จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร

จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร
เล่าประสบการณ์การลงทุนของผมที่นำไปใช้ได้ง่ายๆ

วันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ลงทุนอย่างไรให้รวย ตอนที่ 1

                                                      ลงทุนอย่างไรให้รวย ตอนที่ 1


                ปัจจุบันมีทรัพย์สินสำหรับเป็นช่องทางการลงทุนหลากหลายประเภท การจะลงทุนทรัพย์สินประเภทไหนต้องขึ้นอยู่กับนิสัยและความถนัดของนักลงทุนแต่ละคน นอกจากนั้นยังขึ้นอยู่กับช่วงวัยของนักลงทุน ซึ่งนักลงทุนที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปีก็สามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงที่สูง เพราะหากเกิดอะไรขึ้น ยังสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ ระดับความสามารถในการรับความเสี่ยงจะลดลงตามอายุที่มากขึ้น ในขณะที่นักลงทุนที่มีอายุช่วงระหว่าง 30 ถึง 40 ปีควรจะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงโดยรวมระดับปานกลาง ส่วนนักลงทุนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปควรจะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงโดยรวมไม่สูงนัก
     
ช่วงอายุ
หุ้น
อสังหาริมทรัพย์
ตราสารหนี้
เริ่มทำงาน - 30 ปี
60
20
20
31 - 40 ปี
50
30
20
41 - 50 ปี
30
30
40
51 - 60 ปี
20
30
50
หลังเกษียณ 61 ปีขึ้นไป
15
25
60

หมายเหตุ  : แผนผังดังกล่าวเป็นการกระจายความเสี่ยงตามช่วงอายุ อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนแต่ละคนมีความสามารถในการรับความเสี่ยงในแต่ละช่วงอายุและปัจจัยต่างๆที่แตกต่างกันไป จึงอาจปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับตนเองได้ โดยผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูงก็อาจเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นมากหน่อย ส่วนผู้ที่รับความเสี่ยงได้ต่ำก็อาจเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้มากแทน เพราะว่าหุ้นมีความผันผวนของราคาสูงมาก ในขณะที่ตราสารหนี้มีความผันผวนของราคาต่ำมาก

สัดส่วนในการลงทุนขึ้นอยู่กับ
1.          ขนาดของพอร์ตการลงทุน

2.          ไลฟ์สไตล์ของผู้ลงทุน

3.          ความรู้และและความถนัด

4.          ความสามารถในการยอมรับความเสี่ยง

5.          อายุของผู้ลงทุน

6.          ผลตอบแทนที่ต้องการ

              ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนในหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ของผมมีสัดส่วน 70/30  คือลงทุนในหุ้น 70 เปอร์เซ็นต์ และอสังหาริมทรัพย์ 30 เปอร์เซ็นต์ 

            หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพใกล้เคียงกับเงินสด ถ้าเราขายหุ้นวันนี้ อีกสามวันทำการเราจะได้เงิน แต่หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง คือราคาเปลี่ยนแปลงขึ้นลงค่อนข้างมากตลอดเวลา สถิติย้อนหลังที่น่าสนใจว่ามีการขึ้นลงอย่างไรกันครับ หลังจากที่ SET INDEX ขึ้นไปสร้างจุดสูงสุดที่ 1,789.16 จุด เมื่อเดือนมกราคม 2537 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ก็เปลี่ยนทิศทางเป็นขาลงหลังจากที่มีแนวโน้มเป็นขาขึ้นมาตลอดช่วงเวลา 18 ปี 9 เดือน โดยลงไปถึง 204.59 จุด ในเดือนกันยายน 2541 คือลงไปถึง 1,584.57 จุด หรือ 88.60% ภายในเวลาเพียง 4 ปี 8 เดือน ลองคิดเล่นๆดูสิครับ ว่าถ้าท่านอยู่ในตลาดหุ้นในช่วงเวลานั้น ชีวิตของท่านจะเป็นอย่างไร เงินลงทุนของท่าน สมมติว่า 1 ล้านบาท จะเหลือเพียง 114,000 บาท มีนักลงทุนที่ฆ่าตัวตายทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าวหลายคนเลยทีเดียว 

            สุภาษิตบทหนึ่งที่เขียนไว้เตือนใจนักลงทุนก็คือ อย่าเอาไข่ใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียว เพราะว่ามันจะแตกง่าย ถ้าช่วงนั้นท่านนำทรัพย์สินทั้งหมดมาลงทุนในตลาดหุ้น นั่นหมายถึงเงินออมที่อดออมมาจากน้ำพักน้ำแรงที่ท่านอุตสาหะ ต้องแทบจะหมดสิ้นเนื้อประดาตัวกันเลยทีเดียว ผมจึงย้ำแล้วย้ำอีกว่า ควรจะมีการจัดสรรเงินลงทุนลงในสินทรัพย์หลายประเภท ซึ่งในหนังสือ ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน ผมได้เขียนถึงสินทรัพย์ในแต่ละประเภทที่ท่านควรจะลงทุนและสัดส่วนที่เหมาะสมของสินทรัพย์ในแต่ละประเภทตามช่วงวัย ขนาดของเงินลงทุน อุปนิสัยส่วนตัว ความสามารถในการยอมรับความเสี่ยง ฯลฯ 

