จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร

จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร
เล่าประสบการณ์การลงทุนของผมที่นำไปใช้ได้ง่ายๆ

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2559

8 สิ่งที่ควรทำช่วงปลายปี ตอนจบ

                                                      8 สิ่งที่ควรทำช่วงปลายปี ตอนจบ


 2 สัปดาห์ที่แล้วผมได้พูดถึงสิ่งที่ควรทำช่วงปลายปีไป 6 ข้อแล้ว สัปดาห์นี้เรามาต่อที่เหลือกันเลยครับ
7). ตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะท่านที่มีอายุ 40 ปี ขึ้นไปควรจะตรวจทุกๆ ปี และท่านที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไปควรจะตรวจปีละ 2 ครั้ง ทำให้เราทราบว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมา ลักษณะการใช้ชีวิตเราเป็นการส่งเสริมหรือทำลายสุขภาพของเราเอง ถ้าท่านมีกำลังทรัพย์มากหน่อย การตรวจดูว่าร่างกายท่านมีแร่ธาตุ วิตามิน ฮอร์โมนต่างๆ มากหรือน้อยเกินไป อะไรที่ขาดก็พยายามทานผักผลไม้ที่ให้แร่ธาตุ วิตามิน ที่ขาด หรืออาจทานอาหารเสริมตัวที่ขาด และลดหรือหลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีแร่ธาตุ วิตามินตัวที่ร่างกายมีมากเกินไป และตรวจเสริมดูว่าร่างกายเราแพ้อาหารชนิดใด จะได้หลีกเลี่ยงอาหารประเภทนั้น มิฉะนั้นจะทำให้เกิดการอักเสบขึ้นภายในร่างกาย การเกิดขึ้นบ่อยๆ จะเป็นการสะสม ทำให้เกิดโรคร้ายแรงในภายหลังได้ ยึดหลักง่ายๆคือ รับประทานอย่างไรได้อย่างนั้น ควรรับประทานอาหารในปริมาณพอเหมาะ เลือกทานอาหารสดใหม่ได้โภชนาการ ทานผักผลไม้ให้ได้หลายสีสัน ทานปลาและเนื้อสัตว์ต่างๆ ลดการทานน้ําตาลและคาร์โบไฮเดรต การป้องกันดีกว่าการรักษา ต้นทุนของการป้องกันนั้นถูกกว่าค่ารักษาพยาบาลมาก ปัจจุบันค่ารักษาพยาบาลโดยเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชนสูงมาก ดังนั้นการที่มีสุขภาพที่แข็งแรงทำให้ท่านประหยัดค่าใช้จ่ายด้านนี้ไปได้มาก ทำให้ท่านมีเงินเหลือที่จะไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนและเสริมความมั่นคงให้กับชีวิตของท่าน
8). วางแผนทั้งด้านการลงทุนและการใช้ชีวิตในปีหน้าว่าจะดำเนินไปในทางใด โดยปกติช่วงปลายปีผมจะคิดว่าปีใหม่นี้ผมควรจะกำหนด New Year Resolution ไว้ ซึ่งปีนี้ New Year Resolution ของผมจะให้ความสำคัญทั้งร่างกายและจิตใจ โดยผมตั้งใจจะทำดังนี้
            ก.  นอนหลับให้เร็วขึ้น ตั้งใจจะนอนก่อน 22.30 น.เพราะว่าช่วงเวลา 22.00—01.00น. ร่างกายคนเราจะหลั่ง Melatonin เพื่อไปกระตุ้นต่อมใต้สมองให้ผลิต Growth Hormone เพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ อันมีผลให้มีสุขภาพที่แข็งแรง
          ข. จะลุกจากเก้าอี้ทำงานเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถทุก 1-2 ชั่วโมง เพื่อลดอาการ Office Syndrome
            ค.  ออกกำลังกายโดยการยกน้ำหนัก เดินเร็ว รำกระบอง ฝึกโยคะ และว่ายน้ำ สัปดาห์ละไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง นอกจากทำให้สุขภาพแข็งแรงแล้ว ยังช่วยลดอาการเจ็บปวดจากอาการ Office Syndrome ได้เป็นอย่างดี และการออกกําลังกายสามารถช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนที่กันแก่ชราได้
            ง.  เดินสูดอากาศและรับแดดยามเช้าช่วงเวลา 7.00-8.00 น. สัปดาห์ละไม่น้อยกว่า  1 ครั้งที่สวนสาธารณะ เพื่อฟอกปอดและช่วยให้ร่างกายสร้าง Vitamin D ทำให้กระดูกแข็งแรง ลดโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุน
            จ.  เลือกทานอาหารเพื่อสุขภาพ(ดีกว่าต้องมาทานยา) ลดและพยายามเลิกทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ผมเองก็เพิ่งซื้อเครื่องปั่นแรงสูงมาปั่นผักผสมผลไม้ทานทุกมื้อที่อยู่บ้าน
            ฉ.  เดินทางท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศบ่อยขึ้น เป็นการให้รางวัลชีวิตที่ดีมาก สุขภาพจิตก็จะดีตามไปด้วย เดินทางท่องเที่ยวบางครั้งยังทำให้ผมได้ไอเดียบางอย่างเพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุนด้วยเช่นกัน
          จะเห็นว่าผมเน้นในเรื่องสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะว่าปัจจุบันค่ารักษาพยาบาลสูงมาก ต้นทุนของการดูแลสุขภาพนั้นถูกกว่าค่ารักษาพยาบาลเป็นอย่างมาก และสุขภาพที่ไม่ดีจะเป็นตัวลดความมั่งคั่งของท่านอย่างมาก อย่าให้การมีอายุยืนกลายเป็นความเสี่ยงของชีวิต บทความนี้ขอส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ขอให้ท่านผู้อ่านประสบความสำเร็จในการลงทุนมีสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงและเฮงๆรวยๆกันถ้วนหน้านะครับ



