จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร

จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร
เล่าประสบการณ์การลงทุนของผมที่นำไปใช้ได้ง่ายๆ

วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2556

แนวโน้มของไลฟ์สไตล์


แนวโน้มของไลฟ์สไตล์

จะเห็นได้ว่า URBANIZATION (ความเป็นเมือง) เป็นแนวโน้มใหม่ของคนทั่วโลก จากการที่ไลฟ์สไตล์ของการอยู่ในเมือง ทำให้ชีวิตมีสีสันมากขึ้น ไม่ว่าคนชาติไหนๆ ก็ตาม เราจะเห็นคนอเมริกัน หลายคนอยากมาหางานทำในนิวยอร์ค คนจีนอยากจะเข้ามาอยู่ในเมืองใหญ่ๆ เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ คนไทยก็อยากเข้ามาทำงานในกรุงเทพ ซึ่งมีรายได้สูงกว่าทำงานในท้องถิ่นของตนเอง รายได้ก็สูงกว่าแต่ก็ตามมาด้วยค่าครองชีพสูงกว่า ทำให้คุณภาพของชีวิตของคนต่างจังหวัดไร้ทักษะที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพจึงมีคุณภาพชีวิตที่ต่ำ จากนโยบายแรงงานขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน และความเจริญของจังหวัดหัวเมืองใหญ่ๆ จึงทำให้แรงงานดังกล่าว แทนที่จะมุ่งหน้าเข้ามาหางานทำในกรุงเทพ ก็มุ่งไปทำงานในหัวเมืองใหญ่ดังกล่าวแทน เราจะเห็นคนอีสานไปทำงานที่พัทยา ภูเก็ต นอกจากนั้น เราก็ยังเห็นแรงงานต่างชาติเข้ามาหางานทำในประเทศไทยมากมาย บางโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงงานอาหารทะเลมีติดป้ายข้อปฎิบัติตนในโรงงาน เป็นภาษาพม่าควบคู่กับภาษาไทยอยู่หลายโรงงานทีเดียวที่ผมไปเยี่ยมชม อัตราการว่างงานของไทยถือว่าต่ำมาก คือ น้อยกว่า 1% เป็นอัตราต่ำที่สุดใน ASEAN และจัดเป็นประเทศที่มีอัตราการว่างงานต่ำมากเมื่อเทียบกับทั่วโลก ปลายปี .. 2558 เราจะเริ่มใช้ AEC แล้ว หลังจากเลื่อนจากที่จะเปิดต้นปี 2558 ช้าลงเกือบปี เมื่อถึงเวลานั้น เราจะเห็นประชาชน ASEAN ใน 8 กลุ่มวิชาชีพ ซิ่งประกอบไปด้วย แพทย์ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี ช่างสำรวจ ทันตแพทย์ งานท่องเที่ยวสามารถย้ายเข้ามาทำงานในกลุ่ม ASEAN ด้วยกันอย่างเสรี แต่คาดว่า ในแต่ละประเทศในกลุ่ม ASEAN คงมีมาตรการสกัดกั้นเองทางอ้อม อย่างเช่น ต้องสอบข้อเขียน เพื่อขอใบอนุญาตทำงานวิชาชีพดังกล่าว ยิ่งถ้าใช้ข้อสอบเป็นภาษาของชาติตนเอง ก็จะทำให้คน ASEAN ชาติอื่นๆ จะเข้ามาทำงานได้ยากขึ้น

เราลองมาดูประเทศไทยของเรา ความเจริญได้แผ่กระจายไปตามหัวเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่  อุดร ขอนแก่น โคราช  ชลบุรี  ระยอง  ภูเก็ต หาดใหญ่ หัวหิน เป็นต้น  ยิ่งมีโครงการรถไฟความเร็วสูงจากจีน ซึ่งจะผ่านลงมาผ่านไทยไปจบที่สิงคโปร์ จะทำให้จังหวัดเชียงราย หนองคาย เป็นจังหวัดที่น่าสนใจ  รวมทั้งกาญจนบุรี จะเป็นเมืองสำคัญ หลังจากพม่าเปิดประเทศ มีการซื้อขายเก็งกำไรในที่ดินในจังหวัดดังกล่าวมากมายราคาเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว โดยเฉพาะเชียงใหม่ดูเหมือนจะมีฟองสบู่นิดๆ แล้ว ที่ดินโดยเฉพาะในเมืองเริ่มแพงขึ้นอย่างมาก  จากการที่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ๆ ในกรุงเทพ  ได้เข้าไปกว้านซื้อที่ดินในเมือง มาทำคอนโด เพื่อสนองตอบ URBAN LIFESTYLE ของคนปัจจุบัน รถไฟฟ้ามีให้บริการแค่ในกรุงเทพ อนาคตเราจะเห็นรถไฟฟ้าเปิดบริการในภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่และหัวเมืองใหญ่อื่นๆ เราเห็น CONVENIENCE STORE, DEPARTMENT STORE, CATEGORY KILLER STORE,  MODERN STORE หลายๆ ประเภทขยายสาขาทั่วไทย คนมีรายได้มากขึ้นก็ต้องการความสะดวกสบาย  ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น  ยอดผู้ใช้ SMART  PHONE  มากขึ้นเรื่อยๆ  ในอนาคตคงจะมีผู้ใช้มากกว่า FEATURE PHONE  คนจะใช้บริการต่างๆ ผ่านทาง  SMART PHONE  เช่นใช้บริการทางการเงินกับสถาบันการเงิน  การสั่งซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ผ่าน APPLICATION ต่างๆ บน SMART PHONE  และหรือ TABLET  เรากำลังจะมี 3G, 4G  และ DIGITAL TV อีก 48 ช่อง  รายได้ NON VOICE  จะโตมากกว่า VOICE  ในธุรกิจสื่อสารไร้สาย  การใช้ SMS และ MMS ก็จะน้อยลง  เพราะว่าปัจจุบันมี WHATSAPP, LINE  มาทดแทนการส่งข้อความ  หรือรูปภาพในวิธีเดิมๆ  กรุงเทพก็ติดอันดับผู้ใช้ FACEBOOK  หนึ่งในสิบของโลก แต่น่าเสียดาย  ที่คนไทยติดอันดับชาติที่อ่านหนังสือน้อยที่สุดในโลก  ทั้งๆ ที่คนไทยส่วนใหญ่อ่านออกเขียนได้ และปีนี้กรุงเทพก็ได้รับเกียรติเป็นเมืองหนังสือโลก  หวังว่าคนไทยเราจะรักการอ่านมากขึ้น  จากปีละๆ บรรทัดต่อคน กลายเป็น 1 หน้ากระดาษต่อคน  ก็น่าชื่นใจแล้ว ท่านผู้อ่านทราบไหมครับว่า คนเวียดนามอ่านหนังสือมากกว่าคนไทยเราเสียอีก  จำนวนคนใช้อินเตอร์เน็ตต่อจำนวนประชากรของเวียดนาม ก็มีมากกว่าเราเสียอีก