            สาเหตุที่ SET INDEX ถึงได้ลงวินาศสันตะโรขนาดนั้น เกิดจากวิกฤติต้มยำกุ้งที่เริ่มต้นจากประเทศไทยแล้วแพร่ระบาดไปในหลายๆประเทศใน ASEAN ไม่ว่าจะเป็น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ฯลฯ แม้กระทั่งเกาหลีเองก็โดนผลกระทบวิกฤตนี้จนแทบจะไม่สามารถที่จะรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินไว้ได้ ค่าเงินบาทที่เคยผูกไว้กับเงินดอลลาร์สหรัฐที่ 27 บาทต่อดอลลาร์ก็อ่อนปวกเปียกจนไปถึงเกือบ 60 บาทต่อดอลลาร์ ผมยังจำได้ว่าผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในยุคนั้นได้นำทุนสำรองไปสู้กับนักเก็งกำไรค่าเงินตัวเป้งเลยก็คือ นาย George Soros ซึ่งคนไทยยุคนั้นไม่เคยลืม มีการเปิดแชมเปญฉลองกัน นึกว่าเราจะชนะและรักษาค่าเงินบาทไว้ได้ ที่ไหนได้เราแพ้และสูญเสียทุนสำรองเป็นจำนวนมากและค่าเงินบาทก็อ่อนปวกเปียก เศรษฐกิจไทยตกต่ำ คนตกงานเต็มไปหมด คล้ายๆกับวิกฤตรัสเซียและค่าเงินรูเบิลในช่วงนี้ ในสมัยนั้นมีนักท่องเที่ยวและคนไทยที่มีฐานะ ก็ใช้โอกาสนี้ในการช้อปปิ้งสินค้านำเข้าราคาแพงๆ เช่นนาฬิกาสวิส ไวน์แพงๆ รถยนต์นำเข้า ฯลฯ ที่ยังไม่ได้ปรับราคาขึ้นตามค่าเงิน หลายๆคนก็ตุนเงินดอลลาร์ไว้เพราะว่าเห็นค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงเรื่อยๆ

             พูดถึงช่วงที่การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ได้ผลตอบแทนดีกันบ้างครับ  SET INDEX  ที่เริ่มตันจากฐานที่ 100 จุด เมื่อวันแรกเปิดตลาด ในปี 2518 ได้ไปสร้างจุดสูงสุดที่ 1,789.16 จุด  ในเดือนมกราคม 2537  นับว่าเป็นการขึ้นที่ดีมาก คือขึ้นไปถึง  1,689.16 จุดภายในเวลา 18 ปี 9 เดือน  เท่านั้น   คิดเป็นผลตอบแทนในการลงทุนแบบทบตันประมาณ 16.50 %  นั่นหมายความว่าถ้าท่านลงทุนในช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว   สามารถสร้างผลกำไรตอบแทนจากการลงทุนได้เทียบเท่าการขึ้นมาของดัชนีตลาดหลักทรัพย์  ก็จะได้รับผลตอบแทนดังกล่าว  บวกกับ อัตราเงินปันผลที่ท่านได้รับจากการถือครองหุ้นเหล่านี้อีก  ซึ่งปกติ DIVIDEND YIELD เฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 3-4%  ดังนั้นผลตอบแทนรวมที่ท่านได้รับจะเท่ากับ 20(แบบทบต้น)  โดยประมาณ  และถ้าท่านสามารถบริหารพอร์ทการลงทุนของท่านได้ดี  โดยสร้างผลตอบแทนจาการลงทุนได้ดีกว่า SET INDEX ที่ผมใช้เป็น BENCHMARK ผลตอบแทนยิ่งจะสูงขึ้นไปอีก  นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ดึงดูดผู้มีเงินออมให้นำเงินออมมาลงทุนในตลาดหุ้นทั้งทางตรง  (ลงทุนซื้อหุ้นเอง)  และทางอ้อม (ลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารทุน)  แม้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าว  จะครอบคลุมไปถึงเหตุการณ์ BLACK MONDAY  (ตุลาทมิฬ)  ที่สร้างความเสียหายให้แก่นักลงทุนทั่วโลกรวมทั้งไทยเอาไว้ด้วยแล้ว

         ทีนี้เราลองมาดูการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์กันบ้าง มีซึ่งมีลักษณะตรงข้ามกับหุ้นเกือบจะสิ้นเชิง  อสังหาริมทรัพย์ เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ บางครั้งบอกขายเป็นปีก็ยังขายไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่นท่านซื้อคอนโดไว้ 1 ยูนิตไว้ที่ซอยสุขุมวิท 23 เป็นแบบ 1 ห้องนอน ระเบียงหันไปทางทิศตะวันออก ถ้าคนซื้อสนใจที่จะซื้อคอนโดในย่านสุขุมวิท เค้าอาจอยากจะได้ซอยอื่นก็เป็นได้ หรือถึงแม้ว่าเขาอยากจะได้ในซอยนี้ แต่อย่าลืมนะครับ ในซอยนี้มีคอนโดมากกว่า 10 อาคาร เชาอาจจะอยากได้โครงการอื่นที่ไม่ใช่โครงการที่ท่านซื้อไว้  หรือถึงแม้เขาอยากได้โครงการนี้ แต่เขาอาจจะอยากได้เป็นแบบ 2 ห้องนอน  เพราะว่าครอบครัวนี้มีบุตร 1 คน 

          หรือถ้าท่านโชคดี คนที่อยากจะซื้อห้องชุดในโครงการนี้  เขาต้องการแบบ 1 ห้องนอนแต่เขาอาจจะอยากได้ห้องที่มีระเบียงหันไปทางทิศใต้หรือทิศอื่นก็เป็นได้ หรือถึงแม้ว่าเขาอยากได้ห้องที่หันไปทางทิศตะวันออก แต่อย่าลืมนะครับว่าในตึกนี้ห้องที่หันไปทางทิศนี้ มันอาจจะมีหลายห้องก็ได้ ขออาจชอบห้องอื่น ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขาชอบมากกว่าก็ได้  หรือบางทีลูกค้าบางคน ยังมีความเชื่อในโชคลาง อาจจะนำตัวเลขห้องมาบวกกัน แล้วดูว่าผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นเลขมงคลหรือไม่ ซึ่งจากประสบการณ์ตรงของผมเคยพบมาหลายคนแล้ว เห็นไหมครับว่า อสังหาริมทรัพย์มีสภาพคล่องที่ต่ำมาก