                                                        8 สิ่งที่ควรทำช่วงปลายปี ตอนที่ 2
 สัปดาห์ที่แล้วผมได้พูดถึงสิ่งที่ควรทำช่วงปลายปีไป 3 ข้อแล้ว สัปดาห์นี้เรามาต่อที่เหลือกันเลยครับ
4). ทบทวนสิ่งที่เราทำไปตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันว่า เราได้ทำสิ่งดีๆ หรือสิ่งไม่ดีกับตัวเองครอบครัว เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน สังคมไทย และโลกอย่างไรบ้าง โดยยึดหลัก เอาใจเขามาใส่ใจเรา สิ่งใดที่ดีก็จะนำไปปฏิบัติต่อในปีหน้า สิ่งที่ไม่ดีก็ต้องหาทางปรับปรุงให้ดีขึ้น ส่วนในด้านการลงทุน ผมก็มักจะทบทวนดูว่า การลงทุนในปีนั้นๆ ได้ผลตอบแทนเป็นอย่างไร หุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนไปมีรายการไหน ที่ตัดสินใจถูกต้องหรือผิดพลาดอย่างไร โดยเปรียบเทียบกับ Benchmark โดยหุ้นผมจะใช้ SET INDEX เป็น Benchmark บวกกับอัตราเงินปันผลซึ่งผมมักจะตีคร่าวๆ ว่ามีค่าเท่ากับ 3% ซึ่งก็จะคำนึงถึงสภาพตลาดหุ้นและ Sector ของหุ้นที่ผมลงทุนประกอบด้วย และจุดมุ่งหมายที่ตัดสินใจลงทุนตั้งแต่แรกว่าคิดอย่างไร และเป็นไปตามที่คิดไหม ส่วนอสังหาริมทรัพย์ ผมจะดูจากผลตอบแทนที่ได้รับ และความรวดเร็วในการขาย
5). ทบทวนหนี้สิน (ถ้ามี) ว่าเป็นหนี้ที่เกิดจากอะไรบ้าง และอัตราดอกเบี้ยสูงต่ำอย่างไร โดยพยายามที่จะไม่ก่อหนี้เพื่อสินค้าที่เสี่อมมูลค่าได้ง่าย เช่น รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ ปัจจุบันนี้ธุรกิจผ่อนสินค้ารุกไปถึงเครื่องสำอางและทัวร์แล้ว ผมไม่เข้าใจคนที่ซื้อสินค้าเหล่านี้ด้วยเงินผ่อนคิดอย่างไร โดยเฉพาะเครื่องสำอางและทัวร์ ซึ่งเป็นสินค้าและบริการที่ไม่จำเป็นกับชีวิตเลย ซึ่งอัตราดอกเบี้ยประเภทสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต จะมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก ประมาณ 20กว่า%ต่อปี การที่ท่านจะลงทุนให้ได้ผลตอบแทนในระดับนั้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว ขนาด Warren Buffet นักลงทุนที่มีชื่อเสียงระดับโลก ยังทำผลตอบแทนได้ประมาณ 20 กว่า % เท่านั้น ยกเว้นแต่ท่านมีเงินมากพออยู่แล้ว อยากซื้อมาใช้ หรืออยากไปเที่ยว อย่างนั้นไม่ว่ากัน ส่วนคนที่เป็นหนี้ ควรจะพยายามลดและล้างหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงที่สุดไปก่อน ส่วนมากมักจะเป็นสินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล หลังจากล้างหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงไปหมดแล้วค่อยมาเปรียบเทียบดูว่า ระหว่างคงหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำ กับมีเงินเหลือนำไปลงทุนในทรัพย์สินที่คาดหวังผลตอบแทนได้สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตั้งแต่ 1.50-2 เท่าเป็นต้นไป หรือจะไปล้างหนี้ให้หมดเสียก่อน แล้วค่อยคิดที่จะลงทุน นั่นคงแล้วแต่ Risk Appetite ของแต่ละท่านและความเชื่อมั่นของทรัพย์สินที่จะลงทุนว่ามีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่จะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนตามที่คาดหวัง และควรตั้งสัตย์ปฏิญานตนว่าจะไม่ก่อหนี้สินเพื่อซื้อสินค้าที่เสี่อมมูลค่าได้ง่ายดังกล่าวอีก ยกเว้นการก่อหนี้เพื่อซื้อสินทรัพย์ที่จะทวีมูลค่าเมื่อเวลาผ่านไป เช่น บ้าน หรือ คอนโดไว้อาศัยอยู่เองหรือเพื่อปล่อยเช่า แต่ควรที่จะได้ผลตอบแทนจากการเช่าไม่ต่ำกว่า 5-6% ถ้าอย่างนี้ ผมขอสนับสนุนเต็มที่ครับ เพราะว่าท่านจะประหยัดค่าเช่าบ้าน และไม่ว่าท่านจะจ่ายค่าเช่าไปกี่สิบปี ท่านก็ไม่มีวันที่จะได้เป็นเจ้าของ ในขณะที่ถ้าท่านผ่อนบ้านหรือคอนโดกับธนาคาร ภายใน 20-30ปี แล้วแต่ระยะเวลาที่ท่านกู้ ในที่สุดท่านก็จะได้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ชิ้นนั้น และราคาก็คงจะมีมูลค่ามากกว่าราคาที่ท่านซื้อไว้ กำไรทั้งได้อยู่อาศัยและมูลค่าที่สูงขึ้น
6).อย่าลืมนำเงินปันผลมาเครดิตภาษี และตรวจสอบดูว่าสามารถนำค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่นำมาลดหย่อนภาษีได้ เช่นดอกเบี้ยกู้ซื้อที่อยู่อาศัยตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท เงินบริจาคแก่สถานศึกษา ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า เงินบริจาคแก่วัดวาอาราม มูลนิธิ ลดหย่อนภาษีได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายอื่นๆแล้ว และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร บิดามารดา คนพิการ เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดาของผู้มีเงินได้และคู่สมรส ซึ่งมีเงื่อนไขบางประการ ลองศึกษาดูจากคู่มือวิธีการกรอกแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติมครับ
เนื้อที่หมดแล้ว มาอ่านต่ออีก 2 ข้อที่เหลือในสัปดาห์หน้านะครับ