       ในฐานะนักลงทุน คงต้องวิเคราะห์ดูว่ามีธุรกิจไหนบ้างที่จะสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบัน เช่น ธุรกิจ MODERN  STORE, DEPARTMENT STORE, CONVENIENCE  STORE  บริษัทที่ทำธุรกิจสื่อสารแบบไร้สาย ธุรกิจเจ้าของ CONTENT ทั้งข่าวและบันเทิง ธุรกิจ TV ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจรถไฟฟ้าทั้งบนดินและใต้ดิน ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง  เป็นต้น แต่หุ้นกลุ่มเหล่านี้ ก็ขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว มีโอกาสจะปรับตัวลงตามตลาดหลักทรัพย์  ที่ผมคาดว่าจะปรับตัวลงในเดือนมีนาคมนี้  หลังจากบริษัทต่างๆ ประกาศผลประกอบการหมดแล้ว ถึงเวลานั้น ก็ค่อยๆ เลือกดูหุ้นที่มีผลประกอบการดี แต่ P/E ยังต่ำ มีการเติบโตของธุรกิจสูง โดยเลือกหุ้นที่มี PEG ต่ำ ยิ่งต่ำกว่า 1 เท่าใดยิ่งดี  พวกหุ้นเก็งกำไรตัวเล็กๆ ที่ขึ้นมาเป็นร้อยๆ เปอร์เซ็นต์ โดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ พอเขาเลิกเล่นกัน ท่านอาจจะติดดอยก็ได้ อย่าลืมนะครับว่า ลำปาง หนาวมาก นะครับ






ติดตามแนวทางการลงทุนของผมได้ที่ 
https://www.facebook.com/VI.Kitichai , http://twitter.com/value_talk , http://www.youtube.com/user/wittayu9 และ http://kitichai1.blogspot.com

หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 หรือหน้า B10 และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Stock Review, Me(Market Evolution), Glow และ Lisa  ทุกเดือน
     
สนใจซื้ออสังหาเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ลองเข้า http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty

กิติชัย เตชะงามเลิศ

วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

GDP ไตรมาส 4 ดีกว่าคาด เพราะอะไร?


GDP    ไตรมาส   4   ดีกว่าคาด   เพราะอะไร?



          GDP ของไทยในไตรมาส 4 ปี 2555 ซึ่งรายงานโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช) เมื่อวันก่อนขยายตัวถึง 18.90 % เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งดีกว่าตัวเลขที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 15.30% ถือว่าเป็นผลงานของรัฐบาลชุดนี้ การที่มีการขยายตัวมากดังกล่าวน่าจะเกิดจากฐานที่ต่ำของไตรมาส 4 ปี 2554 ซึ่งช่วงนั้นไทยเราประสบปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่และรุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี ทำให้ GDP ไตรมาส 4 ตกลง 10,70% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2554 และตกลง 9.0% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2553 ในช่วงนั้นโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องปิดโรงงาน หยุดผลิตไปมากมาย ประชาชนลดการจับจ่ายใช้สอยลงอย่างมากนักท่องเที่ยวเปลี่ยนหรือเลื่อนแผนการเดินทางเข้ามาในประเทศไทย การส่งออกก็ลดตัวลงมาอย่างมากโดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ และชื้นส่วนอิเล็กทรอนิคส์  ไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา อัตราการขยายตัวของการส่งออกโตขึ้น 13.50%  เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2554 แต่เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2554มูลค่าการส่งออกลดลง ตามภาวะอ่อนแอของเศรษฐกิจในประเทศหลักๆ ไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเยือนประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึง 39.30%   เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2554  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักท่องเที่ยวชาวจีนมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่า 500,000 คน หรือขยายตัวถึง 163% ซึ่งสูงกว่าไตรมาส 3 ปี  2554 ที่ขยายตัวถึง 47% ซึ่งคาดว่าน่าจะได้รับอิทธิพลจากภาพยนต์จีนเรื่อง “LOST IN THAILAND” ซึ่งเป็นหนังตลกต้นทุนต่ำ แต่ทำรายได้ BOX OFFICE สูงที่สุดในปี 2555 ซึ่งได้ข่าวว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จริงๆ แล้วการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย (ททท) ควรจะสนับสนุนภาพยนต์ทั้งไทยและเทศที่ถ่ายทำในเมืองไทยให้มากขึ้น เมื่อเห็นว่าบางส่วนของภาพยนตร์ดังกล่าว จะกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น อย่างเช่นที่ประเทศเกาหลี ซึ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของเขา ทำให้ผู้ชมภาพยนตร์ดังกล่าวอยากจะเข้าไปท่องเที่ยวที่เกาหลี และซื้อสินค้าเกาหลีใช้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเครื่องใช้ไฟฟ้า, เครื่องสำอาง บางฉากในภาพยนตร์เรื่อง “LOST IN THAILAND” ได้เข้าไปถ่ายทำในจังหวัดเชียงใหม่ ปรากฏว่าหลังจากภาพยนตร์ออกฉาย นักท่องเที่ยวจีนที่ปกติจะเที่ยวแค่กรุงเทพ พัทยา ภูเก็ต ก็เริ่มไปท่องเที่ยวที่เชียงใหม่มากขึ้น ยอดจองห้องพักที่เชียงใหม่ดีขึ้นเป็นอันมาก ทำให้เศรษฐกิจในภูมิภาคดีขึ้น อย่างเห็นได้ชัด ปัจจุบันดาราไทยหลายคน ก็ประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงและได้รับรางวัลจากสถาบันภาพยนตร์ของจีนทาง (ททท) น่าจะทำโฆษณาโปรโมทการท่องเที่ยว โดยให้ดาราดังกล่าว แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในไทยไปออกอากาศในสถานีโทรทัศน์ของจีน ประชากรจีนมีเกือบ 1,400 ล้านคน ขอแค่ 1% ของประชากรจีนก็ปาเข้าไป 14 ล้านคนแล้ว ปี 2555 เรามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเยือน รวมทั้งหมด 22.30 ล้านคน  โดยมีนักท่องเที่ยวชาวจีนมากเป็นอันดับ 1 ถึงมากกว่า 2 ล้านคน ตามมาด้วยมาเลเซีย ญี่ปุ่น  และเกาหลีใต้
          ปีที่แล้วอานิสงค์ของโครงการรถคันแรก  ประกอบกับแรงซื้อที่อัดอั้นมาตั้งแต่ปลายปี 2554 ทำให้ยอดขายรถยนต์ในประเทศ 1,400,127 คัน และการผลิตรถยนต์ในประเทศ 2,453,717 คัน สร้างสถิติสูงสุดใหม่ในประวัติศาสตร์ และยอดส่งออก 1,053,590 คัน ถ้าดูเฉพาะไตรมาส 4 ปี 2555 กลุ่มรถยนต์มียอดขายโตขึ้น 169.30% YOY ทำให้บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์  ต้องใช้กำลังผลิตเต็มที่และขยายกำลังการผลิต  โดยสร้างโรงงานใหม่เพิ่มเติม เช่น กลุ่ม มาสด้า , ฮอนด้า เป็นตันจริงๆ แล้ว ในความเห็นส่วนตัวของผม รัฐบาลไม่จำเป็นต้องออกมาตรการนี้ เพราะว่ายังไงปี 2555 รถยนต์น่าจะขายดี เพราะแรงซื้อที่อั้นมาจากปลายปี 2554 บวกกับความต้องการของปี 2555 สู้นำงบประมาณตรงส่วนนี้ ซึ่งเป็นมูลค่าเกือบหนึ่งแสนล้านบาทมาทำโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครหรือหัวเมืองใหญ่ๆ จะดีกว่ารถใหม่ในปี 2555 รวมกับรถจองเมื่อปลายปี 2555 ซึ่งจะส่งมอบภายในครึ่งปีแรกปีนี้ จะทำให้รถติดวินาศสันตะโรเพียงไหนไม่อยากจะคิด  ปริมาณน้ำมันและก๊าซที่ใช้ในรถยนต์ทุกคันติดเครื่องจอดรถบนถนนเป็นการสูญเสียค่าใช้จ่ายด้านพลังงานนำเข้าเป็นจำนวนที่มหาศาล  ผู้คนต้องใช้เวลาบนท้องถนนนานขึ้น ประสิทธิภาพของคนทำงาน LOGISTICS ลดลง
          ปี 2556 อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจของไทยคงได้รับผลดีจากการขยายการลงทุนของอุตสาหกรรมต่าง ๆ จะเห็นได้จากยอดขอรับการส่งเสริม BOI สูงมาก และรัฐบาลเองก็ยังมีโครงการ MEGA PROJECT มูลค่า 2 ล้านล้านบาท ซึ่งจะทยอยลงทุน ตลาดหุ้นก็ขึ้นมาพอสมควร ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ยอดการใช้จ่ายภายในประเทศ ยอดขายอสังหาริมทรัพย์ก็ดีขึ้นเป็นอันมาก เศรษฐกิจอเมริกากับจีน เริ่มเห็นตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายตัวดีขึ้นตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว รัฐบาลใหม่ของญึ่ปุ่นก็มีนโยบายเพิ่มสภาพคล่องและกระตุ้นเศรษฐกิจ  เหลือแต่ยุโรปซึ่งยังไม่ฟื้น  แต่ก็น่าจะพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว อะไรๆ ก็ดูดีขึ้นเรื่อยๆ แต่การที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยขึ้นมาจาก 380.05 จุด เมื่อเดือนพฤศจิกายน  2551 มาถึง 1,523.29 จุด ณ 18 กุมภาพันธ์ปีนี้  ขึ้นมาแล้วถึง 300.81% หรือเมื่อเทียบกับ 1,391.93 ณ สิ้นปีที่แล้ว SET INDEX ก็ขึ้นมาแล้ว 9.44 %  ผมคาดว่าภายใน 2 อาทิตย์นับจากนี้ เราน่าจะเห็นการปรับตัวของดัชนี  SET INDEX  ซึ่งผมคาดว่าจะเกิน 100 จุด  ซึ่งก็จะเป็นโอกาสที่ดี สำหรับท่านที่ยังมีพอร์ตการลุงทุนว่างอยู่ มาเลือกซื้อลงทุนหุ้นดีในราคาที่เหมาะสม  หวังว่าท่านผู้อ่านจะประสบความสำเร็จในการลงทุนนะครับ


