ์ของบางหน่วยงาน เราจะมีผุ้สูงวัยมากกว่า 20% ในปี พ.ศ. 2563 เมื่อถึงเวลานั้นเราก็จะอยู่ในสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบ  ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะคนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น จากเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้นและรายได้ที่สูงขึ้น รวมทั้งความรู้ทางโภชนาการที่ดีขึ้น  ทำให้คนไทยอยู่ดีกินดีมากขึ้น

            เรากลับมาเรื่องค่าใช้จ่ายที่คุยกันไว้ในตอนที่ 2 เรื่องค่าเช่าห้องพักสำหรับคนที่ไม่ได้อาศัยอยู่กับทางบ้าน  ผมแนะนำว่าควรจะยอมใช้เวลา 1 วันเต็มๆ เดินรอบๆที่ทำงานของคุณภายในรัศมี 1 กิโลเมตร ดูว่ามีอพาร์ตเม้นท์หรือบ้านเช่าที่อยู่ในกรอบค่าเช่าที่กำหนดไว้ ในที่นี้คือ 3,000 บาท  หรืออาจจะมากกว่านั้นนิดหน่อย  สำหรับคนที่เงินเดือนช่วง 16,000-20,000 บาท โดยเลือกที่คุณชอบมากที่สุด  อย่าลืมนะครับ คุณจะต้องอยู่ห้องพักนี้ ตราบที่คุณยังทำงานที่นี่ และระดับเงินเดือนคุณยังไม่เกิน 20,000 บาท ซึ่งอาจจะ 2-3 ปี สำหรับคนที่มีเงินเดือนเริ่มต้นที่ 15,000บาท  และผมกำหนดรัศมีไว้ 1 กิโลเมตร เพราะผมเชื่อว่าอยู่ในวิสัยของคนที่สามารถจะเดินได้  คุณลองคิดดูสิครับ ถ้าคุณยอมเดิน คุณจะประหยัดค่าเดินทางได้ประมาณ 1,000-2,000 บาทต่อเดือน  คุณเอาค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้ไปจ่ายค่าเช่าห้องพักที่ดีขึ้นก็ยังได้  การเดินมากๆยังทำให้คุณตัดปัญหาเรื่องอ้วนลงพุงได้อีก  เพราะว่าคุณเดินไปกลับวันละ 2 กิโลเมตร จากห้องพักกับที่ทำงาน ไม่ต้องเสียเงินไปซื้ออาหารเสริม หรืออะไรก็ตามเพื่อลดความอ้วน สุขภาพก็จะดีขึ้น ประหยัดค่าหยูกยา  ค่ารักษาพยาบาลได้อีก  เพราะว่าเป็นที่รู้ๆกัน  ค่ารักษาพยาบาลในปัจจุบัน ยิ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนยิ่งแพงมาก  ทำสุขภาพให้แข็งแรงเป็นการช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า  ทำให้มีเงินออมมากขึ้น  การเป็นว่าที่เศรษฐีก็จะเร็วขึ้น  เนื้อที่หมดแล้วเอาไว้ต่อตอนที่ 4 กันนะครับ
ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน ( ตอนที่ 1) http://kitichai1.blogspot.com/2015/03/1.html
ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน ( ตอนที่ 2) http://kitichai1.blogspot.com/2015/03/2.html


    กิติชัย เตชะงามเลิศ
          17/04/58


ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่
 Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
 Twitter : http://twitter.com/value_talk
 Instagram : Gid_Kitichai
 Blog : http://kitichai1.blogspot.com
 You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9
 Google+ : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
 Linkedin : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
 Pinterest : http://www.pinterest.com/kitichai/
 หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B8 ในคอลัมน์ "เขียนอย่างที่คิด by Gid"  หนังสือพิมพ์ ASTV และwww.manager.co.th ในคอลัมน์ "รอบรู้ลงทุน"  ทุกวันอังคารและวันศุกร์ และหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจหน้า 15 เดือนละครั้ง ในคอลัมน์ "พินิจ พิเคราะห์"   และนิตยสาร Condo Guide, Glow ทุกเดือน และ คนรวยหุัน,  Me(Market Evolution) ทุกไตรมาส

 หาอสังหาทั้งถูกและดีเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ได้ที่ http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty