จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร

จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร
เล่าประสบการณ์การลงทุนของผมที่นำไปใช้ได้ง่ายๆ

วันพุธที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ถึงเวลาซื้อหุ้นประกันชีวิตกันแล้ว?

                                                                            ถึงเวลาซื้อหุ้นประกันชีวิตกันแล้ว?


           ผมจำได้ว่าเมื่อประมาณ  10 ปีที่แล้ว ที่ผมเริ่มสนใจธุรกิจประกันชีวิตจากการอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ธุรกิจฉบับหนึ่ง  ซึ่งได้สัมภาษณ์นายกสมาคมประกันชีวิตว่า ในช่วงเวลานั้นมีคนไทยเพียง 17% ที่ทำประกันชีวิต ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยจนน่าตกใจมาก ความที่ผมเป็นคนซอกแซกก็เลยไป GOOGLE ดูว่า แล้วคนชาติอื่นในเอเชียเขาทำประกันชีวิตกันคิดเป็นสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์ของประชากร โดยเริ่มจากประเทศญี่ปุ่นก่อน ในฐานะเป็นประเทศที่ผมชอบมากประเทศหนึ่ง ก็พบว่าคนญี่ปุ่นทำประกันชีวิตกันมากกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่ามีหลายคนที่ทำประกันชีวิตมากกว่า 1 กรมธรรม์ ทำให้ผมเห็นโอกาสของธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทย  น่าจะมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เมื่อย้อนกลับไปดูการเติบโตของเบี้ยประกันชีวิตในประเทศไทยจัดเก็บเป็นตัวเลข 2 หลักมาตลอด ในระยะ 5 ปีย้อนหลัง ซ้ำยังมีการเติบโตเป็น 3 ถึง 5 เท่าของ GDP ของประเทศ นับว่าเป็นธุรกิจที่ OUTPERFORM  เมื่อเทียบกับธุรกิจอื่นๆ แล้วรัฐเองก็เห็นประโยชน์ของการทำประกันชีวิต จะเห็นได้ว่า มีการออกมาตรการส่งเสริมธุรกิจประกันชีวิตมาโดยตลอด โดยให้ผู้ซื้อประกันชีวิตสามารถนำเบี้ยประกันชีวิตที่ชำระแก่บริษัทประกันชีวิตที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย  เพิ่มขึ้นมาตลอด  โดยปัจจุบันผู้ซื้อประกันชีวิตสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ปีละ 100,000 บาท(แต่เดิมเบี้ยประกันชีวิตลดหย่อนภาษีได้ 10,000 บาท ต่อมาในปี พ.ศ. 2545 ปรับเพิ่มเป็น 50,000 บาท แล้วมาเพิ่มเป็น 100,000 บาทต่อปีในภายหลัง) และถ้าซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญก็สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้อีกปีละ 200,000บาท  ต้องเป็น 300,000 บาท (แต่ยังไม่อนุญาตให้นำเบี้ยประกันสุขภาพมาลดหย่อนได้) นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมค้นพบหุ้นพลิกชีวิตของผม SCBLIF หรือ SCNYL(ชื่อในสมัยนั้น) ที่สร้างผลตอบแทนให้ผมถึง 1,800% ภายในเวลา 7-8 ปี โดยธนาคารไทยพาณิชย์ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ได้ทำการนำ SCBLIF ออกจากตลาดไปเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่แล้ว

           ภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตไทยปี 2559 มีเบี้ยประกันชีวิตรวมทั้งสิ้น 568,260.4 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโตถึงร้อยละ 5.7 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จำแนกเป็นเบี้ยประกันชีวิตรายใหม่ จำนวน 161,568.8 ล้านบาท และเบี้ยประกันชีวิตปีต่อไป 406,691.6 ล้านบาท ซึ่งมีอัตราการคงอยู่ของกรมธรรม์ประกันชีวิตร้อยละ 84 เบี้ยประกันชีวิตรายใหม่ จะประกอบด้วย (1) เบี้ยประกันชีวิตปีแรก มีจำนวน 110,196.0 ล้านบาท (2) เบี้ยประกันชีวิตจ่ายครั้งเดียว จำนวน 51,372.8 ล้านบาท(ข้อมูล : คปภ)