ติดตามแนวทางการลงทุนของผมได้ที่ 
https://www.facebook.com/VI.Kitichai , http://twitter.com/value_talk , http://www.youtube.com/user/wittayu9 และ http://kitichai1.blogspot.com

หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 หรือหน้า B10 และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Stock Review, Me(Market Evolution), Glow และ Lisa  ทุกเดือน
     
สนใจซื้ออสังหาเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ลองเข้า http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty

กิติชัย เตชะงามเลิศ

วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ธนาคารแห่งประเทศไทยควรจะลดดอกเบี้ยหรือไม่


จริงๆแล้วฉบับนี้ผมตั้งใจจะเขียนเรื่อง การกระจายการลงทุน ( Asset Allocation ) แต่บังเอิญ ข่าวเรื่องนโยบายดอกเบี้ยที่ทางรัฐบาลกับธนาคารแห่งประเทศไทย มีความเห็นตรงกันข้าม และเป็นประเต็นร้อนในขณะนี้ ผมเองก็ได้รับความเมตตาจากท่าน ไชยา พรหมา ซึ่งท่านเป็นประธานคณะกรรมาธิการ การเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน ให้ผมได้เข้าไปรับใช้เป็นที่ปรึกษาของท่านเมื่อปีที่ผ่านมา และทางคณะกรรมาธิการชุดนี้ ได้เชิญผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)สภาพัฒน์ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) และสำนักงาน กลต. เข้ามาพบและปรึกษาหารือกันเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีความเห็นที่สอดคล้องและขัดแย้งกันก็หลายเรื่อง และนโยบายดอกเบี้ยเป็นเรื่องที่สำคัญมากเรื่องหนึ่ง จึงยังไม่สามารถที่จะหาบทสรุปได้ จึงมีการนัดประชุมกันต่ออีกในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ แหมช่างบังเอิญตรงกับวันแห่งความรัก (วันวาเลนไทน์) บรรยากาศวันนั้นคงจะหาข้อสรุปกันได้สักที ผมได้รับมอบหมายให้เป็นหนึ่งในทีมงาน ทำข้อเสนอแนะให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับนโยบายดอกเบี้ย ซึ่งผมมีความเห็นดังนี้ คือ
1)                                                   เราควรจะดูตัวอย่างจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งท่านชินโสะ อาเบะ ที่เพิ่งได้รับชัยชนะในการคัดเลือกเป็นประธานพรรค LDP เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว และได้นำพรรค LDP ชนะถล่มทลายในการเลือกตั้งเมื่อปลายปีที่ผ่านมาและฟอร์มทีมจัดตั้งรัฐบาล เมื่อ 26 ธันวาคม และพอเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านก็ได้ประกาศว่า จะมีนโยบายให้ธนาคารแห่งชาติญี่ปุ่น (BOJ) มีมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน ถ้าผู้ว่า BOJ ไม่ยอมปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาลก็จะเปลี่ยนตัวผู้ว่า ในที่สุดนาย มาซากิ ชิรากาวา (ผู้ว่า BOJ) ประกาศที่จะลาออกภายในเดือนเมษายนนี้ซึ่งเป็นการลาออกก่อนครบกำหนด ตามธรรมชาติของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทำอะไรก็จะคิดถึงความผาสุกของประชาชนมาก่อน ญี่ปุ่นอยู่ในสถานภาพที่ไม่เติบโตมา 2 ทศวรรษแล้ว หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Two Lost Decades เกิดภาวะ Deflation ติดต่อกันมายาวนานมาก นายกคนใหม่ของญี่ปุ่นจึงมีนโยบายที่จะทำให้ญี่ปุ่นมี Inflation มากขึ้นโดยการผ่อนคลายทางการเงิน ซึ่งมาตรการก็คล้ายๆกับ QE ของ  FED ซึ่งจะมีการเพิ่มสภาพคล่องโดยการพิมพ์ เงินเยน ออกมาในตลาดในปริมาณมาก ทุกเดือนโดยไม่มีขีดจำกัดทางด้านเวลา
2)                                                   ผมคาดว่า ทางธนาคารแห่งประเทศไทย ก็จะปัดว่า นโยบายดอกเบี้ยเป็นหน้าที่ของ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แต่เรามาดูสิครับว่าคณะกรรมการ กนง. มีทั้งหมด 7 ท่าน 3 ท่านในนั้นเป็นผู้บริหารระดับสูงของ ธปท. เกือบครึ่งเข้าไปแล้ว
3)                                                   ถ้าทางธนาคารแห่งประเทศไทย กลัวว่าจะเกิดภาวะเงินเฟ้อและภาวะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ ผมขอเสนอว่า ธปท. ควรจะใช้เครื่องมือ LTV (Loan To Value) ให้เป็นประโยชน์ ซึ่งปัจจุบัน ธปท. กำหนด LTV สำหรับคอนโดมิเนียม ที่ 90% หมายความว่า ผู้กู้ซื้อคอนโดจากธนาคาร จะกู้ได้ 90% แต่ทางธนาคารพาณิชย์จะปล่อยกู้เกินกว่านี้ ทางธนาคารจะต้องตั้งสำรองสูงขึ้นและค่า LTV สำหรับอสังหาแนวราบที่ 95% ทาง ธปท. ควรจะกำหนดค่า LTV เสียใหม่ เช่น กู้ซื้อคอนโดใช้ LTV 70% นั่นหมายถึงนักเก็งกำไรที่จะซื้อคอนโด จะต้องใช้เงินตัวเอง 30% ก็เป็นการกำหราบการเก็งกำไรได้ผลชะงัดทีเดียว