แต่สิ่งที่ดีสำหรับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ นั่นคือเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ยกเว้นในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น ตอนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง  ราคาอสังหาริมทรัพย์ตกลงไปมาก แต่ไม่นานนัก ราคาก็กลับขึ้นมาใหม่  ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักในช่วงชีวิตของคนเรา

                    การที่ผมแบ่งสัดส่วนการลงทุนแบบนี้ เพราะผมไม่ต้องการให้พอร์ตของผมหวือหวาเกินไป เปรียบเสมือนคนเรายืนด้วยขาสองข้างจึงจะมั่นคง  การลงทุนในหุ้นเพียงอย่างเดียวเหมือนกับยืนบนขาข้างเดียว  เวลาเจอพายุลมแรง เราอาจล้มได้ แต่ถ้าเรายืนบนขาสองข้าง ย่อมจะยืนได้มั่นคงกว่า

                    อย่างไรก็ตาม ถ้าพอร์ตของผมโตขึ้นกว่านี้ สัดส่วนการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็จะลดลง  เพราะผมเป็นพวกสุขนิยม ติดสบาย ไม่อยากจ้างพนักงาน ไม่อยากติดต่อกับคนจำนวนมาก ผมคนเดียวดูแลอสังหาริมทรัพย์ได้เต็มที่ก็ไม่เกิน 30-40 ชิ้น มากกว่านั้นคงไม่ไหว เพราะต้องคอยไปเปิดห้องให้ลูกค้าดู ต้องไปดูแลเวลาที่ห้องมีปัญหา คงไม่มีเวลาทำอย่างอื่น  

กิติชัย เตชะงามเลิศ
       5/5/60

  
      ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่
 Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
 Twitter : http://twitter.com/value_talk
 Instagram : Gid_Kitichai
 Blog : http://kitichai1.blogspot.com
 You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9
 Google+ : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
 Linkedin : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
 Pinterest : http://www.pinterest.com/kitichai/
     หรือ 1.หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 ในคอลัมน์ "เขียนอย่างที่คิด"
              2.หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจหน้า 15 เดือนละครั้ง ในคอลัมน์ “จับช่องลงทุน”
              3.นิตยสาร Be Link ทุกเดือน
              4.นิตยสาร Me(Market Evolution) วารสารเภตรา ของสมาคมศิษย์เก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และ จุลสารเตชะสาร ของสมาคมเตชะสัมพันธ์ ทุกไตรมาส

 นอตติ้ง ฮิลล์ ดิ เอ็กซ์คลูซีฟ เจริญกรุง 93 (Notting Hill The Exclusive CharoenKrung 93) 3 ยูนิตราคาพิเศษ ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา ห่างจากเอเชียทีคเพียง 140 เมตร




ห้องที่จะขายดาวน์
1.ห้อง 403 ชั้น 4 ประเภทห้อง B2 : 1 นอน 1 น้ำ ไม่ติดลิฟท์ พื้นที่ใช้สอย : 27 ตารางเมตร ระเบียงหันไปทิศตะวันออกเฉียงเหนือ วิวสระว่ายน้ำ เฟอร์นิเจอร์ครบครัน ตกแต่งสวยมาก ราคา 2,700,000 บาท

2.ห้อง 410 ชั้น 4 ประเภทห้อง B4 : 1 นอน 1 น้ำ ไม่ติดลิฟท์ พื้นที่ใช้สอย : 32 ตารางเมตร ระเบียงหันไปทิศตะวันออกเฉียงใต้ ไม่โดนบล็อควิว เฟอร์นิเจอร์ครบครัน ตกแต่งสวยมาก ราคา 3,200,000 บาท

3.ห้อง 810 ชั้น 8 ประเภทห้อง B4 : 1 นอน 1 น้ำ ไม่ติดลิฟท์ พื้นที่ใช้สอย : 32 ตารางเมตร ระเบียงหันไปทิศตะวันออกเฉียงใต้ ไม่โดนบล็อควิว เฟอร์นิเจอร์ครบครัน ตกแต่งสวยมาก ราคา 3,300,000 บาท

ชื่อโครงการ
 นอตติ้ง ฮิลล์ ดิ เอ็กซ์คลูซีฟ เจริญกรุง 93 (Notting Hill The Exclusive CharoenKrung 93)
เจ้าของโครงการ
 บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)
เนื้อที่ทั้งหมด
 1-1-79 ไร่
จำนวนตึก
 1 อาคาร
จำนวนชั้น
 8 ชั้น
จำนวนห้อง
 132 ยูนิต
ลักษณะห้องและขนาดห้อง
– 1 Bedroom : ขนาดเริ่มต้น 27.00 ตร.ม.
– 2 Bedrooms :
ขนาดเริ่มต้น 41.00 ตร.ม.
ที่จอดรถทั้งหมด
 รอข้อมูลจากโครงการ




การเดินทาง
 รถประจำทางสาย 1, 75, 15, 547 เพื่อมายังซอยเจริญกรุง 93 ซึ่งป้ายรถเมล์จะตั้งอยู่ปากซอย หรือหากอยากนั่งเรือสัมผัสบรรยากาศแบบชิลๆ ก็สามารถทำได้โดยขึ้นเรือที่ท่าสาทร (จุดเดียวกับสถานีรถไฟฟ้าสะพานตากสิน) โดยให้ขึ้นลำที่จะเดินทางมายังเอเชียทีค จากนั้นให้เดินทะลุเอเชียทีคมาที่ถนนเจริญกรุง เมื่อข้ามถนนมาก็จะเจอกับซอย โครงการ
ที่ตั้ง
 ซอยเจริญกรุง 93 แขวงวัดพระยาไกร เขตบางคอแหลม กทม.10120 (ห่างจาก BTS สะพานตากสิน และจุดขึ้นลงทางด่วนบริเวณถนนจันทร์ 2 กม.)


