จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร

จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร
เล่าประสบการณ์การลงทุนของผมที่นำไปใช้ได้ง่ายๆ

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

สมาคมโบรคเกอร์คิดผิด ?



                                                สมาคมโบรคเกอร์คิดผิด ?

            จริงๆแล้ว บทความสัปดาห์นี้ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องผลตอบแทนจากหุ้นตอนที่3 ซึ่งจะพูดถึงกลุ่มสื่อสาร แต่อดรนทนไม่ไหวกับมาตรการในการปฎิบัติงานของสมาคมบริษัทหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแบบใหม่ที่เกี่ยวกับเรื่องช่องทางการรับเงินจากลูกค้าของบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งแต่เดิม เมื่อลูกค้าจะนำเงินฝากเข้าบัญชีของตนเองที่เปิดไว้กับทางบริษัทหลักทรัพย์(บล.) ลูกค้าก็เพียงแต่นำเงินเข้าบัญชีของบริษัทหลักทรัพย์ที่ตนเองเป็นลูกค้าอยู่ แล้วแจ้งให้กับมาร์เก็ตติ้งที่ดูแลบัญชีของลูกค้ารายนั้นๆ แล้วมาร์เก็ตติ้งก็จะแจ้งกับฝ่ายปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องเพื่อเครดิตเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากที่ลูกค้าเปิดบัญชีไว้กับ บล ดังกล่าว อาจจะมีการให้ลูกค้ายืนยันโดย FAX SLIP เงินโอนดังกล่าวให้บล.นั้นๆ หรือส่งผ่าน EMAIL เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่ลูกค้าโอนมาจริง ซึ่งเราใช้แนวทางปฏิบัติแบบนี้มานานหลายสิบปี แต่ล่าสุดทางสมาคม บล. ได้มีแนวทางปฏิบัติแบบใหม่กับทุกบล.ให้แจ้งแก่ลูกค้าได้ทราบถึงแนวทางปฏิบัติแบบใหม่สำหรับช่องทางการฝากเงินของลูกค้าเพื่อป้องกันการทุจริตแอบอ้างเป็นเงินของบุคคลอื่น โดยมีเนื้อความดังนี้ ทางบริษัทขอแจ้งให้ทราบว่าตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นไป บริษัท จะรับเงินลูกค้าโดยวิธีการหักผ่านบัญชีเงินฝากอัตโนมมัติเท่านั้น (Automated Transfer System /ATS) หรือการหักจากบัญชีแคชบาลานซ์ของลูกค้า ( CASH BALANCE)  เท่านั้นยกเว้นลูกค้าที่เปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ใหม่กับทางบริษัท และอยู่ระหว่างรอผลการหักบัญชีอัตโนมัติจากธนาคาร จะสามารถชำระค่าซื้อขายหลักทรัพย์ได้โดยวิธีการโอนเงินเข้าบัญชีบริษัท(ไม่เกิน  1 เดือนตามข้อบังคับตลาด)
            หมายเหตุ 1) การหักบัญชีเงินฝากธนาคารของลูกค้าดังกล่าวให้แจ้งภายในเวลา 17.00 น. เท่านั้น