                4) หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นและอัตราหนี้เสียในภาคครัวเรือนก็สูงขึ้นซึ่ง ธปท.กำลังกังวลอยู่นี้ ผมขอเสนอให้ ธปท. ออกคำสั่งให้ธนาคารพาณิชย์ ต้องตั้งสำรองในส่วนที่ปล่อยหนี้ภาคครัวเรือนในอัตราที่สูงขึ้น ซึ่งก็จะเป็นการจำกัดความสามารถในการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มนี้ให้ลดลง แล้วยังทำให้ธนาคารพาณิชย์ มีการคัดเลือกลูกค้าสินเชื่อมากขึ้น ภาวะหนี้เสียก็จะลดลง นอกจากนี้ ธปท. อาจจะกำหนดให้อัตราส่วน สินเชื่อภาคครัวเรือนที่ปล่อยต่อ สินเชื่อรวมทั้งหมดของธนาคารให้อยู่ในอัตราที่เหมาะสม ซึ่งนี่ก็เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งของ ธปท. ที่สามารถทำได้
                5) การที่จะลดดอกเบี้ยควรจะลด 0.50% ในครั้งเดียวซึ่งผมอยากให้เป็นครั้งที่จะถึงนี้ (ประชุม กนง วันที่20 กุมภาพันธ์) ซึ่งจะมีผลลัพธ์ที่ดีกว่าลดครั้งละ 0.25%   2 ครั้ง ซึ่งถ้าลด 0.50% ครั้งเดียวจะเป็นการลดแรงจูงใจของเงินร้อนที่กำลังไหลเข้ามาท่วมประเทศไทย ซึ่งทำให้ค่าเงินบาท เราแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นปี และแข็งค่ามากกว่าค่าเงินของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นคู่แข่งในการส่งสินค้าออกของเรา ผู้ส่งออกไทยกำลังเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง การลดดอกเบี้ยจะได้ประโยชน์หลายสถาน คือ
                5.1) ลดเงินร้อนจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นต้นเหตุของการแข็งค่าของเงินบาท
                5.2) ลดความเดือดร้อนของผู้ส่งออก
                5.3) ลดภาระ  ธปท. เองในการประหยัดต้นทุนดอกเบี้ยในการออกพันธบัตร มาดูดสภาพคล่องกลับไปเดิม ธปท. ต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูง แล้วนำเงินไปซื้อพันธบัตรของสหรัฐ โดยได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก
                5.4) นักธุรกิจในไทย ก็จะมีต้นทุนดอกเบี้ยลดลง ทำให้มีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น
                5.5) ภาวะการลงทุน การขยายกิจการก็จะมีมากขึ้น การจ้างงานก็จะดีขึ้น ถึงแม้ปัจจุบันอัตราการว่างงานของไทยจะต่ำมากก็ตาม ก็จะทำให้ภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น ประชากรก็จะมีเงินจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ความวุ่นวาย ความแตกแยกทางสังคมก็จะลดลง
                ถ้า ธปท. ยอมลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.50% ก็อาจจะพูดสำทับไปด้วยว่า ถ้ายังมีเงินร้อนไหลเข้ามามากอีก การพิจราณาลดดอกเบี้ยและมาตรการอื่นๆ ที่จำเป็นอาจจะมีการพิจารณาเพิ่มเติม เท่านี้นักเก็งกำไร ก็กลัวหัวหดกันแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น  ธปท.  น่าจะทำ Scenario ของค่าเงินบาทต่อ US Dollar โดยเปรียบเทียบกับ ค่าเงินของประเทศเพื่อนบ้าน แล้วดูว่าค่าเงินบาทที่เหมาะสม ควรจะอยู่ที่จุดใด แล้วทาง ธปท. ก็ใช้ระบบ Manage Float ดูแลค่าเงินบาทให้อ่อนกว่าค่าเงินที่คำนวณได้เล็กน้อย ประมาณ 3% ซึ่งก็จะทำให้ ความสามารถในการแข่งขัน ของผู้ส่งออกในประเทศมีมากขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ส่งออกจากประเทศเพื่อนบ้าน
ผมมองว่ารัฐบาล ธปท.และหน่วยงานอื่น ๆ เปรียบเสมือนผู้เล่นในวงซิมโฟนี่ ออเครสต้า วงเดียวกัน ถ้าไม่เล่นเพลงด้วยโน๊ตดนตรีเดียวกัน เพลงจะออกมาไพเราะได้ฉันใด การที่รัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ ธปท. คอยกระตุกขาอยู่อย่างนี้ เหมือนคนหนึ่งกำลังเร่งคันเร่งรถ อีกคนคอยเหยียบเบรค แล้วรถจะวิ่งได้อย่างไรฉันนั้น
                หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความเห็นของข้าพเจ้าเพียงผู้เดียวไม่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมาธิการ การเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราฎร ที่ข้าพเจ้าสังกัดอยู่


ติดตามแนวทางการลงทุนของผมได้ที่ 
https://www.facebook.com/VI.Kitichai , http://twitter.com/value_talk , http://www.youtube.com/user/wittayu9 และ http://kitichai1.blogspot.com

หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 หรือหน้า B10 และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Stock Review, Me(Market Evolution), Glow และ Lisa  ทุกเดือน
     
สนใจซื้ออสังหาเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ลองเข้า http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty

กิติชัย เตชะงามเลิศ


วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2555

“Digital TV” จุดเปลี่ยนทีวีไทย...จริงหรือ?