ปีที่สร้างเสร็จ
 คาดว่าแล้วเสร็จปลายปี 2561




ค่าส่วนกลางและกองทุน
 รอข้อมูลจากโครงการ
สถานที่สำคัญใกล้เคียง
  1. เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ 0.1กม.
  2. โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี่ (Shrewsbury International School) 1 กม.
  3. รร.วัดสุทธิฯ
4.Chatrium Riverside Bangkok 1.3 กม.
5. Four Seasons Residence และ Capella 1.5 กม.
6.โรงแรม รามาดา ริเวอร์ไซด์ และ แม่น้ำ เรสซิเดนท์ 0.6 กม.
สิ่งอำนวยความสะดวก
  • Lobby
  • Mailbox
  • สระว่ายน้ำ
  • ฟิตเนส
  • สวนหย่อม
  • Access Card Control
  • CCTV
  • รปภ. 24 ชม.


    เส้นทางที่สามารถเข้าออกได้จากตัวโครงการ
-เจริญกรุง-เยาวราช
-
เจริญราษฏร์-สาทร
-
เจริญราษฏร์-พระราม 3
-
รัชดาภิเษก-ท่าพระ

ปล่อยเช่าอย่างไรถึงจะรวย?

                                            ปล่อยเช่าอย่างไรถึงจะรวย?


            หลายคนชอบถามผมว่า ผลตอบแทนจากการเช่าควรจะเป็นเท่าไหร่ จริงๆแล้วไม่มีคำตอบที่แน่นอนเสมอ มันขึ้นอยู่กับว่าในสถานการณ์นั้นนั้นอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดเป็นอย่างไร ถ้าอยู่ในช่วงสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง ความคาดหวังของผลตอบแทนจากการเช่า ย่อมสูงตามไปด้วย  ปกตินักลงทุนที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยคาดหวังผลตอบแทนจากการเช่า ส่วนใหญ่จะคาดหวังผลตอบแทนในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาด ไม่น้อยกว่า 2-3 เปอร์เซ็นต์เป็นอย่างต่ำ สำหรับในช่วงสภาวการณ์อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับต่ำในปัจจุบันนี้  ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ดังนั้นนักลงทุนย่อมคาดหวังผลตอบแทนจากการเช่าสุทธิที่ไม่ต่ำกว่า 4-5 เปอร์เซ็นต์   หลายท่านยังไม่ทราบว่าจะคำนวณผลตอบแทนจากการเช่าอย่างไร วิธีคำนวณง่ายๆก็คือนำค่าเช่าที่ได้รับแบ่งจ่ายรายเดือน ในกรณีที่เป็นคอนโดมิเนียม ซึ่งจะต้องมีค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ควรจะนำค่าใช้จ่ายดังกล่าว มาหักออกจากค่าเช่าที่ได้รับ เป็นค่าเช่ารับสุทธิต่อเดือนแล้วนำมาคูณกับ 12 เดือน ได้ตัวเลขเท่าไหร่ นำไว้เป็นตัวตั้ง เสร็จแล้วนำราคาต้นทุนที่ซื้อมาของคอนโดดังกล่าว ซึ่งควรจะนำค่าใช้จ่ายต่างๆ  เช่นค่าใช้จ่ายในการรับโอนคอนโดห้องดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นค่าโอนที่กรมที่ดิน ค่าเงินกองทุนคอนโด ซึ่งเป็นการจ่ายเพียงครั้งเดียว ส่วนค่าใช้จ่ายส่วนกลางรายเดือนเราได้นำไปหักจากค่าเช่ารับไว้ก่อนแล้ว จึงไม่ต้องนำมาคำนวณอีก  ตรวจค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกิดขึ้นในการได้มาของคอนโดนั้นนั้น ให้นำมารวมกับราคาคอนโดที่ซื้อมา แล้วนำไปเป็นตัวหาร  แล้วคุณด้วยร้อย ก็จะเป็นผลตอบแทนจากการให้เช่าต่อปี

             ยกตัวอย่างเช่น คอนโดซื้อมาราคา 2.30 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายในการรับโอน 1% ของราคาที่ซื้อ ซึ่งเท่ากับ 23,000 บาท  และมีเงินกองทุนคอนโด  500 บาทต่อตารางเมตร คอนโดยูนิตนี้มีขนาด 40 ตารางเมตร ดังนั้นเงินกองทุนคอนโดที่จะต้องจ่ายคิดเป็นเงิน 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง 45 บาทต่อตารางเมตร ต้องจ่ายล่วงหน้า 1 ปี คิดเป็นเงิน 45 คูณ 40 คูณ 12 รวมแล้วคิดเป็นเงิน 21,600 บาท  ค่าใช้จ่ายในการขอมิเตอร์ไฟอีก 4,500 บาท ค่าใช้จ่ายจิปาถะอีก 2,500 บาท ให้นำค่าใช้จ่ายทั้งหมด ยกเว้นค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ไม่ต้องนำมาคำนวณ เพราะว่าเราจะนำค่าใช้จ่ายส่วนกลางไปหักจากค่าเช่ารับอยู่แล้ว ดังนั้นต้นทุนทั้งหมดที่ได้มาของคอนโดยูนิตนี้จะเป็น 2.30 ล้านบาท บวก 23,000 บาท บวก 4,500 บาท บวก 2,500 บาท  รวมแล้วเป็น 2.33 ล้านบาท ต่อมาได้ปล่อยเช่าคอนโดยูนิตนี้ในอัตราค่าเช่า 14,000 บาทต่อเดือน ดังนั้นค่าเช่ารับสุทธิต่อเดือน เท่ากับ 14,000-(45x40) = 12,200 บาท  ค่าเช่ารับสุทธิ 1 ปีเท่ากับ 12,200x12 = 146,400  บาท  ผลตอบแทนจากการเช่าสุทธิเท่ากับ 146,400x100/2,330,000 = 6.28%/ปี 

           แต่ถ้าคิดผลตอบแทนแบบอนุรักษ์นิยม ค่าเช่าใน 1 ปี ควรจะคิดเพียง 10 เดือนกลัวว่าช่วงเวลาที่ไม่มีผู้เช่าหรือผู้เช่าคนเก่า ครบสัญญาการเช่าแล้ว ไม่ต่ออายุสัญญาเช่า  แล้วเรายังหาคนเช่ามาเช่าห้องนี้ต่อไม่ได้ หรือการที่เราใช้บริการของ agent  ซึ่งเราต้องเสียค่าบริการ เป็นค่าเช่า 1 เดือนสำหรับสัญญาการเช่า 1 ปี ดังนั้นนักลงทุนหลายท่านจึงไม่นิยมนำค่าเช่าสุทธิต่อเดือน คูณด้วย 12  แต่จะคูณด้วย 10  จากสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้นดังนั้นถ้าท่านเป็นนักลงทุนที่อนุรักษ์นิยม ผลตอบแทนจากการเช่าจะเท่ากับ 12,200x10x100/2,330,000 = 5.245/ปี เท่านั้น

               แต่ปัจจุบันนี้ ราคาคอนโดใหม่พุ่งขึ้นไปสูงมาก ในขณะที่อัตราค่าเช่าวิ่งตามไม่ทัน ท่านไม่สามารถจะคาดหวังที่จะได้รับผลตอบแทนจากการเช่าสุทธิแบบอนุรักษ์นิยมในอัตราที่สูงได้ เท่าที่ผมเห็นในท้องตลาด ดูแล้วผลตอบแทนดังกล่าวอย่างมากจะอยู่ที่ประมาณ 3-4 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ถ้าท่านอยากจะลงทุนในคอนโด ที่ให้ผลตอบแทนจากการเช่าในอัตราที่สูงกว่านี้ ท่านจะต้องลงทุนในคอนโดมือสอง ที่เจ้าของประกาศขาย  ซึ่งอาจจะพอหาได้ในอัตราผลตอบแทนที่ 5-7%  ยิ่งถ้าเป็นการซื้อคอนโด ที่ขายพร้อมผู้เช่า ยิ่งน่าสนใจใหญ่เลย เพราะท่านไม่ต้องไปหาผู้เช่า เพื่อมาเช่าห้องดังกล่าวหรือบางครั้งถ้าท่านใช้บริการของ agent  ท่านก็จะต้องเสียค่าบริการเป็นค่าเช่า 1 เดือน ยิ่งทำให้ผลตอบแทนที่ท่านจะได้รับน้อยลง  

             โดยที่ท่านใช้วิธีการคำนวณดังกล่าวข้างต้นมาคำนวณ แล้วเลือกดูว่าคอนโดที่ประกาศขาย จะให้ผลตอบแทนจากการเช่าเท่าไหร่  ถ้าคำนวณแล้วได้ผลตอบแทนในอัตราที่ท่านพอใจ คอนโดยูนิตนั้นก็จะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ท่านจะรับไว้พิจารณา  แล้วยิ่งถ้าคอนโดยูนิตนั้น มีโอกาสที่ราคาจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต ก็จะเป็นมูลค่าส่วนเพิ่ม และทำให้อัตราผลตอบแทนโดยรวมเพิ่มขึ้นไปอีก ในสภาวการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยต่ำติดดินในปัจจุบันนี้ การลงทุนคอนโดเพื่อหวังผลตอบแทนจากการเช่า ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่จะเพิ่มความมั่งคั่งให้กับท่าน ได้เป็นอย่างดี

กิติชัย เตชะงามเลิศ
       5/5/60

  
      ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่
 Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
 Twitter : http://twitter.com/value_talk
 Instagram : Gid_Kitichai
 Blog : http://kitichai1.blogspot.com
 You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9
 Google+ : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
 Linkedin : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
 Pinterest : http://www.pinterest.com/kitichai/
     หรือ 1.หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 ในคอลัมน์ "เขียนอย่างที่คิด"
              2.หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจหน้า 15 เดือนละครั้ง ในคอลัมน์ “จับช่องลงทุน”
              3.นิตยสาร Be Link ทุกเดือน
              4.นิตยสาร Me(Market Evolution) วารสารเภตรา ของสมาคมศิษย์เก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และ จุลสารเตชะสาร ของสมาคมเตชะสัมพันธ์ ทุกไตรมาส

ขายคอนโดสุขุมวิทลีฟวิ่งทาวน์ อโศก สุขุมวิท เดิน 2 นาที จากรถไฟใต้ดินเพชรบุรีและท่าเรือเพชรบุรี และ 8 นาทีจากสถานีแอร์พอร์ตลิ้ง ขายพร้อมผู้เช่า ผลตอบแทนจากการเช่าค่อนข้างดี =5.26%/ปี
  



โครงการ มี พื้นที่ 4 ไร่ 2 งาน 91 ตรว. 36ชั้น 453 ยูนิต ที่จอดรถ 540 คัน คิดเป็น 119% มี สระว่ายน้ำ ห้องออกกำลังกาย และห้องล็อคเกอร์ ซาวน่า สตีม แยกชายหญิง
         ห้องที่จะชายเลขที่ 299/40(502) ชั้น 5 แบบห้องเอ เนื้อที่ 59 ตารางเมตร ไม่มีตึกบัง ราคา 5,700,000 บาท ฟรีค่าโอน มี   1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ  1ห้องรับแขก เฟอร์นิเจอร์ครบครัน ตกแต่งสวยมาก พร้อมเครื่องปรับอากาศ  2 เครื่อง รวมทั้งที่จอดรถ 1 คัน ห้องหันทิศเหนือ ขายพร้อมผู้เช่าโดยค่าเช่า 25,000 บาท/เดือน สัญญาเช่าสิ้นสุด 25/11/60 ผลตอบแทนจากการเช่า =5.26%/ปี โครงการใกล้กันขนาดเท่ากัน ขายกันที่ 12,000,000 บาท

       


คอนโดย่านเพลินจิต แพงไปหรือยัง?