                          2) กรณีที่ลูกค้าไม่ดำเนินการตามวิธีที่กล่าวข้างต้น แต่ใช้วิธีการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของบริษัท ทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินคืนเงินโอนดังกล่าวให้แก่ลูกค้า ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามประกาศของสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย โดยลูกค้าจะได้รับเงินคืนภายในวันทำการถัดไป (T+1) และบริษัท จะไม่รับผิดชอบกรณีที่เกิดความเสียหายจากความล่าช้าในการคืนเงินดังกล่าว
            ผมเห็นว่าแนวทางปฏิบัติการดังกล่าว สมาคม บล.คิดถึงแต่ตัวเองฝ่ายเดียว ผมเข้าใจว่า คงเกิดความผิดพลาดหลายครั้งจนสมาคม บล. ต้องออกแนวทางใหม่ดังกล่าวมา แทนที่จะแก้ที่ต้นเหตุว่าความผิดพลาดเกิดจากอะไร แต่มาแก้ที่ปลายเหตุซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุใหม่ที่จะเกิดความผิดพลาดอีกแบบหนึ่งขึ่นมาได้ โดยคราวนี้ ความผิดพลาดที่เกิดขึ่น จะเป็นความเสียหายของลูกค้าโดยตรง
            ผมยกตัวอย่างดูให้เห็นภาพความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น สมมติว่า บล. A มีลูกค้าอยู่ 30,000 ราย มีการทำรายการคำสั่งฝากเงินจากลูกวันละ 10% เท่ากับ 3,000 ราย/วัน 1 ปีมีประมาณ 240 วันทำการ นั่นหมายความว่ามีรายการที่เจ้าหน้าที่ของ บล. ที่จะต้องทำการหักบัญชี ATS ปีละ 720,000 รายการ ซึ่งนั่นหมายถึง โอกาสที่จะเกิดการผิดพลาดย่อมสูงตามไปด้วย เช่น ลูกค้าสั่งฝากเงิน 1 แสนบาทโดยเงินในบัญชีของลูกค้ามีอยู่ 1 ล้านบาท โดยเงินส่วนที่เหลือในบัญชีของลูกค้าเหลือไว้เพื่อจะใช้ส่วนตัว ซึ่งอาจจะมีการตัดค่าใช้จ่ายบัตรเครดิต และค่าผ่อนดาวน์บ้าน รวมทั้งเงินที่จะโอนไปบัญชีกระแสรายวันสำหรับเช็คที่ลูกค้าตีออกไป ซึ่งบังเอิญเป็นวันเดียวกันกับที่จะฝากเงินเข้ากับ บล. แต่บังเอิญเจ้าหน้าที่ บล. ส่งคำสั่งตัดเงินผิดไปเป็น 1 ล้าน (เลข 0 ต่างกันแค่ตัวเดียว) กรณีนี้ทำให้เงินในบัญชี ATS มีไม่พอที่จะโอนไปบัญชีกระแสรายวันสำหรับเช็คที่ลูกค้าตีออกไป รวมทั้งรายการบัตรเครดิตและค่าผ่อนดาวน์อสังหาก็ไม่สามารถตัดบัญชีได้ เช็คของลูกค้าเด้ง เสียเครดิตที่เคยมีกับธนาคารและผู้รับเช็ค ซ้ำยังต้องเสียค่าธรรมเนียมเช็คเด้ง ลูกค้าต้องเป็นคนจ่าย ขอถามว่าใครจะรับผิดชอบ ถึงแม้ บล.จะโอนเงินกลับคืนให้ลูกค้า วันรุ่งขึ้น แต่เช็คก็เด้งไปเสียแล้ว ระบบแบบนี้ไม่รู้คิดขึ้นมาได้อย่างไร ที่ให้อำนาจ บล มีสิทธิมาหักบัญชีเงินฝากลูกค้าโดยตรง ถ้าเป็นการชำระหนี้ยัง ok แต่นี่เป็นการฝากเงิน ที่ใช้ๆกันมีแต่การหักเพื่อชำระหนี้เท่านั้น ไม่ว่าหนี้สินเชื่อต่างๆ ไม่เคยเห็นมีการตัดบัญชีเพื่อฝากเงินเลย คิดผิดคิดใหม่ได้นะครับ