        ล่าสุดมีข่าวว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์  ได้ให้นโยบายแก่กรมสรรพากรเพื่อพิจารณาเรื่องการให้ประชาชนประกันสุขภาพ และสามารถนำค่าเบี้ยประกันดังกล่าวมาหักลดหย่อนภาษีได้ โดยยังไม่กำหนดตัวเลขที่แน่นอน แต่คาดว่าน่าจะอยู่ที่ 15,000 บาทต่อปี ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดภาระค่ารักษาพยาบาลของบัตรทอง  และประกันสังคมให้ลดลง ยิ่งปัจจุบันสังคมไทยเข้าสู่ AGING SOCIETY  ไปเรียบร้อยแล้ว เพราะว่าในขณะนี้มีคนไทยมากกว่า 13% ที่มีอายุเกิน 60 ปี ซึ่งจะส่งผลให้สามารถประหยัดงบประมาณของประเทศได้มากขึ้น  โดยทางกรมสรรพากรก็เห็นด้วยกับหลักการ เพราะว่าเป็นมาตรการที่จะยังประโยชน์ให้กับหลายฝ่าย ทั้งผู้ทำประกัน บริษัทประกัน และรัฐบาล ตัวเลขล่าสุดเมื่อปี 2559 จำนวนเปอร์เซ็นต์ของคนไทยที่ทำประกันชีวิต = 38 %(สมมุติว่าในตัวเลขนี้คนไทยทำประกันชีวิตคนละ 1  กรมธรรม์) จากจำนวนประชากรทั้งหมด 66 ล้านคน(ข้อมูล : สถาบันวิจัยประชากรและสังคมมหาวิทยาลัยมหิดล) นั่นหมายความว่า มีคนไทยที่ทำประกันชีวิตประมาณ 25.10 ล้านคน ถ้าคนไทยจำนวนนี้ ซื้อเบี้ยประกันสุขภาพเพื่อหวังลดหย่อนภาษีสัก 20 %(ไม่นับคนที่ซื้อประกันสุขภาพก่อนหน้านี้แล้ว) เท่ากับว่าจะมีคนไทยประมาณ 5.02 ล้านคนที่จะซื้อประกันสุขภาพเพิ่มขึ้น  แล้วสมมติต่อไปอีกว่า คนจำนวนนี้จะซื้อประกันสุขภาพเฉลี่ยคนละ 25,000 บาท(ถึงแม้ว่าถ้าประกาศออกมาแล้วว่า สามารถนำมาลดหย่อนได้เพียง 15,000 บาทก็ตาม  แต่เชื่อว่าบริษัทประกันทั้งหลาย คงจะนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับประกันสุขภาพ ให้เห็นถึงประโยชน์ในการทำประกันสุขภาพ ถ้าจ่ายค่าเบี้ยประกันสุขภาพด้วยจำนวนเงินที่มากขึ้น จะได้รับการชดเชย ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าห้องพักผู้ป่วย ค่าห้องผ่าตัด ฯลฯ  ในอัตราที่สูงขึ้น ยิ่งปัจจุบันนี้ค่าใช้จ่ายทางด้านการรักษาพยาบาล ในโรงพยาบาลเอกชนสูงขึ้นมาก คงจะมีผู้ซื้อประกันสุขภาพหลายคน ยอมจ่ายเงินที่สูงกว่าจำนวนเงินที่สามารถจะนำมาลดหย่อนภาษีได้)

         นั่นหมายความว่าตัวเลขเบี้ยประกันสุขภาพ ที่บริษัทประกันจะได้รับ = 5,020,000 คน x 25,000 บาท = 125,500 ล้านบาท ในปี 2560 ถ้ามาตรการลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพคลอดออกมาทันภายในปีนี้ และให้มีผลสำหรับปีภาษี 2560 ทีนี้เรามาดูตัวเลขเบี้ยประกันชีวิตของปี 2559 จะพบว่ามีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 568,260.4 ล้านบาท ดังนั้นเบี้ยประกันสุขภาพ ที่บริษัทประกันจะขายได้ในปีนี้ คิดเป็น 125,500/568,260 = 22.08%  ของเบี้ยประกันชีวิตรวมทั้งหมดปี 2559 จะทำให้ปีนี้ ธุรกิจประกันชีวิต OUTPERFORM ธุรกิจอื่นๆแบบไม่เห็นฝุ่นเลย ยิ่งช่วงนี้ราคาหุ้นบริษัทประกันชีวิต ลงมาจากจุดสูงสุด 40-55% เมื่อเห็นตัวเลขแบบนี้แล้ว นักลงทุนสมองไว จะต้องทำอย่างไรกันดีครับ

กิติชัย เตชะงามเลิศ
     9/8/60

ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยเอาเม้าส์ไปทางด้านขวามือจะมีแถบแสดงออกมา แล้วเลือกคลิกไอคอนที่เขียนว่าสมัครรับข้อมูล เมื่อผมมีบทความใหม่ ท่านก็จะทราบทันที

  
      ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่

 Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
 Twitter : http://twitter.com/value_talk
 Instagram : Gid_Kitichai
 Blog : http://kitichai1.blogspot.com
 You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9
 Google+ : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
  Pinterest : http://www.pinterest.com/kitichai/

      หรือ 1.หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 ในคอลัมน์ "เขียนอย่างที่คิด"   
              2.หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจหน้า 15 เดือนละครั้ง ในคอลัมน์ “จับช่องลงทุน” 
              3.นิตยสาร Be Link ทุกเดือน 
              4.นิตยสาร GQ เดือนเว้นเดือน
              5.นิตยสาร Me(Market Evolution) วารสารเภตรา ของสมาคมศิษย์เก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และ จุลสารเตชะสาร ของสมาคมเตชะสัมพันธ์ ทุกไตรมาส

หาอสังหาทั้งถูกและดีเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ได้ที่  http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty


ขายดาวน์คอนโด ไฮด์ สุขุมวิท 11(Hyde Sukhumvit 11) 3 ยูนิตสุดสวย ราคาพิเศษ เดิน 5 นาทีจากสถานี BTSนานา
       Hyde Sukhumvit 11 : ไฮด์ สุขุมวิท 11 คลองเตยเหนือ วัฒนา เนื้อที่ทั้งหมด: 2-1-58 ไร่ ประมาณ 478 ยูนิต ที่จอดรถ 276คัน คอนโด High Rise 2 อาคารA 39 ชั้น, B 9 ชั้น  พื้นที่โครงการ: 3,918 ตรม.แล้วเสร็จ 04/2561 เป็นคอนโดมิเนียมสูง39 ชั้น บนที่ดินขนาด 2-1-58 ไร่ งานออกแบบอาคารทางโครงการเลือกใช้สถาปนิก A49 ซึ่งเป็นสถาปนิกที่มีชื่อเสียงแนวหน้าของไทยมาออกแบบในสไตล์ Modern Luxury สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายในโครงการถือว่าจัดเต็มตามลักษณะคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมือง ทั้งพื้นที่ล็อบบี้เพดานสูงโปร่งเลือกใช้ผนังกระจกสูงเต็มบานเพื่อให้พื้นที่ภายในอาคารได้รู้สึกถึงพื้นที่สวน lanscape ที่โอบล้อม พื้นที่สวนพักผ่อนพร้อมกำแพงน้ำตกสร้างความสดชื่นเป็นธรรมชาติ ห้องอนกประสงค์ ห้อง Theater ห้อง Golf Simulator Game room และห้องสมุดภายในโครงการ เพื่อรองรับความต้องการใช้พื้นที่เพื่อพักผ่อนภายในโครงการของเจ้าของห้อง ภายในโครงการจะประกอบด้วยอาคารพักอาศัย อาคาร โดยอาคาร เป็นอาคารพักอาศัยหลัก ส่วนอาคาร เป็นพื้นที่พักอาศัยและที่จอดรถอัตโนมัติ ลักษณะการออกแบบแปลนโครงการจะวางอาคาร ไว้ส่วนหน้าติดกับถนนสุขุมวิท 11 จากนั้นจะคั่นด้วยพื้นที่สวนส่วนกลางถัดไปจะเป็นตัวอาคารหลัก สำหรับการออกแบบแปลนลักษณะนี้จะทำให้สวนส่วนกลางอาคารพักอาศัยที่โอบล้อมทำให้พื้นที่สวนเป็นส่วนตัวดูน่าพักอาศัย ได้ร่มเงาจากตัวอาคารช่วยบังแดด




·        Fitness
·        Sky Garden
·        Digital Door Lock
·        Golf Simulator Room
·        Automatic Parking
·        Key Card Access
·        24 hours Security Guards
·        Sinking fund = 600/sqm., Common fee = 60 baht/sqm.
·        No contract transfer fee.
ห้องที่จะขาย:
1).0302 TYPE 1B อาคาร ชั้น พื้นที่ 34.50 ตรม. 1ห้องนอน 1 ห้องน้ำ เฟอร์นิเจอร์ครบครัน ตกแต่งสวยมาก หันไปทางทิศใต้ ลมเย็นตลอดปี ไม่ใกล้ลิฟต์ ไม่ใกล้ห้องขยะ วิวสวย ไม่โดนบล็อกวิว ราคา 5,600,000 บาท
2).0402 TYPE 1B อาคาร A ชั้น พื้นที่ 34.50 ตรม. 1ห้องนอน 1 ห้องน้ำ เฟอร์นิเจอร์ครบครัน ตกแต่งสวยมาก หันไปทางทิศใต้ ลมเย็นตลอดปี ไม่ใกล้ลิฟต์ ไม่ใกล้ห้องขยะ วิวสวย ไม่โดนบล็อกวิว ราคา 6,000,000 บาท
3).0911 TYPE 2B อาคาร A ชั้น พื้นที่ 58.00 ตรม. ห้องนอน 2 ห้องน้ำ เป็นห้องมุม เฟอร์นิเจอร์ครบครัน ตกแต่งสวยมาก หันไปทางทิศตะวันออก ไม่ใกล้ลิฟต์ ไม่ใกล้ห้องขยะ วิวสวย ไม่โดนบล็อกวิว ราคา 10,000,000บาท
       
         

วันพุธที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ลงทุนคอนโดกำไรเป็นล้าน(ตอนจบ)

                                            ลงทุนคอนโดกำไรเป็นล้าน(ตอนจบ)



             บทความตอนที่แล้วผมได้พูดถึงประสบการณ์การลงทุนอันเลวร้าย ในช่วงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจ  รวมถึงการลงทุนในหุ้นและอสังหา แล้วทิ้งท้ายด้วยเรื่องจุดประสงค์ของการลงทุนในอสังหาที่มี 2 ประเภทคือ