กิติชัย เตชะงามเลิศ
        12/1/59



ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่
 Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
 Twitter : http://twitter.com/value_talk
 Instagram : Gid_Kitichai
 Blog : http://kitichai1.blogspot.com
 You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9
 Google+ : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
 Linkedin : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
 Pinterest : http://www.pinterest.com/kitichai/
 หรือ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B8หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Glow, และ Me(Market Evolution) ทุกเดือน 
ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยเอาเม้าส์ไปทางด้านขวามือจะมีแถบแสดงออกมา แล้วเลือกคลิกไอคอนที่เขียนว่าสมัครรับข้อมูล เมื่อผมมีบทความใหม่ ท่านก็จะทราบทันที


ดอกเบี้ยใครคิดว่าไม่สำคัญ



                                                ดอกเบี้ยใครคิดว่าไม่สำคัญ
            ช่วงนี้หลายๆคนชอบถามผมว่า ยังลงทุนอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะพวกคอนโดมิเนียมได้หรือเปล่า ราคาแพงไปหรือยัง เห็นสัญญาณฟองสบู่ของคอนโดหรือยัง ซื้อแถวไหนดี โครงการไหนน่าสนใจบ้าง ฯลฯ สรุปแล้วคือเริ่มไม่แน่ใจว่าในช่วงเวลานี้ยังพอที่จะหาคอนโด HOT บนทำเลดีๆ ในราคาที่เหมาะสม เพื่อการลงทุน โดยมีความเสี่ยงไม่มากได้บ้างไหม ผมมักจะแนะนำให้เขาเหล่านั้นทำการบ้านโดยการใช้วันหยุดเสาร์อาทิตย์ไปเยี่ยมชมโครงการที่เปิดขายอยู่ในทำเลต่างๆ โดยเลือกทำเลที่อยู่ใกล้ๆรถไฟฟ้าในรัศมีไม่เกิน 400 เมตรจากสถานี ส่วนจะเริ่มต้นจากสถานีไหน  ผมแนะนำง่ายๆว่า เอาแผนผังรถไฟฟ้าทุกระบบมากางดู เลือกเอาที่เป็นจุดตัดของรถไฟฟ้า ยิ่งถ้าเป็นจุดตัดของรถไฟฟ้าหลายๆสาย ยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีก                                         
             เนื่องจากตั้งแต่รถไฟฟ้าเริ่มเปิดดำเนินการ ทำให้คนกรุงเทพมี LIFE STYLE ที่เปลี่ยนไป จากที่เคยซื้อบ้านเดี่ยวทาวน์เฮ้าส์ ชานเมือง ก็เปลี่ยนเป็นซื้อคอนโดบนแนวรถไฟฟ้า โดยยอมลดขนาดพื้นที่ของที่อยู่อาศัยลง แต่ขออยู่คอนโดในเมืองติดรถไฟฟ้าดีกว่าในงบประมาณที่ใกล้เคียงกัน จึงทำให้บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทำโครงการคอนโดออกมาตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไป เราจึงเห็นสัดส่วนของจำนวนยูนิตคอนโดที่ออกมามีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันครองสัดส่วนมากกว่าบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์เสียอีก ทำให้มีนักลงทุนและนักเก็งกำไรเข้ามาจับจองโครงการเหล่านี้มากขึ้น เพราะว่ากว่าคอนโดแต่ละอาคารจะสร้างเสร็จก็ใช้เวลา 1-3 ปี แล้วแต่ความสูง และขนาดของโครงการ ยิ่งจำนวนชั้นมาก เวลาที่ใช้ในการก่อสร้างยิ่งยาวนาน