กิติชัย เตชะงามเลิศ
        2/2/59



ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่
 Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
 Twitter : http://twitter.com/value_talk
 Instagram : Gid_Kitichai
 Blog : http://kitichai1.blogspot.com
 You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9
 Google+ : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
 Linkedin : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
 Pinterest : http://www.pinterest.com/kitichai/
 หรือ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B8หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Glow, และ Me(Market Evolution) ทุกเดือน 
ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยเอาเม้าส์ไปทางด้านขวามือจะมีแถบแสดงออกมา แล้วเลือกคลิกไอคอนที่เขียนว่าสมัครรับข้อมูล เมื่อผมมีบทความใหม่ ท่านก็จะทราบทันที



วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559

ผลตอบแทนของหุ้น (ตอนที่ 2)



                                      ผลตอบแทนของหุ้น (ตอนที่ 2)

             บทความที่แล้ว ผมได้พูดถึงผลตอบแทนจากตลาดหลักทรัพย์ไทยตั้งแต่สิ้นปี 2557 จนถึงต้นปี 2559 แล้วได้ลงไปถึงกลุ่มพลังงานที่สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับนักลงทุนในกลุ่มนี้เป็นอย่างมาก ล่าสุดมีข่าวการฆ่าตัวตายของนักลงทุนในตลาดหุ้น จากความเครียดที่ประสบผลขาดทุนอย่างมาก นับเป็นอุทาหรณ์เตือนใจนักลงทุนท่านอื่นๆ ให้ลงทุนอย่างระมัดระวัง ต้องศึกษาวิเคราะห์หุ้นแต่ละตัวที่จะลงทุนเป็นอย่างดี และควรจะกระจายการลงทุนในหลายๆอุตสาหกรรม ดังโบราณเขาว่า ไม่ควรเอาไข่ใส่ในตระกร้าใบเดียว ยิ่งไปกว่านั้น ควรจะมีการทำ ASSET ALLOCATION ให้ดี โดยจัดแบ่งสรรปันส่วนเงินลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท นอกจากหุ้นแล้วยังมีอสังหาริมทรัพย์ ทองคำ ตราสารหนี้ ถ้ามีเงินลงทุนมาก ก็อาจจะกระจายการลงทุนในหุ้น อสังหาริมทรัพย์ และตราสารหนี้ต่างประเทศด้วยยิ่งดี เพราะว่าบางช่วงเศรษฐกิจไทยมีการเติบโตต่ำ โดยเฉพาะช่วงหลังๆนี้ NEW NORMAL ของการเติบโต GDP บ้านเรา โอกาสที่จะเห็น 4% นี้ยากมาก โดย GDP ของไทยเราอยู่อันดับโหล่ๆของ ASEAN  เลยทีเดียว ดูเหมือนเราจะกลายเป็นคนป่วยของ ASEAN จริงๆ ดังนั้นการกระจายความเสี่ยงไปลงทุนต่างประเทศ โดยเลือกตลาดหุ้นที่มีโอกาสเติบโตสูง แต่สิ่งหนึ่งที่พึงระวังก็คือ มีโอกาสขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเวลาแลกกลับมาเป็นเงินบาท อาจจะเหลือกำไรไม่มากก็ได้ ถ้าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินที่เราไปลงทุนในสินทรัพย์ของประเทศนั้นๆ
            เรากลับมาดู SECTOR อื่นๆที่ทำให้ SET INDEX ตกลงมาถึง 14% กันดูว่า นอกจากกลุ่มพลังงานที่พูดไปเมื่อบทความที่แล้ว ยังมีกลุ่มธนาคารเมื่อสิ้นปี 2557 ปิดที่ 595.17 แล้วลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 400.37 เท่ากับดิ่งลงไป 194.80 คิดเป็น 32.73% ลงหนักกว่ากลุ่มพลังงานเสียอีก เพราะว่ากลุ่มพลังงานลงไปแค่ 29.05% ทั้งๆที่ราคาน้ำมันลดกระหน่ำซะขนาดนั้นก็ตาม ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าปีที่ผ่านมา NPL ของกลุ่มธนาคารสูงขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อให้กับบริษัท สหวิริยาสตีล จำกัด (SSI)  ซึ่งถูกจัดชั้นเป็นหนี้ประเภท NPL ไปเรียบร้อยทำให้เจ้าหนี้อย่าง SCB ,KTB และ TISCO มีหนี้ NPL สูงขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่ากระทั่ง KBANK ที่ไม่ได้ปล่อยกู้ให้กับ SSI ก็ยังมีหนี้ NPL สูงขึ้นมาติดอันดับ TOP 3 เสียด้วย  น่าจะเป็นเพราะว่าภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดี ทำให้ลูกหนี้มีรายได้ไม่พอที่จะส่งหนี้ให้กับสถาบันการเงิน ก็อย่างที่เรารู้กันว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยปัจจุบันย่ำเข้าไปกว่า 80% สูงเป็นอันดับ 2 ของ ASEAN เป็นรองก็เพียง มาเลเซีย เท่านั้น ยิ่งปีที่ผ่านมา ราคาพืชผลทางการเกษตรมีราคาตกต่ำ ภาคส่งออกติดลบ การบริโภคภายในประเทศไม่ค่อยดี ภาคที่ยังพอเติบโตได้ดีก็คือ ภาคการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม สายการบิน สนามบิน ล้วนแต่ได้รับอานิสงค์จากราคาน้ำมันที่ลดลงมาอย่างมาก และปริมาณนักท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนซึ่งมีสัดส่วนมากที่สุด วันก่อนผมได้ไปเดินที่ DUTY FREE SHOP ปรากฎว่า ประมาณ 90 กว่า% เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่เหลือเป็นคนไทย และ ชาวเอเชียชาติอื่นๆ ไม่เห็นชาวตะวันตกแม้แต่คนเดียวเลย นี่ถ้าเมื่อไหร่ นักท่องเที่ยวจีนไม่เข้ามาเที่ยวเมืองไทย DUTY FREE เหล่านี้คงต้องเลิกกิจการเป็นแน่ ภาคบริการที่ยังดีอยู่ก็คือโรงพยาบาล จากงบการเงินที่ประกาศออกมา รวมทั้งประมาณการของ ANALYSIS CONSENSUS ยังแสดงให้เห็นการเติบโตของธุรกิจนี้
            เนื้อที่หมดแล้วไว้บทความหน้า ผมจะมาพูดถึง SECTOR ต่อไปที่มีผลทำให้ SET INDEX ตกถล่มทลาย อย่าลืมติดตามอ่านกันครับ