 1.เก็งกำไร โดยหวังที่จะขายใบจองได้ก่อนที่โครงการจะสร้างเสร็จ หรือที่หลายๆคนมักเรียกว่า "จับเสือมือเปล่า" นักเก็งกำไรเหล่านี้ มักคิดว่าเป็นการลงทุนที่ใช้เงินลงทุนต่ำ เพราะโดยปกติช่วงเวลาการผ่อนชำระค่างวดที่เริ่มต้นตั้งแต่ เงินจอง ทำสัญญา แล้วก็ผ่อนชำระค่างวด รวมเป็นจำนวนเงินทั้งหมด ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 10 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นคอนโดราคา 2.8 ล้านบาท เงินจอง 30,000 บาท  เงินทำสัญญา 50,000 บาท  เงินผ่อนชำระค่างวดอีก 24 งวดๆละ 10,000 บาท รวมเป็นเงินในขั้นตอนดังกล่าว 320,000 บาท หรือคิดเป็น 11.43 เปอร์เซ็นต์ของราคาคอนโดยูนิตที่ซื้อ สมมุติว่าผ่อนไปได้ 15 เดือน สามารถขายยูนิตนี้ไปได้ ที่ราคา 3 ล้านบาทถ้วน เราลองมาคำนวณดูว่า นักเก็งกำไรท่านนี้จะได้ผลตอบแทนจากเงินลงทุนเท่าไหร่ ส่วนต่างของราคาที่ขายกับราคาที่ซื้อมา 3,000,000-2,800,000 = 200,000 บาท จากจำนวนเงินที่ได้ชำระไปทั้งสิ้น 30,000+50,000+(10,000x15) = 230,000 บาท  ดังนั้นผลตอบแทนจากการเก็งกำไรครั้งนี้ (200,000/230,000)x100 = 86.96%   ดูแล้วเป็นตัวเลขที่ถูกใจผู้มีเงินออม ในยามที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร 1 ปีที่เข้ากับ 2% ต่อปีแน่นอน จึงทำให้ปัจจุบันนี้ มีนักเก็งกำไรที่มุ่งแสวงหากำไรจากใบจองคอนโดมากมาย แต่มีความจริงบางอย่างที่หลายๆคนอาจจะไม่ทราบ มีนักเก็งกำไรส่วนหนึ่ง ที่จำเป็นจะต้องมาขายใบจอง ในราคาเท่าทุน หรือขาดทุนเสียด้วยซ้ำ เพราะว่าระหว่างที่ถือรอที่จะขาย ในช่วงที่โครงการยังสร้างไม่เสร็จ จนสร้างเสร็จ แต่ยังขายไม่ได้ ซ้ำร้ายยังต้องหาเงินมาจ่ายอีกก้อนใหญ่ประมาณ 80 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ของราคายูนิตที่ซื้อ  เพื่อไว้จ่ายตอนโอน เงินออมส่วนตัวก็มีไม่พอ แถมไปกู้แบงค์ ก็ยังกู้ไม่ผ่านเสียอีก มีโอกาสที่จะถูกทาง Developer ยึดเงินที่ผ่อนชำระมาทั้งหมด หลายครั้งที่ผมแนะนำให้เพื่อนๆว่า ช่วงเวลาที่จะซื้อคอนโดในราคา Presale อีกช่วงหนึ่งก็คือตอนที่คอนโดสร้างเสร็จ ซึ่งมักจะมีนักเก็งกำไรส่วนหนึ่ง ที่ต้องยอมทิ้งไพ่ ขายใบจองในราคาเท่าทุนหรืออาจจะขาดทุนด้วยซ้ำ จากเหตุผลข้างต้นที่ผมกล่าวมา

        2. ลงทุน  นั่นหมายความว่าคุณพร้อมที่จะโอนยูนิตที่คุณซื้อไว้ เมื่อโครงการสร้างเสร็จ ซึ่งยังอาจแบ่งได้เป็น 2 จุดประสงค์คือ

                2.1 ตั้งใจที่จะขายยูนิตที่คุณซื้อไว้ หลังจากที่ตึกสร้างเสร็จ โดยปกติช่วงเวลาที่จะขายคอนโดที่ซื้อไว้ให้ได้ราคาดีก็คือช่วง

2.1.1.โครงการขายหมดแล้ว  ยิ่งโครงการที่ฮอตมากๆ อย่างเช่นปิดการขายภายในเวลาไม่เกิน 2-3  วัน ยิ่งทำให้การบวกราคาจากใบจองได้ผลกำไรสูงมากเมื่อเทียบกับเงินจอง

2.1.2.โครงการสร้างใกล้เสร็จแล้ว หรือใกล้ที่จะโอน จะมีคนซื้อกลุ่มหนึ่งที่ไม่ชอบซื้อตอนที่โครงการยังเป็นกระดาษ หรือเพิ่งก่อสร้างไปไม่นาน เพราะเกรงว่าโครงการก่อสร้างไม่เสร็จ เพราะเคยเห็นมีบางโครงการที่สร้างไปกลางคันแล้วทิ้งร้างไว้ หรือบางโครงการที่ไม่ได้สร้างขึ้นมาเลยก็มี

2.1.3.โครงการสร้างเสร็จไปพักใหญ่แล้ว ลูกค้าที่จองซื้อก่อนหน้านี้ ก็โอนไปหมดแล้ว  หมดคู่แข่งที่เป็นนักเก็งกำไร แนะนำว่าให้โอนชื่อเข้าไปอยู่ในสำมะโนครัวของคอนโดยูนิตนี้ เมื่อเกิน 1 ปีเวลาขายไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่หนักคือ 3.3%  ยิ่งถ้าขายภายในปีที่ 2 หลังจากโอน ก็จะทำให้เสียภาษีเงินได้ส่วนบุคคลน้อยกว่าการถือระยะยาว เพราะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้มากกว่า