ทำให้นักเก็งกำไรมีเวลาในการที่จะปล่อยของได้ ก่อนที่อาคารเหล่านี้จะสร้างเสร็จ ยิ่งแนวโน้มราคาคอนโดมีแต่แพงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากต้นทุนที่ดิน ที่บริษัทเจ้าของโครงการซื้อมาเพื่อพัฒนา ราคาสูงขึ้นมาตลอด โดยเฉพาะที่ดินในเมืองที่ติดถนนใหญ่ และใกล้รถไฟฟ้า ล่าสุดที่ดินตรงแถวชิดลมก็ถูกบริษัท SC ASSET ซื้อไปที่ราคาตารางวาละ 1.90 ล้าน สร้างสถิติ NEW HIGH สำหรับราคาที่ดินในเมืองไทย ต้นทุนการก่อสร้างก็สูงขึ้นมาตลอด จากราคาวัสดุก่อสร้างที่สูงขึ้นมาเรื่อยๆ เพิ่งจะมี 2 ปีนี้ที่ราคาวัสดุก่อสร้างไม่แพงขึ้น นอกจากนั้นค่าแรงที่สูงขึ้น คนไทยไม่นิยมทำงานก่อสร้าง ปัจจุบันที่เห็นคนงานก่อสร้าง ส่วนใหญ่ก็เป็นคนงานที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านเราเกือบทั้งนั้น
               แต่ข้อสำคัญอย่างหนึ่งที่นักลงทุนลืมให้ความสนใจก็คือ ต้นทุนของเงิน โดยเฉพาะช่วงที่จะโอน ซื่งต้องใช้เงินก้อนใหญ่ ยิ่งถ้าสามารถจัดหาเงินที่มีต้นทุนต่ำๆ นั้นหมายถึงผลตอบแทนจากการลงทุนก็จะสูงขึ้น สมัยก่อนสถาบันการเงินเวลาปล่อยสินเชื่อบ้าน จะใช้อัตราดอกเบี้ย MLR เป็นหลัก แล้วจะคิดดอกเบี้ยเพิ่มหรือลดจาก MLR แต่ในปัจจุบันสถาบันการเงินหลายแห่งใช้อัตราดอกเบี้ย MRR เป็นฐานในการปรับเพิ่มหรือลดในการคิดดอกเบี้ยกับผู้กู้ ซึ่งอัตราดอกเบี้ย MRR จะสูงกว่า MLR  และอัตราดอกเบี้ย MLR หรือ MRR ของแต่ละสถาบันการเงินก็จะแตกต่างกัน นอกจากนั้นส่วนลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของแต่ละสถาบันการเงินก็ไม่เท่ากันอีก และปีที่ 1-ปีที่ 3 ก็มักจะมีส่วนลดที่แตกต่างกัน และปีที่ 4 เป็นต้นไปก็จะเป็นอัตราส่วนลดที่แตกต่างกันไปอีก ทำให้การคำนวณเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของแต่ละสถาบันการเงินเป็นสิ่งที่ยากเกินไปสำหรับนักลงทุนทั่วไป
                ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กำหนดให้สถาบันการเงินต้องแสดงอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถเปรียบเทียบ และเลือกใช้บริการตามใจชอบ คนไหนที่คิดจะกู้ไม่นาน ครบ3ปีแล้วโปะหมด ก็จะเลือกเอารายที่คิดดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี แรกต่ำที่สุด ส่วนใครที่คิดจะกู้ยาวจนครบอายุสินเชื่อ ก็ควรจะเลือกรายที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่ำสุด ปัจจุบันอัตราสินเชื่อบ้านโดยเฉลี่ย 3 ปีแรก = 5.22% ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยต่อ 20ปี = 6.03% ผมเองก็เพิ่งได้ทดลองใช้บริการของ BANK OF CHAINA เพราะเปรียบเทียบกับสถาบันการเงินอื่นแล้วต่ำกว่าโดยเฉลี่ย 3 ปีที่ 3.90%  และ 20ปี = 5.30% ผมลองคำนวณดูแล้วจากเงินต้น 5 ล้านบาท 3 ปีแรกผมจะประหยัดดอกเบี้ยได้ 198,000 บาท ถ้าคำนวนตลอด 20 ปี ผมประหยัดได้ถึง 730,000 บาทเลยทีเดียว เห็นอย่างนี้แล้ว จะใช้บริการสินเชื่อสถาบันการเงินคงต้องเลือกกันให้ดีแล้วครับ