“Digital TV” จุดเปลี่ยนทีวีไทย...จริงหรือ?
ผู้เขียน:   ทับขวัญ หอมจำปา และ จาตุรนต์ อำไพ
วันที่:      11 ตุลาคม 2555

ดิจิตอลทีวี 48 ช่อง ที่จะเกิดภายในปี 2013 จะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและแข่งขันในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องจากผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นหลัก แต่อาจต้องใช้เวลาในการสร้างความนิยมให้แก่ผู้บริโภค เนื่องจากระยะเวลาในการเปลี่ยนผ่านที่ใช้เวลานาน ประกอบกับการรับชมทางเลือกอื่นที่กำลังเติบโตได้ดี  โดยหน่วยงานภาครัฐจะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านจากอนาล็อกไปสู่ดิจิตอลได้ตามเป้าหมาย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกอบการในธุรกิจมีเดียและผู้บริโภคไทย 
 
ดิจิตอลทีวีเป็นปัจจัยเอื้อต่อทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค แต่การเปลี่ยนผ่านจากระบบอนาล็อกในปัจจุบันนั้นอาจต้องใช้ระยะเวลานานถึง 8- 10 ปี กว่าจะเสร็จสมบูรณ์ จึงอาจดูเป็นเรื่องไกลตัวเกินไปสำหรับผู้บริโภคที่มีทางเลือกอื่น ทำให้รายจ่ายของผู้ประกอบการมีแนวโน้มสูงกว่ารายได้ในระยะแรก  ดิจิตอลทีวี สำหรับการออกอากาศโทรทัศน์ภาคพื้นดิน (Terrestrial TV) ถูกคิดค้นมาแทนที่ระบบอนาล็อกเพื่อเพิ่มจำนวนช่องบริการและยกระดับคุณภาพสัญญาณให้คมชัดและไม่ถูกรบกวนได้ง่าย  และยังสามารถพัฒนาให้รับชมในระบบความคมชัดสูง (High Definition)  ระบบสามมิติ (3D)  และการรับชมขณะเคลื่อนที่ (TV-on-Mobile) เพื่อตอบสนองกับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ ในส่วนของผู้ประกอบการจะสามารถสร้างรายได้จากการให้บริการที่หลากหลายเพิ่มขึ้น เช่น บริการเสริมลักษณะโต้ตอบ (Interactive) เช่น VDO-on-Demand รวมถึงรายได้จากโฆษณาที่จะเพิ่มขึ้นจากการวัดเรตติ้งที่แม่นยำขึ้นผ่านระบบดิจิตอล ในด้านรายจ่ายผู้ประกอบการยังสามารถประหยัดพลังงานในการส่งสัญญาณได้ถึง 90% เมื่อเทียบกับการส่งในระบบอนาล็อกเดิมอีกด้วย (รูปที่1) แต่ผู้ประกอบการอาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านต้นทุนในการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์และวางโครงข่ายล่วงหน้า ในขณะที่ผู้บริโภคจะยังมีการใช้งานน้อยในช่วง 3 ปีแรก โดย กสทช. ได้สร้างแผนแม่บทในการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีนี้เป็นเวลาอย่างน้อย 8-10 ปี ซึ่งสอดคล้องกับระยะเวลาเปลี่ยนผ่านจากระบบอนาล็อกเป็นดิจิตอลของประเทศพัฒนาแล้วเช่น ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ เช่นกัน (รูปที่2)  

ดิจิตอลทีวีจะทำให้เกิดการแตกตัวทางธุรกิจมีเดียให้มีความหลากหลายมากขึ้น แต่ด้วยต้นทุนที่ค่อนข้างสูง ทำให้อาจมีเพียงผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นหลักที่สามารถเข้าร่วมลงทุน การออกอากาศในระบบอนาล็อกเดิมจะประกอบไปด้วยผู้เล่นสองส่วนหลักคือ ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ และช่องสถานีที่ทำการรวบรวมรายการและแพร่สัญญาณภาพ แต่ในระบบดิจิตอลจะมีการแตกตัวทางธุรกิจเพิ่มขึ้น   ช่องสถานีโทรทัศน์อาจไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของโครงข่ายและปัจจัยพื้นฐานเองทั้งหมด นอกจากนั้น อาจเกิดธุรกิจใหม่ๆ เช่น ผู้รวบรวมสัญญาณการแพร่ภาพ และผู้ผลิตบริการประยุกต์ต่างๆ ที่ใช้สำหรับการออกอากาศ เป็นต้น (รูปที่3)  อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนระบบออกอากาศมาเป็นระบบดิจิตอลจะต้องลงทุนในอุปกรณ์เพิ่มเติม และยังต้องจ่ายค่าเช่าโครงข่ายหากไม่มีเป็นของตัวเอง และที่สำคัญ ยังต้องชำระค่าประมูลใบอนุญาตอีกด้วย  ทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่อาจต้องใช้เงินลงทุนหลักพันล้านบาทสำหรับหนึ่งช่องสถานี  ซึ่งต่างจากการลงทุนทำช่องทีวีดาวเทียมที่ใช้เงินลงทุนเพียงหลักร้อยล้านบาท  ดังนั้น การลงทุนในดิจิตอลทีวีน่าจะเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการรายใหญ่จากฝั่งบรอดแคสติ้งรายเดิม เช่น กลุ่มฟรีทีวีเดิม (BEC, BBTV และ MCOT เป็นต้น) ที่ต้องการรักษาฐานตลาด และกลุ่มผู้ประกอบการทีวีดาวเทียมและเคเบิ้ลทีวีขนาดใหญ่ (True, GMM และ RS เป็นต้น) ที่ต้องการขยายฐานลูกค้า นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มโทรคมนาคมขนาดใหญ่ที่สนใจเข้ามาลงทุนเช่นกัน โดยบริษัทเหล่านี้มีความได้เปรียบด้านเงินทุนและการมีโครงข่ายเป็นของตนเอง  ส่วนผู้ประกอบการรายเล็กที่มีเงินลงทุนไม่สูงนัก คงจำต้องเน้นการลงทุนในช่องทีวีดาวเทียมหรือผลิตรายการให้กับเคเบิ้ลทีวีในรูปแบบเดิมไปก่อน

กสทช.และหน่วยงานของรัฐมีบทบาทสำคัญในการจัดการกับทั้งปัจจัยผลักดันและปัจจัยฉุดรั้ง เพื่อให้กระบวนการเกิดดิจิตอลทีวีดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีเป็นปัจจัยกดดันสำคัญที่ทำให้ไทยต้องเปลี่ยนผ่านจากระบบอนาล็อกเป็นดิจิตอลทีวี เพราะภายในปี 2015  สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ได้กล่าวเตือนถึงการยกเลิกการผลิตอุปกรณ์ในระบบอนาล็อกเดิมแล้ว ซึ่งถ้าหากไทยไม่เริ่มกระบวนการเปลี่ยนผ่านภายในเวลา 3 ปีข้างหน้าก็จะมีความเสี่ยงในด้านอุปกรณ์การใช้งาน โดยปัจจัยฉุดรั้งสำคัญคือ ความล่าช้าของการจัดประมูลใบอนุญาต ที่จะมีผลกระทบทางอ้อมทำให้บริการเคเบิ้ลทีวีและทีวีดาวเทียมเติบโตได้ต่อเนื่อง และกลายเป็นคู่แข่งสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคขาดแรงจูงใจในการเปลี่ยนมาใช้ดิจิตอลทีวี   ยิ่งไปกว่านั้น ผู้บริโภคยังต้องลงทุนซื้อกล่องรับสัญญาณ (Set-top box) หรือซื้อโทรทัศน์รุ่นใหม่ที่รองรับดิจิตอลทีวี ซึ่งปัจจัยฉุดรั้งเหล่านี้พบในกระบวนการเปลี่ยนผ่านในหลายประเทศ โดยหน่วยงานที่กำกับดูแลคล้ายคลึงกับ กสทช. ได้มีบทบาทกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนผ่านเร็วขึ้น เช่น สหรัฐฯ ใช้วิธีกำหนดระยะเวลาและข้อห้ามในการขายอุปกรณ์ เพื่อบีบให้ผู้บริโภคที่ถึงรอบการเปลี่ยนอุปกรณ์ต้องซื้อในระบบดิจิตอล  ส่วนญี่ปุ่นใช้วิธีออกคูปองชดเชยผู้บริโภคในการเปลี่ยนอุปกรณ์ และอังกฤษเลือกถ่ายทอดรายการสำคัญ เช่น ฟุตบอลโลก และโอลิมปิกเกมส์ ผ่านระบบดิจิตอลเท่านั้น แต่ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านในแต่ละประเทศจะใช้เวลาเร็วช้าก็ขึ้นอยู่กับสภาวการณ์และพฤติกรรมผู้บริโภค สำหรับไทยนั้น อาจใช้เวลาเร็วกว่า 8-10 ปีก็เป็นได้ ถ้าผู้ประกอบการสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์การรับชมที่ทันสมัย  และมีช่องรายการต่างๆ ที่น่าสนใจเพียงพอที่จะดึงดูดผู้บริโภค เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคไทยจะปรับตัวรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้รวดเร็ว  และยังนิยมรับชมโทรทัศน์เพื่อเข้าถึงสาระและความบันเทิงมากกว่าช่องทางอื่น