                2.2 ตั้งใจที่จะถือยูนิตที่ซื้อไว้ เพื่อหวังปล่อยเช่า ซึ่งสามารถคาดหวังผลตอบแทนจากการเช่าสุทธิ(หลังหักค่าส่วนกลางและค่าใช้จ่ายอื่นๆ) ได้ประมาณ 2 ถึง 10% ขึ้นอยู่กับว่าเป็นคอนโดใหม่หรือคอนโดเก่า เป็นคอนโดในเมืองหรือคอนโดชานเมือง  คอนโดใหม่ในใจกลางเมืองเนื่องจากอัตราค่าเช่าวิ่งขึ้นไปช้ากว่าราคาต่อยูนิต  ทำให้ผลตอบแทนจากการเช่าสุทธิจะอยู่ที่ประมาณ 2-3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น   แต่มีโอกาสที่จะได้ Capital gain  ในขณะที่คอนโดเก่าชานเมือง ผลตอบแทนจากการเช่าสุทธิ  อาจวิ่งไปถึง 10 เปอร์เซ็นต์  แต่โอกาสที่จะได้ Capital gain  น้อยมาก ที่จริงผมเคยเขียนบทความชื่อปล่อยเช่าอย่างไรถึงจะรวย?” ซึ่งเคยลงหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ฉบับวันที่ 28 มีนาคม 2560 เขียนไว้อย่างละเอียดเลยทีเดียว  หรือจะอ่านบทความนี้ได้ที่ http://kitichai1.blogspot.com/2017/05/blog-post_5.html

           การลงทุนอะไรก็ตามควรยึดหลัก ไม่ลงทุนเกินตัว มิฉะนั้นการที่จะได้กำไร อาจจะกลายเป็นขาดทุนก็ได้  อย่างเช่นพวกจับเสือมือเปล่าที่ผมกล่าวข้างต้น และก่อนที่จะลงทุนควรจะศึกษาหาข้อมูล แล้วพิจารณาให้ถี่ถ้วน  มิฉะนั้นอาจจะต้องมาเสียใจภายหลัง

เคล็ดลับการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ให้ประสบความสำเร็จ(ตอนที่ 1) อ่านต่อที่ http://kitichai1.blogspot.com/2017/08/1.html

กิติชัย เตชะงามเลิศ
     2/8/60

ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยเอาเม้าส์ไปทางด้านขวามือจะมีแถบแสดงออกมา แล้วเลือกคลิกไอคอนที่เขียนว่าสมัครรับข้อมูล เมื่อผมมีบทความใหม่ ท่านก็จะทราบทันที

  
      ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่

 Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
 Twitter : http://twitter.com/value_talk
 Instagram : Gid_Kitichai
 Blog : http://kitichai1.blogspot.com
 You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9
 Google+ : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
  Pinterest : http://www.pinterest.com/kitichai/

      หรือ 1.หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 ในคอลัมน์ "เขียนอย่างที่คิด"   
              2.หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจหน้า 15 เดือนละครั้ง ในคอลัมน์ “จับช่องลงทุน” 
              3.นิตยสาร Be Link ทุกเดือน 
              4.นิตยสาร GQ เดือนเว้นเดือน
              5.นิตยสาร Me(Market Evolution) วารสารเภตรา ของสมาคมศิษย์เก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และ จุลสารเตชะสาร ของสมาคมเตชะสัมพันธ์ ทุกไตรมาส

หาอสังหาทั้งถูกและดีเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ได้ที่  http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty


ขายดาวน์คอนโด ไฮด์ สุขุมวิท 11(Hyde Sukhumvit 11) 3 ยูนิตสุดสวย ราคาพิเศษ เดิน 5 นาทีจากสถานี BTS นานา
       Hyde Sukhumvit 11 : ไฮด์ สุขุมวิท 11 คลองเตยเหนือ วัฒนา เนื้อที่ทั้งหมด: 2-1-58 ไร่ ประมาณ 478 ยูนิต ที่จอดรถ 276 คัน คอนโด High Rise 2 อาคาร: A 39 ชั้น, B 9 ชั้น  พื้นที่โครงการ: 3,918 ตรม.แล้วเสร็จ 04/2561 เป็นคอนโดมิเนียมสูง 39 ชั้น บนที่ดินขนาด 2-1-58 ไร่ งานออกแบบอาคารทางโครงการเลือกใช้สถาปนิก A49 ซึ่งเป็นสถาปนิกที่มีชื่อเสียงแนวหน้าของไทยมาออกแบบในสไตล์ Modern Luxury สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายในโครงการถือว่าจัดเต็มตามลักษณะคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมือง ทั้งพื้นที่ล็อบบี้เพดานสูงโปร่งเลือกใช้ผนังกระจกสูงเต็มบานเพื่อให้พื้นที่ภายในอาคารได้รู้สึกถึงพื้นที่สวน lanscape ที่โอบล้อม พื้นที่สวนพักผ่อนพร้อมกำแพงน้ำตกสร้างความสดชื่นเป็นธรรมชาติ ห้องอนกประสงค์ ห้อง Theater ห้อง Golf Simulator Game room และห้องสมุดภายในโครงการ เพื่อรองรับความต้องการใช้พื้นที่เพื่อพักผ่อนภายในโครงการของเจ้าของห้อง ภายในโครงการจะประกอบด้วยอาคารพักอาศัย 2 อาคาร โดยอาคาร A เป็นอาคารพักอาศัยหลัก ส่วนอาคาร B เป็นพื้นที่พักอาศัยและที่จอดรถอัตโนมัติ ลักษณะการออกแบบแปลนโครงการจะวางอาคาร B ไว้ส่วนหน้าติดกับถนนสุขุมวิท 11 จากนั้นจะคั่นด้วยพื้นที่สวนส่วนกลางถัดไปจะเป็นตัวอาคารหลัก สำหรับการออกแบบแปลนลักษณะนี้จะทำให้สวนส่วนกลางอาคารพักอาศัยที่โอบล้อมทำให้พื้นที่สวนเป็นส่วนตัวดูน่าพักอาศัย ได้ร่มเงาจากตัวอาคารช่วยบังแดด