กิติชัย เตชะงามเลิศ
        12/01/59



ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่
 Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
 Twitter : http://twitter.com/value_talk
 Instagram : Gid_Kitichai
 Blog : http://kitichai1.blogspot.com
 You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9
 Google+ : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
 Linkedin : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
 Pinterest : http://www.pinterest.com/kitichai/
 หรือ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B8หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Glow, และ Me(Market Evolution) ทุกเดือน 
ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยเอาเม้าส์ไปทางด้านขวามือจะมีแถบแสดงออกมา แล้วเลือกคลิกไอคอนที่เขียนว่าสมัครรับข้อมูล เมื่อผมมีบทความใหม่ ท่านก็จะทราบทันที


วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2559

8 สิ่งที่ควรทำช่วงปลายปี ตอนที่ 2



                                                        8 สิ่งที่ควรทำช่วงปลายปี ตอนที่ 2

 สัปดาห์ที่แล้วผมได้พูดถึงสิ่งที่ควรทำช่วงปลายปีไป 3 ข้อแล้ว สัปดาห์นี้เรามาต่อที่เหลือกันเลยครับ
4). ทบทวนสิ่งที่เราทำไปตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันว่า เราได้ทำสิ่งดีๆ หรือสิ่งไม่ดีกับตัวเองครอบครัว เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน สังคมไทย และโลกอย่างไรบ้าง โดยยึดหลัก เอาใจเขามาใส่ใจเรา สิ่งใดที่ดีก็จะนำไปปฏิบัติต่อในปีหน้า สิ่งที่ไม่ดีก็ต้องหาทางปรับปรุงให้ดีขึ้น ส่วนในด้านการลงทุน ผมก็มักจะทบทวนดูว่า การลงทุนในปีนั้นๆ ได้ผลตอบแทนเป็นอย่างไร หุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนไปมีรายการไหน ที่ตัดสินใจถูกต้องหรือผิดพลาดอย่างไร โดยเปรียบเทียบกับ Benchmark โดยหุ้นผมจะใช้ SET INDEX เป็น Benchmark บวกกับอัตราเงินปันผลซึ่งผมมักจะตีคร่าวๆ ว่ามีค่าเท่ากับ 3% ซึ่งก็จะคำนึงถึงสภาพตลาดหุ้นและ Sector ของหุ้นที่ผมลงทุนประกอบด้วย และจุดมุ่งหมายที่ตัดสินใจลงทุนตั้งแต่แรกว่าคิดอย่างไร และเป็นไปตามที่คิดไหม ส่วนอสังหาริมทรัพย์ ผมจะดูจากผลตอบแทนที่ได้รับ และความรวดเร็วในการขาย
5). ทบทวนหนี้สิน (ถ้ามี) ว่าเป็นหนี้ที่เกิดจากอะไรบ้าง และอัตราดอกเบี้ยสูงต่ำอย่างไร โดยพยายามที่จะไม่ก่อหนี้เพื่อสินค้าที่เสี่อมมูลค่าได้ง่าย เช่น รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ ปัจจุบันนี้ธุรกิจผ่อนสินค้ารุกไปถึงเครื่องสำอางและทัวร์แล้ว ผมไม่เข้าใจคนที่ซื้อสินค้าเหล่านี้ด้วยเงินผ่อนคิดอย่างไร โดยเฉพาะเครื่องสำอางและทัวร์ ซึ่งเป็นสินค้าและบริการที่ไม่จำเป็นกับชีวิตเลย ซึ่งอัตราดอกเบี้ยประเภทสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต จะมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก ประมาณ 20กว่า%ต่อปี การที่ท่านจะลงทุนให้ได้ผลตอบแทนในระดับนั้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว ขนาด Warren Buffet นักลงทุนที่มีชื่อเสียงระดับโลก ยังทำผลตอบแทนได้ประมาณ 20 กว่า % เท่านั้น ยกเว้นแต่ท่านมีเงินมากพออยู่แล้ว อยากซื้อมาใช้ หรืออยากไปเที่ยว อย่างนั้นไม่ว่ากัน ส่วนคนที่เป็นหนี้ ควรจะพยายามลดและล้างหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงที่สุดไปก่อน