กิติชัย เตชะงามเลิศ
        28/1/59



ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่
 Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
 Twitter : http://twitter.com/value_talk
 Instagram : Gid_Kitichai
 Blog : http://kitichai1.blogspot.com
 You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9
 Google+ : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
 Linkedin : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
 Pinterest : http://www.pinterest.com/kitichai/
 หรือ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B8หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Glow, และ Me(Market Evolution) ทุกเดือน 
ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยเอาเม้าส์ไปทางด้านขวามือจะมีแถบแสดงออกมา แล้วเลือกคลิกไอคอนที่เขียนว่าสมัครรับข้อมูล เมื่อผมมีบทความใหม่ ท่านก็จะทราบทันที


วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2559

ผลตอบแทนของหุ้น ตอนที่ 1



                                           ผลตอบแทนของหุ้น ตอนที่ 1

            เมื่อปีที่แล้ว ตลาดหุ้นไทยเราทำผลตอบแทนติดลบถึง  14 % คิดจาก SET INDEX เมื่อสิ้นปี 2557 ที่ 1,497.67 ไปจบสิ้นปี 2558 ที่ 1288.02 โดยลดลงไปถึง 209.65 จุด หรือคิดเป็น 14% เมื่อเทียบกับอัตราเงินปันผลที่ประมาณ 3% นักลงทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นไทย ก็จะขาดทุนประมาณ 11% โดยเฉลี่ย สร้างความผิดหวังไปตามๆกัน มิหนำซ้ำเปิดตลาดหุ้นปีใหม่มา ก็ยังคงแนวโน้มลงมาตลอดโดยไปทำจุดต่ำสุดที่ 1220.96 เมื่อวันที่ 11 มกราคม ที่ผ่านมา ลงจากปลายปีแล้ว 67.06 จุด คิดเป็น 5.21 %  ถ้าใครถือครองหุ้นไทยมาตั้งแต่ปลายปี 2557 ถึงวันที่ 11 มกราคม ก็ขาดทุนไป 16.21 % แล้ว แต่นักลงทุนส่วนใหญ่น่าจะมีผลขาดทุนมากกว่านี้ โดยเฉพาะกลุ่มที่ลงทุนใน SECTOR ที่ลงหนักๆ อย่างเช่นกลุ่มพลังงาน ที่แทบจะเป็นขาลงอย่างเดียว โดยลงจาก 18,698.16 เมื่อสิ้นปี 2557 มาทำจุดต่ำสุดเมื่อวันที่ 18 มกราคม ที่ผ่านมาที่ 13,265.70 ลดลงไปถึง 5,432.46 คิดเป็น 29.05% เลยทีเดียว ยิ่งถือ PTTEP ตัวเดียวยิ่งช้ำใจหนัก ราคา PTTEP จาก 112 บาท เมื่อสิ้นปี 2557 มาทำจุดต่ำสุดที่ 41.25 บาทเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2558 ลดลงไปถึง 70.75 บาท คิดเป็น 63.17% ไปไม่ถูกเลยจริงๆ นี่ขนาดว่าเป็นหุ้นใน SET 50 ยังลงระเนระนาดได้ขนาดนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันตกต่ำลงอย่างรุนแรง WTI CRUDE OIL จากราคาแถวๆ 53-54$/BARREL เมื่อสิ้นปี 2557 ลงมาอยู่ที่ 29.13 เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2558 ลงไปประมาณ 40 กว่าเปอร์เซนต์ เห็นอย่างนี้แล้ว BOOK VALUE ของ PTTEP คงต้องมีการ UPDATE กันอีกรอบ จากราคาน้ำมันที่ตกลงมาอีกรอบ ถ้าปรับตามราคาน้ำมันในปัจจุบัน นึกไม่ออกจริงๆว่า BV จะเหลือเท่าไหร่ จาก BV