·        Fitness
·        Sky Garden
·        Digital Door Lock
·        Golf Simulator Room
·        Automatic Parking
·        Key Card Access
·        24 hours Security Guards
·        Sinking fund = 600/sqm., Common fee = 60 baht/sqm.
·        No contract transfer fee.
ห้องที่จะขาย:
1).0302 TYPE 1B อาคาร A ชั้น 3 พื้นที่ 34.50 ตรม. 1ห้องนอน 1 ห้องน้ำ เฟอร์นิเจอร์ครบครัน ตกแต่งสวยมาก หันไปทางทิศใต้ ลมเย็นตลอดปี ไม่ใกล้ลิฟต์ ไม่ใกล้ห้องขยะ วิวสวย ไม่โดนบล็อกวิว ราคา 5,600,000 บาท
2).0402 TYPE 1B อาคาร A ชั้น 4 พื้นที่ 34.50 ตรม. 1ห้องนอน 1 ห้องน้ำ เฟอร์นิเจอร์ครบครัน ตกแต่งสวยมาก หันไปทางทิศใต้ ลมเย็นตลอดปี ไม่ใกล้ลิฟต์ ไม่ใกล้ห้องขยะ วิวสวย ไม่โดนบล็อกวิว ราคา 6,000,000 บาท
3).0911 TYPE 2B อาคาร A ชั้น 9 พื้นที่ 58.00 ตรม. 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ เป็นห้องมุม เฟอร์นิเจอร์ครบครัน ตกแต่งสวยมาก หันไปทางทิศตะวันออก ไม่ใกล้ลิฟต์ ไม่ใกล้ห้องขยะ วิวสวย ไม่โดนบล็อกวิว ราคา 10,000,000 บาท



ลงทุนคอนโดกำไรเป็นล้าน(ตอนที่ 1)

                                ลงทุนคอนโดกำไรเป็นล้าน(ตอนที่ 1)

                                                    
            ปัจจุบันคนไทย สนใจหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องการลงทุนมากขึ้น จะเห็นได้จากหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องการลงทุนมีมากมาย บนชั้นหนังสือตามร้านหนังสือทั่วไป  ยิ่งสมัยนี้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของสถาบันการเงิน อยู่ในระดับที่ต่ำมาก  ทำให้คนที่พอจะมีเงินออมต้องขวนขวายช่องทาง ในการทำให้เงินงอกเงยมากขึ้น เพราะจะมาหวังดอกเบี้ยจากเงินฝากสถาบันการเงิน ก็คงไม่เพียงพอ 

            อสังหาริมทรัพย์ก็สามารถตอบโจทย์นี้ได้อย่างดีทีเดียว เพราะว่าโดยปกติ ราคาอสังหาริมทรัพย์  จากทวีมูลค่าขึ้นไปเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป โอกาสที่ราคาอสังหาริมทรัพย์จะตกลงก็ต่อเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ๆ อย่างเช่นวิกฤตต้มยํากุ้ง เมื่อปี 2540 ที่เริ่มเกิดขึ้นในประเทศไทย แล้วได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อคนไทยและเศรษฐกิจไทย ทั้งยังส่งผลกระทบไปถึงประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย ลาว เวียดนาม เกาหลีใต้ ฯลฯ   

            ปีนี้ก็เป็นการครบรอบ20 ปีของวิกฤตดังกล่าว  ผมเชื่อว่าในชีวิตคนเราโอกาสที่จะเห็นวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ๆเช่นนี้ อย่างมากก็ 2-3 ครั้งเท่านั้น แต่ที่พูดแบบนี้ ไม่ได้หมายความว่า วิกฤตเศรษฐกิจกำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้  ผมยังจำได้ว่าตอนช่วงนั้นคนตกงานกันมากมาย แถมยังมีหนี้สินรกรุงรังเต็มไปหมด  มีคนฆ่าตัวตายหลายคน เนื่องมาจากวิกฤตครั้งนั้น  ผมเองก็เอาตัวแทบไม่รอดเหมือนกันเพราะในช่วงนั้นผมก็มีหนี้กับสถาบันการเงินค่อนข้างมาก แต่โชคดีที่ยอมตัดขาดทุนหุ้นที่ลงทุน เพื่อนำเงินไปชำระหนี้กับสถาบันการเงินจนหมดหนี้ และยังเหลือเงินไว้ส่วนหนึ่งสำหรับไว้ใช้จ่ายในช่วงเศรษฐกิจย่ำแย่ในขณะนั้น ด้วยคำนวณว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า ผมจะต้องมีค่าใช้จ่ายประมาณเท่าใด  เพราะในช่วงเวลานั้น เหมือนกับอยู่ในอุโมงค์ที่มืดมิด ซึ่งไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายทางเลย นับว่าผมเป็นคนหนึ่งที่โชคดีที่สามารถเอาตัวรอดได้ในช่วงนั้น