                                            คอนโดย่านเพลินจิต แพงไปหรือยัง? 


            ในช่วงเวลา 10-20 ปีที่ผ่านมา หลังจากคนกรุงเทพฯได้สัมผัสกับระบบรถไฟฟ้าทั้งลอยฟ้า และใต้ดิน ทำให้คนส่วนใหญ่ถ้าสามารถเลือกได้ ก็คงอยากจะเลือกที่อยู่อาศัยที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า นอกจากจะเดินทางสะดวก และรวดเร็ว ทั้งยังคาดการณ์เวลาเดินทางได้ค่อนข้างแม่นยำ ทำให้ไม่ต้องเผื่อเวลารถติด คนอยู่คอนโดใกล้รถไฟฟ้า จึงนอนตื่นสายได้อีกหน่อย ยิ่งไปกว่านั้นบริเวณรอบๆสถานีรถไฟฟ้า โดยเฉพาะสถานีที่อยู่ในตัวเมืองชั้นใน จะล้อมรอบไปด้วยอาคารสำนักงานเกรด A แหล่งช้อปปิ้งชั้นเลิศ โรงแรมระดับ 5 ดาว ร้านอาหารเก๋ๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้
            ปัจจุบันจุดศูนย์กลางในกรุงเทพฯที่เป็นแหล่งรวบรวม LIFE STYLE ที่ LUXURY คงไม่มีใครแย่งตำแหน่งนี้ไปได้ นั่นก็คือ บริเวณสยามสแควร์ลากยาวมาถึงเพลินจิต ซึ่งมีทั้งสยามแสควร์ สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคอฟเวอรี่ สยามพารากอน เซ็นทรัลเวิลด์ โรงแรมแกรนด์ไฮแอทเอราวัณ เอ็มบาสซี่ โรงแรมพาร์คไฮแอท (ที่กำลังจะเปิด)เกษรพลาซ่า (ซึ่งกำลังจะเปิดอาคารใหม่อีก 1 อาคาร) เซ็นทรัลชิดลม โรงเรียนมาแตร์ ฯลฯ



วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ถึงเวลาซื้อคอนโดที่หัวหินหรือยัง?

                                                                            ถึงเวลาซื้อคอนโดที่หัวหินหรือยัง?

          เสน่ห์ของหัวหินไม่เคยมีวันจืดจางไปจากสังคมไทย ตั้งแต่สมัยแม่พลอยในเรื่องสี่แผ่นดิน ชนชั้นสูงในสมัยนั้นก็นิยมไปพักผ่อนที่หัวหินกันมากมาย  ตราบจนปัจจุบันนี้หัวหินก็ยังเป็นที่นิยมของคนไทยทั่วไป ยิ่งปัจจุบันนี้การเดินทางไปหัวหินสะดวกขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก   ถ้าขับรถยนต์จากกรุงเทพไปหัวหิน สามารถเดินทางได้ 2 เส้นทาง คือ
           เส้นทางแรก ใช้เส้นทางสายธนบุรี-ปากท่อ (ทางหลวงหมายเลข 35) ผ่านจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงครามแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4) ผ่านจังหวัดเพชรบุรี เข้าสู่ตัวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมระยะทางประมาณ 280 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง

           เส้นทางที่สอง ใช้เส้นทางสายเพชรเกษม ทางหลวงหมายเลข 4 ผ่านพุทธมณฑล นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี เข้าสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมระยะทางประมาณ 320 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง
           ปัจจุบันนี้มีเรือโดยสารเฟอร์รี่บริการระหว่างพัทยาและหัวหิน เป็นเรือโดยสาร Catamaran Ferry ซึ่งใช้เวลาเดินทางเพียง 1 ชม. 40 นาที  ค่าโดยสารราคา 1,250 บาท/เที่ยว ประหยัดเวลาการเดินทางได้เกือบ 3 เท่าเมื่อเทียบกับการเดินทางโดยรถยนต์ ยิ่งปัจจุบันนี้สนามบินสัตหีบได้เปิดให้บริการแก่ผู้โดยสาร ทั้งในและต่างประเทศ ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการมาเที่ยวพัทยาสามารถมาลงที่สนามบินสัตหีบได้เลย  แล้วถ้าจะเดินทางไปเที่ยวต่อที่หัวหินก็สามารถนั่งเรือเฟอร์รี่ดังกล่าว ซึ่งเป็นการประหยัดเวลาในการเดินทางและสะดวกมากเลยทีเดียว
           นอกจากนั้นโครงการในอนาคตที่รัฐบาลกำลังจะทำอีกคือ
1.รถไฟทางคู่ 5 เส้นทางหลังปรับทีโออาร์ใหม่ กำลังเปิดประมูลสายหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ 90 กม. วงเงิน 8,500 ล้านบาท
2.รถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-หัวหิน ระยะทาง 211 กม. วงเงิน 94,673 ล้านบาท
        ซึ่งเมื่อทำเสร็จแล้วก็จะทำให้การเดินทางไปหัวหินมีทางเลือกมากขึ้น และสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้เกิดการคาดหวังว่าจะมีทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติเดินทางไปเที่ยวที่หัวหินเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก และเมื่อมองย้อนดูการเติบโตของนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนหัวหินในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา จะพบว่ามีการเติบโตในระดับปานกลาง คือจากปี 2555 ที่มีนักท่องเที่ยวที่มาเยือนหัวหินประมาณ 4.1 ล้านคน ในขณะที่ปี 2559 มีนักท่องเที่ยวที่มาเยือนหัวหินเกือบ 5 ล้านคน เพิ่มขึ้นมามากกว่า 20% โดยมีสัดส่วนระหว่างนักท่องเที่ยวไทยกับต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 80 : 20  ซึ่งเป็นสัดส่วนเดียวกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่วน Occupancy rate  จากปี 2555  ที่ 45.37%  มีอัตราการเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก โดยในปี 2558 Occupancy rate  อยู่ที่ 65.70 %  แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่พักในหัวหิน มีการเติบโตในระดับสูง   ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะจำนวนห้องพักในโรงแรมที่จดทะเบียนถูกต้องตามพรบ.โรงแรมมีปริมาณลดลงโดยในปี 2555 มีจำนวนห้องพักรวมทั้งสิ้น 10,152 ห้องต่อมาปี 2558 ปริมาณห้องพักเหลือเพียง 8,969 ห้อง หรือลดลง 11.65% ในขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยือนหัวหินมีปริมาณมากขึ้น 21.41% จึงทำให้ occupancy rate สูงขึ้นอย่างนั้น ตามตารางที่ 1 และจำนวนวันโดยเฉลี่ยที่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ เข้ามาเช่าห้องพักในโรงแรมที่หัวหินอยู่ที่ประมาณ 3 วัน
ตารางที่ 1 : สถานการณ์ที่พักในหัวหินปี 2555-2559
ปี
จำนวนผู้มาเยือน
จำนวน
ห้องพัก
Occupancy
 rate
ส่วนแบ่งที่พัก
ไทย
%
ต่างชาติ
%
รวม
%
ไทย
%
ต่างชาติ
%
2555
2556
2557
2558
2559
3,249,413
3,500,499
3,730,587
3,868,173
3,997,638

7.73
6.57
3.69
3.35
866,327
916,526
930,407
967,198
999,410

5.79
1.52
3.95
3.32
4,115,740
4,417,025
4,660,994
4,835,371
4,997,048

7.32
5.52
3.74
3.34
10,152
10,133
9,157
8,969

45.37
54.47
60.84
65.70

71.68
71.16
72.55
72.41





28.32
28.84
27.45
27.59






          ถึงแม้ว่าจะมีที่พักที่ไม่ได้จดทะเบียนตามพรบ.โรงแรม เช่น Guesthouse, Homestay ฯลฯ อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งรวมทั้งอสังหาในรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ อาคารพาณิชย์  ที่มาให้บริการผ่าน airbnb โดยมีสัดส่วนการเข้าพักในโรงแรมที่จดทะเบียนตามพรบ.โรงแรม ระหว่างคนไทยกับคนต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 72 : 28 ตามตารางที่ 2
ตารางที่ 2 : จำนวนผู้ที่ไปเที่ยวหัวหิน และจำนวนวันที่พักช่วงระหว่างปี 2555-2560
ปี
จำนวนผู้มาเยือน
จำนวนวันที่พัก
ไทย
%
ต่างชาติ
%
รวม
%
ไทย
%
ต่างชาติ
%
รวม
%
2555
2556
2557
2558
2559
3,249,413
3,500,499
3,730,587
3,868,173
3,997,638

7.73
6.57
3.69
3.35
866,327
916,526
930,407
967,198
999,410

5.79
1.52
3.95
3.32
4,115,740
4,417,025
4,660,994
4,835,371
4,997,048

7.32
5.52
3.74
3.34
3.20
3.17
3.06
2.97





3.67
3.55
3.51
3.43




3.33
3.28
3.18
3.10


          ทั้งๆที่สัดส่วนระหว่างนักท่องเที่ยวไทยกับต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 80 : 20 นี่แสดงให้เห็นว่านักท่องเที่ยวไทยน่าจะมีที่พักเป็นของตนเอง หรืออาจจะมาพักกับญาติพี่น้อง หรืออาจจะพักกับที่พักที่ไม่ได้จดทะเบียนตามพรบ.โรงแรมประมาณ 8 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ จากสัดส่วนดังกล่าวถ้าผมเป็น Property Developer ผมคงจะพุ่งความสนใจไปที่กลุ่มคนไทยมากกว่าคนต่างชาติ จากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด ทำให้เห็นว่าราคาอสังหาที่หัวหิน  อีกภายใน 5 ปีข้างหน้าน่าจะมีโอกาสที่ราคาขึ้นไปได้อีกพอสมควร ดังนั้นการลงทุนในอสังหาที่หัวหินก็ยังพอมีอนาคตอยู่  เนื่องจากที่ดินติดทะเลมีน้อยลง จากการที่พื้นที่ดังกล่าว ถูกนำไปพัฒนาไปมากแล้ว ราคาที่ดินจึงสูงขึ้นเกือบทุกปี ท่านที่คิดจะซื้อคอนโดติดทะเลที่หัวหิน ก็น่าจะศึกษาหาข้อมูลของโครงการต่างๆ เพื่อไว้เปรียบเทียบในการพิจารณาที่จะซื้อกันนะครับ
        มีอยู่โครงการหนึ่ง ที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจ โครงการนั้นคือ วีรันดา เรสซิเดนซ์  หัวหิน (Veranda Residence Hua-Hin)