ล่าสุดเมื่อปิดไตรมาสที่ 3 ปีที่แล้ว อยู่ที่ 102.64 บาท ดังนั้นนักลงทุนที่เห็น PVB ต่ำๆ นั้น คิดจาก BV ที่ยังไม่ได้ UPDATE ตามราคาน้ำมันในปัจจุบัน แล้ว PVB ที่แท้จริงคงไม่ใช่ตัวเลขที่ท่านเห็นแน่ๆ เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้คิดคำนึงถึงเสมอว่า BV ที่น่าจะนำมาคำนวน PBV ต้องเป็น BV ที่ UPDATE ตามความเป็นจริงเสมอ มิฉะนั้น เมื่อเห็น PTTEP ที่ราคา 70-80 บาทแล้วคว้ามับ เพราะนึกว่า PBV แค่ 0.7-0.8 เท่าเท่านั้น อย่างน้อยมี MARGIN OF SAFETY ส่วนหนึ่งคือจ่ายน้อยกว่าราคามูลค่าตามบัญชี ในกรณีที่ธุรกิจนั้นยังขาดทุนอยู่ คำนวน P/E  ไม่ได้ นักลงทุนบางกลุ่มก็จะนำ PBV BAND ในอดีตมาดูว่า เคยขึ้นไป หรือลงไปมากน้อยเพียงไหน แล้วสร้างเป็น BAND ขึ้นมา โดยใส่ STANDARD DEVIATION เพื่อไว้เปรียบเทียบความผันผวน ซึ่ง PBV BAND CHART นี้นักลงทุนสามารถที่จะแจ้ง มาร์เก็ตติ้งที่ดูแลบัญชีซื้อขายหุ้นของท่านให้ขอจากฝ่ายวิจัยของโบรคเกอร์ที่ท่านเป็นลูกค้าได้ หลายๆครั้งผมเองก็ใช้ PBV BAND ไว้ตรวจสอบดูความถูกแพงของหุ้นของบริษัทที่มีผลประกอบการขาดทุนอยู่ในขณะนั้น แต่มีโอกาสที่จะ TURN AROUND ในเวลาไม่นาน โดยBV ที่จะนำมาใช้คงจะต้องเป็น BV ที่ UPDATE เองด้วยส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะ ถ้าคาดว่าอาจจะขาดทุนอีก 2-3 ไตรมาสช่างหน้า ก่อนที่จะ TURN AROUND ได้จริงๆ คงต้องนำผลขาดทุน 2-3 ไตรมาสดังกล่าวมาคำนวนแล้วหักลบ BV ในปัจจุบัน เพื่อจะได้ BV ที่จะเป็นไปในช่วงข้างหน้า เป็นการลงทุนโดยหลักอนุรักษ์นิยม แล้วยิ่งถ้าหุ้นตัวนั้นลงมาที่ PBV บริเวณที่เคยต่ำสุดมาในอดีต(ยิ่งถ้าเราใช้ PBV BAND ที่มีระยะเวลายิ่งนานยิ่งดี ถ้าเป็นไปได้คงจะเป็น 10 ปีขึ้นไปเพื่อความปลอดภัยในการลงทุน) ยิ่งน่าสนใจในการลงทุน แต่ขอย้ำนะครับท่านต้องมีความมั่นใจว่าโอกาสที่หุ้นตัวนี้จะมีการ TURN AROUND มีความเป็นไปได้สูงเท่านั้น เขียนเพลินไปหน่อย เนื้อที่หมดแล้ว เรามาดู SECTOR อื่นๆในบทความหน้ากันครับ


กิติชัย เตชะงามเลิศ
        19/1/59



ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่
 Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
 Twitter : http://twitter.com/value_talk
 Instagram : Gid_Kitichai
 Blog : http://kitichai1.blogspot.com
 You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9
 Google+ : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
 Linkedin : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
 Pinterest : http://www.pinterest.com/kitichai/
 หรือ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B8หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Glow, และ Me(Market Evolution) ทุกเดือน 
ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยเอาเม้าส์ไปทางด้านขวามือจะมีแถบแสดงออกมา แล้วเลือกคลิกไอคอนที่เขียนว่าสมัครรับข้อมูล เมื่อผมมีบทความใหม่ ท่านก็จะทราบทันที