            ทำให้ผมลดความ AGGRESSIVE  ในการลงทุนลงมาก จากการลงทุนที่มีสัดส่วนหนี้ต่อส่วนทุนของผม เกินหนึ่งเท่ามาตลอด จนกลายเป็นไม่มีหนี้ แม้อาจจะทำให้ทรัพย์สินผมลดลงก็ตาม  คงเป็นเพราะความคิดเข็ดขยาด  แล้วไม่อยากให้ตัวเองต้องอยู่ในภาวะเช่นนั้นอีก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมก็เริ่มกลับมาการเป็นคนมีหนี้อีก อย่างไรก็ตามหนี้เหล่านี้ เกิดขึ้นมาจากความต้องการที่จะลงทุน  ในทรัพย์สินที่ผมเชื่อว่าจะทวีมูลค่าในอนาคต  เพียงแต่ผมเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยผมเพิ่มพอร์ตการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้มากขึ้น และลดพอร์ตการลงทุนในหุ้นลง เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุน แต่ก็คงสภาพคล่องให้กับพอร์ตการลงทุนไว้ด้วย เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์ที่ถึงแม้จะทวีมูลค่าขึ้นไปเรื่อยๆ  แต่มีข้อเสียคือสภาพคล่องต่ำ ไม่ใช่คิดว่าอยากจะขาย ก็จะขายได้ทันที 

            ในขณะที่หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง อยากจะขายเมื่อไหร่ ก็มีคนรอซื้ออยู่ แต่มีข้อเสียคือมีความผันผวนของราคาสูงมาก ซึ่งอาจจะสร้างความเสียหาย ให้กับพอร์ตการลงทุนได้เป็นอย่างมาก ผมยังจำได้เลยว่า ในช่วงวิกฤตครั้งร้ายแรง ราคาหุ้นของบริษัทต่างๆ ลดลงไปอย่างน่าใจหายตั้งบริษัทราคาลงไปถึง 90 กว่าเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว  จากเงินลงทุน 1 ล้านบาทเหลือไม่ถึง 100,000 บาท คุณทำใจได้ไหมครับ และยังมีสถาบันการเงินที่ต้องปิดไปหลายๆบริษัท ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ ดูเป็นสถาบันการเงินที่แข็งแกร่ง มีการเจริญเติบโตของยอดรายได้และกำไรสูง ใบหุ้นของสถาบันการเงินที่ปิดไปเหล่านี้ มีนักลงทุนหลายท่านนำมันมาใช้เป็นวอลเปเปอร์ติดที่ข้างฝาบ้าน ไม่รู้ว่าเพื่อประชด หรือว่าเอาไว้เตือนสติตัวเองในการลงทุนครั้งต่อไป

           บทความนี้จะขอเน้นเรื่องการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์  ถ้าคุณสนใจที่จะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ก่อนอื่นคุณต้องตัดสินใจก่อนว่า การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ของคุณครั้งนี้เป็นการลงทุนเพื่ออะไร เพราะว่าในการลงทุนของคุณแต่ละครั้ง อาจจะมีจุดประสงค์ไม่เหมือนกัน บางครั้งคุณอาจจะต้องการซื้อเพื่อเก็งกำไร แต่บางครั้งอาจจะต้องการซื้อเพื่อลงทุน ดังนั้นวิธีการที่จะซื้ออสังหาจากจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน ย่อมต้องมีวิธีการที่แตกต่างกันด้วยเช่นกัน ที่นี้เรามาดูจุดประสงค์ของการซื้ออสังหาโดยทั่วๆไปจะแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ

         1. เก็งกำไร โดยหวังที่จะขายใบจองได้ก่อนที่โครงการจะสร้างเสร็จ หรือที่หลายๆคนมักเรียกว่า "จับเสือมือเปล่า"

        2. ลงทุน  นั่นหมายความว่าคุณพร้อมที่จะโอนยูนิตที่คุณซื้อไว้ เมื่อโครงการสร้างเสร็จ ซึ่งยังอาจแบ่งได้เป็น 2 จุดประสงค์คือ

               2.1 ตั้งใจที่จะขายยูนิตที่คุณซื้อไว้ หลังจากที่ตึกสร้างเสร็จ

               2.2 ตั้งใจที่จะถือยูนิตที่ซื้อไว้ เพื่อหวังปล่อยเช่า

          ติดตามอ่านบทความหน้า ซึ่งผมจะแนะนำวิธีการซื้ออสังหา ไม่ว่าจุดประสงค์ของการซื้อครั้งนั้น จะเป็นการลงทุนหรือเก็งกำไรก็ตาม

 เคล็ดลับการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ให้ประสบความสำเร็จ(ตอนจบ) อ่านต่อที่ http://kitichai1.blogspot.com/2017/08/blog-post.html

กิติชัย เตชะงามเลิศ
     2/8/60

ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยเอาเม้าส์ไปทางด้านขวามือจะมีแถบแสดงออกมา แล้วเลือกคลิกไอคอนที่เขียนว่าสมัครรับข้อมูล เมื่อผมมีบทความใหม่ ท่านก็จะทราบทันที

  
      ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่

 Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
 Twitter : http://twitter.com/value_talk
 Instagram : Gid_Kitichai
 Blog : http://kitichai1.blogspot.com
 You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9
 Google+ : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
  Pinterest : http://www.pinterest.com/kitichai/