       ซึ่งเป็นโครงการที่พักอาศัยตากอากาศสุดพรีเมี่ยม ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 2.5 พันล้านบาท บนที่ดินแปลงใหญ่ทำเลทองผืนสุดท้าย ริมชายหาดหัวหิน พื้นที่รวมกว่า 14 ไร่ ใกล้กับเขาตะเกียบ อีกทั้งยังสะดวกสบายสำหรับการเดินทาง ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอาทิ  เพียง 3 นาทีจากท่าเรือเฟอร์รี่หัวหิน - พัทยา  และตลาดไนท์มาร์เก็ต ซิคาด้า  หรือเพียง 5 นาทีจากโรงพยาบาลกรุงเทพ หัวหิน และศูนย์การค้า บลูพอร์ต หัวหิน หรือเพียง 10 นาทีจากสวนน้ำวานา นาวา นอกจากนี้ วีรันดา เรสซิเดนซ์  หัวหิน ยังจัดเป็น First Hotel Serviced Beachfront Design Residence หรือเป็นที่พักอาศัยริมชายหาดแห่งแรก ที่มาพร้อมกับการบริการแบบโรงแรม เพราะว่าภายในโครงการจะมีส่วนของบูทีคโฮเทล ภายใต้แบรนด์น้องใหม่ “A Veranda Collection”  เพื่อสร้างมาตรฐานการบริการและมอบประสบการณ์วันพักผ่อน ที่ลูกค้าไม่เคยได้รับจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่น ที่คอนโดเหล่านั้นส่วนใหญ่ถูกบริหารโดยนิติบุคคลอาคารชุดทั่วๆไป วีรันดา เรสซิเดนซ์ หัวหิน จึงเหมาะกับการเป็นบ้านหลังที่สอง ทั้งเพื่อการพักผ่อนและการลงทุน  นอกจากนั้นโครงการยังถูกออกแบบในแนว Modern Contemporary ด้วยการนำลักษณะและศิลปะของพื้นที่ มาผสมผสานให้เข้ากับความทันสมัยที่เหมาะแก่การพักผ่อนที่เน้นการออกแบบการตกแต่งภายใน รวมถึงการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ระดับไฮเอนด์ที่มีดีไซน์เฉพาะตัว ซึ่งออกแบบโดย Quattro design



        และเสริมความโดดเด่นที่ทำให้วีรันดาแตกต่างจากโครงการคอนโดมิเนียมทั่วไปคือ การเน้นพื้นที่ของ Landscape ให้มาก ออกแบบให้มีสระว่ายน้ำเป็นองค์ประกอบหลักของพื้นที่  เรียกได้ว่าเป็นที่พักริมทะเล ที่มีพื้นที่สระว่ายน้ำมากที่สุดของหัวหินเลยทีเดียว นับว่าเจ้าของโครงการใจปล้ำมาก เพราะว่าการทำเช่นนั้น จะทำให้มีพื้นที่ขายน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งยังเป็นการเพิ่มต้นทุนในการพัฒนาโครงการให้สูงขึ้น แต่ในทางกลับกันก็เป็นผลดีกับลูกค้า ที่จะได้พื้นที่ส่วนกลางซึ่งเป็นสระว่ายน้ำมากกว่าโครงการอื่นๆ ทำให้มีความน่าอยู่มากขึ้น

  
         บริษัท วีรันดา รีสอร์ท แอนด์ สปา จำกัด เจ้าของโครงการเอง ได้ประสบความสำเร็จอย่างงดงามกับโครงการวีรันดา รีสอร์ท หัวหิน, วีรันดา เชียงใหม่ เดอะ ไฮ รีสอร์ท, วีรันดา รีสอร์ท พัทยา และ วีรันดา เรสซิเดนซ์ พัทยา มาก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งยังได้รับรางวัลจาก Tripadvisor ถึง 4 ปีซ้อน


จึงสามารถสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าที่สนใจจะซื้อ วีรันดา เรสซิเดนซ์  หัวหิน  ได้เป็นอย่างดี
          อนึ่ง ในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่มีการก่อสร้างโครงการใหม่ๆ โดยเฉพาะ Beachfront Residence ใน อ.หัวหิน อีกทั้งพื้นที่ติดทะเลริมหาดผืนใหญ่ หาได้ยากขึ้น ถึงแม้ว่าอาจจะยังมีที่ดินว่างเปล่าอยู่บริเวณ เขาเต่า ปึกเตียนและปราณบุรีอยู่บ้าง แต่พื้นที่เหล่านั้นยังไกลจากศูนย์กลางเมืองและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมถึงหาดทรายก็ยังไม่สวยเท่าหัวหิน จึงยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก ในขณะที่ความต้องการของผู้ซื้อคอนโดติดชายหาดหัวหินยังมีจำนวนมาก การเปิดตัวของ วีรันดา เรสซิเดนซ์  หัวหิน น่าจะตอบโจทย์กลุ่มผู้สนใจที่จะซื้อคอนโดในหัวหินได้เป็นอย่างดี ทั้งในแง่ทำเล ราคา การตกแต่ง(สไตล์รีสอร์ท) และการที่มี Hotel Service ซึ่งเป็นการให้บริการแบบเหนือระดับกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ
               ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.verandaresidence.com หรือ โทร. 088-895-2121





  กิติชัย เตชะงามเลิศ
       4/5/60

  
      ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่
 Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
 Twitter : http://twitter.com/value_talk
 Instagram : Gid_Kitichai
 Blog : http://kitichai1.blogspot.com
 You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9
 Google+ : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
 Linkedin : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
 Pinterest : http://www.pinterest.com/kitichai/
     หรือ 1.หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 ในคอลัมน์ "เขียนอย่างที่คิด"
              2.หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจหน้า 15 เดือนละครั้ง ในคอลัมน์ “จับช่องลงทุน”
              3.นิตยสาร Be Link ทุกเดือน
              4.นิตยสาร Me(Market Evolution) วารสารเภตรา ของสมาคมศิษย์เก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และ จุลสารเตชะสาร ของสมาคมเตชะสัมพันธ์ ทุกไตรมาส