implication

  • หากดิจิตอลทีวีเกิดช้า จะส่งผลกระทบอย่างไร? 
    1. ผู้ให้บริการ-ผู้รับบริการมีความเสี่ยงที่จะไม่มีอุปกรณ์คุณภาพดีใช้งานภายหลังปี 2015 เนื่องจากทั่วโลกจะเริ่มยกเลิกการผลิตในระบบอนาล็อก ส่งผลให้อุปกรณ์มือสองจากทั่วโลกจะหลั่งไหลเข้ามาขายในไทยแต่อุปกรณ์มือหนึ่งจะหาได้ยากขึ้น

    2. ทีวีดาวเทียมและเคเบิ้ลทีวีจะเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีการเข้าถึงผู้บริโภคได้ถึง 90% ของครัวเรือนไทยภายในปี 2015 จากปัจจุบันที่มีอัตราการเข้าถึงผู้บริโภคอยู่ที่ 50-60% ทำให้ดิจิตอลทีวีที่เกิดขึ้นในภายหลังอาจไม่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค และลดความน่าสนใจลงทุน

    3. รายได้จากโฆษณากว่า 6 หมื่นล้านบาทจะยังคงกระจุกตัวอยู่กับฟรีทีวีเดิมทั้ง 6 ช่อง เนื่องจากไม่มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้าแย่งส่วนแบ่งรายได้ค่าโฆษณา
  • เมื่อดิจิตอลทีวีเกิดขึ้น จะส่งผลกระทบเชิงบวกอย่างไร ?
    1. ภายใน 3-5 ปีแรกนับจากนี้ หากแผนแม่บทของ กสทช. เป็นไปตามเป้าหมาย จะมีครัวเรือนที่รับชมดิจิตอลทีวีตามเมืองใหญ่สูงถึง 80% ทำให้มียอดขายกล่องรับสัญญาณ (Set-top box) หรือการซื้อโทรทัศน์ใหม่ ที่รองรับระบบดิจิตอลเพิ่มขึ้นรวมกันอย่างน้อย 7.2 ล้านเครื่อง

    2. เกิดการแตกตัวทางธุรกิจแบบใหม่ อาทิ ผู้รวบรวมรายการ ผู้รวบรวมสัญญาณ และ ผู้ให้บริการเสริมต่างๆ เป็นต้น ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการกระจายตัวของรายได้ไปยังผู้ให้บริการในส่วนต่างๆ และเกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น

    3. การวัดเรตติ้งโฆษณาจะมีความแม่นยำและเชื่อถือได้มากขึ้น ประกอบกับช่องรายการที่หลากหลายแต่แยกประเภทชัดเจนจะทำให้เจ้าของผลิตภัณฑ์สามารถทุ่มงบประมาณโฆษณาได้ตรงตามกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น
  • ใครเสียประโยชน์ เมื่อดิจิตอลทีวีเกิดขึ้น ?
    ผู้ประกอบการสถานีโทรทัศน์รายเดิมจะได้รับผลกระทบจากจำนวนคู่แข่งที่เพิ่มขึ้น และการแตกตัวของห่วงโซ่อุปทานที่จะเกิดการแบ่งสรรรายได้ออกไป หากไม่สามารถลงทุนดำเนินกิจการได้เองตลอดทั้งห่วงโซ่ ในส่วนผู้ผลิตรายการเพื่อขายสถานีโทรทัศน์นั้น ก็จะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากรายได้ของสถานีที่อาจลดลงจากการกระจายค่าโฆษณาไปยังจำนวนช่องที่เพิ่มขึ้น และต้องแข่งขันกันด้วยคุณภาพรายการที่รุนแรงขึ้น

รูปที่ 1: ดิจิตอลทีวีเป็นปัจจัยเอื้อต่อทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค
ข้อดีของระบบดิจิตอลต่อผู้บริโภค
ข้อดีของระบบดิจิตอลต่อผู้ประกอบการธุรกิจมีเดีย
  • รับชมรายการได้ชัดขึ้น 6 เท่า ไม่มีปัญหาเรื่องภาพเงาภาพซ้อน
  • ประหยัดพลังงานในการส่งสัญญาณโทรทัศน์ได้ถึง 90%
  • รับชมรายการฟรีทีวีได้เพิ่มมากขึ้นเป็น 48 ช่อง
  • ไม่ต้องลงทุนเองตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานเพราะเกิดการแตกตัวทางธุรกิจ
  • สามารถรับชมโทรทัศน์ผ่านมือถือได้ (TV-on-Mobile)
  • สามารถสร้างรายได้เสริมจากบริการใหม่ๆ เช่น VDO-on-Demand
  • มีระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติอัตโนมัติผ่านโทรทัศน์
  • การวัดเรตติ้งทีวีทำได้แม่นยำมากขึ้น เพิ่มแรงดึงดูดการลงทุนในโฆษณา ทำให้รายได้ค่าโฆษณามีแนวโน้มสูงขึ้น
ที่มา: การวิเคราะห์โดย SCB EIC


ติดตามแนวทางการลงทุนของผมได้ที่ 
https://www.facebook.com/VI.Kitichai , http://twitter.com/value_talk , http://www.youtube.com/user/wittayu9 และ http://kitichai1.blogspot.com

หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 หรือหน้า B10 และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Stock Review, Me(Market Evolution), Glow และ Lisa  ทุกเดือน
     
สนใจซื้ออสังหาเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ลองเข้า http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty

กิติชัย เตชะงามเลิศ


วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555

ทำไมผมถึงชอบ SSI


ทำไมผมถึงชอบ SSI
      กำลังรอข่าวดีอยู่หลายข่าว
1. รอผลจากฝ่ายรับเรื่องพิจารณาตั้งกำแพงภาษีนำเข้าเหล็ก เจือโบรอน จากจีนและเกาหลีใต้ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะมีการตั้งกำแพงภาษีนี้ ซึ้งแต่เดิมเคยทำมาแล้วแต่มาตรการดังกล่าวเพิ่งหมดอายุไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปีนี้
2. นักเศรษฐศาสตร์หลายค่ายมั่นใจว่าจีนกำลังจะมีมาตรการผ่อนคลายทางเศรษฐกิจเร็วๆนี้ ซึ่งจีนเป็นประเทศที่มีการอุปโภคเหล็กมากที่สุดในโลก การที่จีนมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจดีขึ้น นั่นหมายความว่า การอุปโภคเหล็กของจีนจะเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาเหล็กในตลาดโลกจะดีขึ้น
3. โรงงานที่อังกฤษจะใช้กำลังการผลิตประมาณ  95% ในไตรมาส 1 ปีหน้าซึ่งจุดคุ้มทุนอยู่ที่การใช้กำลังการผลิต 90% นั่นหมายความว่าโรงงานที่อังกฤษ นอกจากจะไม่เป็นภาระให้กับบริษัทแม่แล้ว ยังจะช่วยเสริมให้กับบริษัทแม่อีกต่างหาก
4. กระบวนการผลิตแบบประหยัดพลังงานจะเริ่มใช้ได้ในไตรมาส 1 ปีหน้าจะทำให้มีการประหยัดต้นทุนในการผลิตนั่นหมายถึงว่า ผลประกอบการก็จะดีขึ้น
5. การที่ติดตั้ง เครน ปีนี้จะส่งผลให้ต้นทุนในการขนส่งเหล็กต่อตัน ต่ำลง ทำให้ค่าใช้จ่ายลดลง นั่นหมายความว่าผลประกอบการก็จะดีขึ้น
6. Slab ที่ผลิตได้จากโรงงานที่อังกฤษ มีคุณภาพซึ่งนำมาใช้กับอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งทางบริษัทได้นำเสนอกับโรงงานรถยนต์หลายยี่ห้อในประเทศ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี เมื่อรถยนต์เหล่านี้มี โมเดล ใหม่ นั่นหมายถึงว่าบริษัทมีโอกาสที่จะขายให้กับโรงงานเหล่านี้ได้ ซึ่งเหล็กประเภทนี้ เป็นเกรด พรีเมี่ยม ทำให้บริษัทมีมาจิ้นสูงกว่าเหล็กประเภทอื่น
7. การเพิ่มทุนครั้งนี้ในสัดส่วนเกิน 100% ของทุนจดทะเบียนเดิมถ้ากลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่และกลุ่มผู้บริหาร ไม่ต้องการที่จะจ่ายเงินเพื่มซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวก็คงจะให้สิทธิ์ผู้ถือหุ้นเดิมในอัตราส่วน 2 หุ้นเดิมต่อ 3 หุ้มใหม่ ที่ราคา 0.68 บาท แต่การเพิ่มทุนครั้งนี้กับให้สิทธิ์ผู้ถือหุ้นเดิมเพียงแค่ 10 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ที่ราคา 0.68 บาท แล้วไปเพิ่มทุนให้กลุ่มนักลงทุน 3 กลุ่ม ซึ่ง 2 ใน 3 กลุ่มนี้ก็เป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่และกลุ่มผู้บริหารส่วนอีกกลุ่มนึงที่เป็นนักลงทุนต่างชาติก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือเปล่า แสดงว่า กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่คงต้องการหุ้นเพิ่มทุนนี้มาก ภายหลังจากการเพิ่มทุนจะทำให้ฐานะการเงินและสภาพคล่องของบริษัทดีขึ้นอย่างมาก
8. หลังจากที่ไปเทคโอเวอร์ โรงงานที่อังกฤษทำให้บริษัทเป็นผู้ผลิตเหล็กครบวงจรและใหญ่ที่สุดในอาเซียน ภายในปี 2558 ซึ่ง AEC จะมีผลบังคับใช้น่าจะส่งผลดีกับบริษัท



9. แนวโน้มในการใช้เหล็กในการพัฒนาสาธารณูปโภค ของประเทศในกลุ่ม CLMV ( กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม )  จะสูงขึ้นนั่นหมายความว่า เป็นโอกาสที่ดีของบริษัท 



ติดตามแนวทางการลงทุนของผมได้ที่ 
https://www.facebook.com/VI.Kitichai , http://twitter.com/value_talk , http://www.youtube.com/user/wittayu9 และ http://kitichai1.blogspot.com

หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 หรือหน้า B10 และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Stock Review, Me(Market Evolution), Glow และ Lisa  ทุกเดือน
     
สนใจซื้ออสังหาเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ลองเข้า http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty

กิติชัย เตชะงามเลิศ

วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

'How Did I Make 1 Million into 500 Million Baht?' Book Launch | Cat & Nat

'How Did I Make 1 Million into 500 Million Baht?' Book Launch | Cat & Nat

The Stock Exchange of Thailand was an apt site for launch of investor Kittichai Taechangamlert’s new book revealing tricks of the trading life.
If you want to know how to spin a relatively modest investment into a whopping fortune, the pocket book How Did I Make 1 Million into 500 Million Baht? by Kittichai Taechangamlert is a good place to start. Recently launched at The Stock Exchange of Thailand, the book has become an immediate bestseller among Bangkok's financial circle. Part biography, part guide, it relates Kittichai’s 18 years of investment experience, illuminating the trails and errors he’s endured and how you can best avoid pitfalls.
http://www.catandnat.com/pages/content/how-did-i-make-1-million-500-million-baht-book-launch#.UAgljLQe6wc
A percentage of book sale revenue will go towards the Sangha Hospital, where monks are treated and the Khon Panyaorn Foundation.


ติดตามแนวทางการลงทุนของผมได้ที่ 
https://www.facebook.com/VI.Kitichai , http://twitter.com/value_talk , http://www.youtube.com/user/wittayu9 และ http://kitichai1.blogspot.com

หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 หรือหน้า B10 และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Stock Review, Me(Market Evolution), Glow และ Lisa  ทุกเดือน
     
สนใจซื้ออสังหาเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ลองเข้า http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty

กิติชัย เตชะงามเลิศ

วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Lessons from the 1997/98 Asian financial crisis.


    • Lessons from the 1997/98 Asian financial crisis
    • Commodity super-cycle is mature
    • The relative attraction of ASEAN equity markets

Macro

    • We seem to be in good company nowadays. We have occasionally drawn parallels be-
        tween Asian ex Japan’s financial crisis in 1997-98 and the one plaguing the European
        Monetary Union today (something we first mentioned back in August 2011 and more re-
        cently in our 2012 Year Ahead Outlook). Now, we find JPMorgan is writing along the same
        lines. Back in the late 1990’s, a USD10/bl of oil (yes, USD10/bl!) and lower commodity prices
        helped cushion the global consumer. And it could do so again during the current EU debt
        crisis. That might be good news for those net importers of oil currently but the Asian crisis
        did not end until we had decisive policy action from the Fed (cutting interest rates) and the
        HKMA (buying up the Hang Seng Index) in September 1998, did we see confidence return
        and global equity bottom. This time, the responsibility for decisive action will be the job of
        the ECB and EU leaders but whether they have the will or the means is another mat-
        ter altogether.