ส่วนมากมักจะเป็นสินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล หลังจากล้างหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงไปหมดแล้วค่อยมาเปรียบเทียบดูว่า ระหว่างคงหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำ กับมีเงินเหลือนำไปลงทุนในทรัพย์สินที่คาดหวังผลตอบแทนได้สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตั้งแต่ 1.50-2 เท่าเป็นต้นไป หรือจะไปล้างหนี้ให้หมดเสียก่อน แล้วค่อยคิดที่จะลงทุน นั่นคงแล้วแต่ Risk Appetite ของแต่ละท่านและความเชื่อมั่นของทรัพย์สินที่จะลงทุนว่ามีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่จะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนตามที่คาดหวัง และควรตั้งสัตย์ปฏิญานตนว่าจะไม่ก่อหนี้สินเพื่อซื้อสินค้าที่เสี่อมมูลค่าได้ง่ายดังกล่าวอีก ยกเว้นการก่อหนี้เพื่อซื้อสินทรัพย์ที่จะทวีมูลค่าเมื่อเวลาผ่านไป เช่น บ้าน หรือ คอนโดไว้อาศัยอยู่เองหรือเพื่อปล่อยเช่า แต่ควรที่จะได้ผลตอบแทนจากการเช่าไม่ต่ำกว่า 5-6% ถ้าอย่างนี้ ผมขอสนับสนุนเต็มที่ครับ เพราะว่าท่านจะประหยัดค่าเช่าบ้าน และไม่ว่าท่านจะจ่ายค่าเช่าไปกี่สิบปี ท่านก็ไม่มีวันที่จะได้เป็นเจ้าของ ในขณะที่ถ้าท่านผ่อนบ้านหรือคอนโดกับธนาคาร ภายใน 20-30ปี แล้วแต่ระยะเวลาที่ท่านกู้ ในที่สุดท่านก็จะได้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ชิ้นนั้น และราคาก็คงจะมีมูลค่ามากกว่าราคาที่ท่านซื้อไว้ กำไรทั้งได้อยู่อาศัยและมูลค่าที่สูงขึ้น
6).อย่าลืมนำเงินปันผลมาเครดิตภาษี และตรวจสอบดูว่าสามารถนำค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่นำมาลดหย่อนภาษีได้ เช่นดอกเบี้ยกู้ซื้อที่อยู่อาศัยตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท เงินบริจาคแก่สถานศึกษา ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า เงินบริจาคแก่วัดวาอาราม มูลนิธิ ลดหย่อนภาษีได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายอื่นๆแล้ว และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร บิดามารดา คนพิการ เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดาของผู้มีเงินได้และคู่สมรส ซึ่งมีเงื่อนไขบางประการ ลองศึกษาดูจากคู่มือวิธีการกรอกแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติมครับ
เนื้อที่หมดแล้ว มาอ่านต่ออีก 2 ข้อที่เหลือในสัปดาห์หน้านะครับ


กิติชัย เตชะงามเลิศ
        24/12/58



ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่
 Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
 Twitter : http://twitter.com/value_talk
 Instagram : Gid_Kitichai
 Blog : http://kitichai1.blogspot.com
 You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9
 Google+ : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
 Linkedin : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
 Pinterest : http://www.pinterest.com/kitichai/
 หรือ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B8หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Glow, และ Me(Market Evolution) ทุกเดือน 
ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยเอาเม้าส์ไปทางด้านขวามือจะมีแถบแสดงออกมา แล้วเลือกคลิกไอคอนที่เขียนว่าสมัครรับข้อมูล เมื่อผมมีบทความใหม่ ท่านก็จะทราบทันที