        The Asian financial crisis was centred around a collection of countries that accounted for
        ~5% of global GDP. Many of these countries (e.g. Thailand, Indonesia and Korea) main-
        tained fixed exchange rates to the USD. These were over-valued. Large current account defi-
        cits continued to build, up until the point where external financing became unsustainable.
        When global investors withdrew from the region, the result was a chain reaction collapse in
        our region’s currencies and stock markets. GDP plummeted and inflation soared.

        Initially, the crisis was viewed as a regional event with limited repercussions for the rest of
        the world. Asia ex Japan’s GDP fell -7%, shaving -35bps off global GDP (this would be
        equivalent to a -1.5% drop in EMU GDP today). Nonetheless, the drop in EM Asian GDP
        would have been far worse, were it not for a huge swing in net exports. The 40% (-25%
        when we account for inflation) devaluation in regional FX rates helped here. G3 export
        growth, which had been booming in early 1997, began to register several consecutive quar-
        ters of contracting export demand.

 However, by the end of 1997, there was still no discernible spill-over into financial mar-
         kets (although the SET Index, the IDR and the KOSPI had fallen far). Global stock prices con-
        tinued to gain in 1997 and early 1998 and even non-Asian EM credit spreads held their
         ground.

        The most notable financial effect was to impact WTI crude oil and commodity prices.
         Both took a tumble. Crude oil, for example, fell from USD25/bl in early 1997 to USD10/bl by
         December 1998. Base metals were off by over -20% (chart above). The situation in global
        financial markets, however, only began to deteriorate in 3Q98, when Russia (under stress
        from lower oil), devalued the RUB and defaulted on its foreign currency debt. In turn, the
         Russian crisis engulfed the US hedge fund, Long Term Capital Management (LTCM) and
         heightened fears of global contagion. Confidence ebbed and global stocks fell. The time-line
        of events in Asia can be tracked in the LHS of the table below.

         Lower crude oil prices were helpful – they helped cushion the decline in the global economy,
        which left unchecked might have sent the G3 into a recession. Market panic eventually
         prompted policy action (and the old adage; ‘equity investors can stop panicking when cen-
         tral banks start panicking’). The New York Fed moved first and bailed-out LTCM. The Fed-
        eral Reserve followed up with rate cuts (while the HKMA took the nuclear option by buy-
         ing equities in the Hang Seng index). These actions, however, helped to restore confidence
        and financial conditions in 4Q98. Bizarrely, the policy responses might have been targeted at
        Asia ex Japan and Russia but money stayed in the US and eventually led to an investment
         bubble in the tech stocks.

As we look to a new potential risk from a Greek exit from the EMU, concerns have risen as
        to how this will affect markets and confidence. Like it was in 1997-98, activity outside the
        Eurozone should be cushioned by lower commodity prices (reasons why are underweight).
        What is more concerning, however, is the outlook for a decisive policy response akin to
        what happened in regards the NY Fed, Federal Reserve and HKMA in 3Q98. This is the key
        to restoring confidence but it is not clear whether European policymakers have either the
        will or the proper tools to limit the damage. With interest rates at close to 0% for major
        central banks, there is also a unique concern that if the will is there, the firepower is not.

        There is still hope; policymakers might be ineffective but they are not impotent and we be-
        lieve that the ECB has a major role to play here. Latest numbers show that Eurozone’s
        money supply is contracting again; M3 fell by EUR51bn in April while private credit was
        down EUR55bn m/m. This is clear evidence that the effects of the ECB’s 3-year LTRO have
        now worn off and he ECB has more work to do. Where the ECB can make a difference this
        time round, however, is to announce that it will stand behind the market and buy Spanish
        and Italian government bonds with a yield cap of between 6% and 7%....as it becomes
        clear that little else has worked with any lasting impact. Until then, risk assets in equities and
        commodities will struggle.

Commodities

    • The value attached to commodities has rarely been as high as it is now. As Glenn Stevens,
        Reserve Bank of Australia Governor, put it recently; ‘five years ago, a ship load of iron ore
        was worth about the same as about 2,200 flat screen TV’s. Today, it is worth roughly
        22,000 flat screen TV’s .’ It is easy to see why the AUD was higher over that time; exporting
        commodities that went up in price while importing goods that declined.

        Nonetheless, a recent UN Paper written by economists, Bilge Erten and Jose Antonio
        Ocampo (entitled ‘Super-cycles of commodity prices since the mid-19th century’, February

        2012) believes the commodities boom of the last 10 years is now showing signs of ex-
        haustion. That’s because commodity prices have experienced a near +300% jump since
        bottoming. This is far more than in the two super-cycles that followed the industrialisation
        of the US in the late 19th century to early 20th centuries and the reconstruction of Europe

        and Japan after World War II. Commodity prices might enjoy a resurgence upon aggressive ECB intervention later this year
        but we feel that the vast bulk of this cycle’s price gain is now behind us. Our preferred
        reflation trade therefore remains global inflation-linked bonds where inflation expecta-
        tions are much lower than they are in the commodity space. For those who follow the AUD,
        we believe there is weakness ahead (as it tests 0.9664 and maybe 0.9388)….it sounds like
        we should buy a flat-screen TV instead.

Equities

    • ASEAN equities are trading at a valuation premium to the rest of Asia ex-Japan, but
        ASEAN’s solid growth fundamentals help to justify it. JPMorgan ran a stress test on ASEAN’s
        exposure to Eurozone via both financial and trade channels. The results indicate that Euro-
        zone contagion risk is likely to be limited in Singapore, Philippines and Thailand (the 21
        May edition of the Daily Research Update has more details).

        Overall, export exposures to the Eurozone are much less than their peers in North Asia.
        Foreign bank exposure (should EU banks repatriate capital) looks manageable as well (although Singapore does not come out strongly in this screen, however). Nonetheless, the
          Philippines’ short-term debt foreign debt-to-FX reserves ratio is only 16% while Thailand
         comes out top as the least vulnerable to potential bank capital flight (as the red boxes in the
         table shows below). Thailand’s short-term debt to FX reserve ratio is only 7.3%.

          Besides limited Eurozone risks, earnings upgrade momentum continues to provide support
         for the MSCI AC Asia ex Japan index and the ASEAN markets in particular. The key differ-
         ence between 2011 and this year is inflation and earnings downgrades. This year, markets
          might be discounting EPS upgrades over the next few quarters, now that energy prices are
         off their highs. Lower foreign ownership should also help sustain ASEAN’s valuation pre-
          mium in a global environment where domestic-led growth is still a scarce item.

          Philippines is the only market in Asia ex Japan that is expensive relative to its history, but
          most ASEAN EM funds are not fully invested. The country’s growth potential should also jus-
         tify the valuation premium. Last week, President Aquino approved two toll road projects
         worth USD1.1bn and is also inviting private companies to build infrastructure projects,
         such as airports and light rail systems. Many conglomerates are also rolling out their ambi-
         tious spending plans to build shopping malls, office towers and residential projects. The
         country is poised for an investment boom, adding to growing business optimism about the
         country’s medium term prospects.

         Our favoured ASEAN equity play is the JF ASEAN Fund while the First State Asian Equity
          Plus Fund currently boasts overweight allocations to both the Philippines and Thailand. The
         fund is also overweight Hong Kong and Singapore, two markets we recently added to. First
         State is more bottom up and tends to target higher quality companies in both these markets.
         This shows in its performance. The fund may not out-perform when markets are strong (i.e.
          1Q12) but strong stock selection can be seen in its long-term track record, where it is a
         steady outperformer.