      หรือ 1.หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 ในคอลัมน์ "เขียนอย่างที่คิด"   
              2.หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจหน้า 15 เดือนละครั้ง ในคอลัมน์ “จับช่องลงทุน” 
              3.นิตยสาร Be Link ทุกเดือน 
              4.นิตยสาร GQ เดือนเว้นเดือน
              5.นิตยสาร Me(Market Evolution) วารสารเภตรา ของสมาคมศิษย์เก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และ จุลสารเตชะสาร ของสมาคมเตชะสัมพันธ์ ทุกไตรมาส

หาอสังหาทั้งถูกและดีเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ได้ที่  http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty

 นอตติ้ง ฮิลล์ ดิ เอ็กซ์คลูซีฟ เจริญกรุง 93 (Notting Hill The Exclusive CharoenKrung 93) 3 ยูนิตสุดสวย ราคาพิเศษ ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา ห่างจากเอเชียทีคเพียง 140 เมตร




ห้องที่จะขายดาวน์
1.ห้อง 403 ชั้น 4 ประเภทห้อง B2 : 1 นอน 1 น้ำ ไม่ติดลิฟท์ พื้นที่ใช้สอย : 27 ตารางเมตร ระเบียงหันไปทิศตะวันออกเฉียงเหนือ วิวสระว่ายน้ำ เฟอร์นิเจอร์ครบครัน ตกแต่งสวยมาก ราคา 2,700,000 บาท

2.ห้อง 410 ชั้น 4 ประเภทห้อง B4 : 1 นอน 1 น้ำ ไม่ติดลิฟท์ พื้นที่ใช้สอย : 32 ตารางเมตร ระเบียงหันไปทิศตะวันออกเฉียงใต้ ไม่โดนบล็อควิว เฟอร์นิเจอร์ครบครัน ตกแต่งสวยมาก ราคา 3,200,000 บาท

3.ห้อง 810 ชั้น 8 ประเภทห้อง B4 : 1 นอน 1 น้ำ ไม่ติดลิฟท์ พื้นที่ใช้สอย : 32 ตารางเมตร ระเบียงหันไปทิศตะวันออกเฉียงใต้ ไม่โดนบล็อควิว เฟอร์นิเจอร์ครบครัน ตกแต่งสวยมาก ราคา 3,300,000 บาท
ชื่อโครงการ
 นอตติ้ง ฮิลล์ ดิ เอ็กซ์คลูซีฟ เจริญกรุง 93 (Notting Hill The Exclusive CharoenKrung 93)

เจ้าของโครงการ
 บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)

เนื้อที่ทั้งหมด
 1-1-79 ไร่

จำนวนตึก
 1 อาคาร

จำนวนชั้น
 8 ชั้น

จำนวนห้อง
 132 ยูนิต

ลักษณะห้องและขนาดห้อง
– 1 Bedroom : ขนาดเริ่มต้น 27.00 ตร.ม.
– 2 Bedrooms : ขนาดเริ่มต้น 41.00 ตร.ม.

ที่จอดรถทั้งหมด
 รอข้อมูลจากโครงการ







การเดินทาง
 รถประจำทางสาย 1, 75, 15, 547 เพื่อมายังซอยเจริญกรุง 93 ซึ่งป้ายรถเมล์จะตั้งอยู่ปากซอย หรือหากอยากนั่งเรือสัมผัสบรรยากาศแบบชิลๆ ก็สามารถทำได้โดยขึ้นเรือที่ท่าสาทร (จุดเดียวกับสถานีรถไฟฟ้าสะพานตากสิน) โดยให้ขึ้นลำที่จะเดินทางมายังเอเชียทีค จากนั้นให้เดินทะลุเอเชียทีคมาที่ถนนเจริญกรุง เมื่อข้ามถนนมาก็จะเจอกับซอย โครงการ

ที่ตั้ง
 ซอยเจริญกรุง 93 แขวงวัดพระยาไกร เขตบางคอแหลม กทม.10120 (ห่างจาก BTS สะพานตากสิน และจุดขึ้นลงทางด่วนบริเวณถนนจันทร์ 2 กม.)




ปีที่สร้างเสร็จ
 กรกฎาคม 2560

ค่าส่วนกลางและกองทุน
 45 บาท/ตร.ม.และ 500 บาท/ตร.ม. ตามลำดับ







สถานที่สำคัญใกล้เคียง
  1. เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ 0.1กม.
  2. โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี่ (Shrewsbury International School) 1 กม.
  3. รร.วัดสุทธิฯ
4.Chatrium Riverside Bangkok 1.3 กม.
5. Four Seasons Residence และ Capella 1.5 กม.
6.โรงแรม รามาดา ริเวอร์ไซด์ และ แม่น้ำ เรสซิเดนท์ 0.6 กม.

สิ่งอำนวยความสะดวก
  • Lobby
  • Mailbox
  • สระว่ายน้ำ
  • ฟิตเนส
  • สวนหย่อม
  • Access Card Control
  • CCTV
  • รปภ. 24 ชม.





    เส้นทางที่สามารถเข้าออกได้จากตัวโครงการ

-เจริญกรุง-เยาวราช
-เจริญราษฏร์-สาทร
-เจริญราษฏร์-พระราม 3
-รัชดาภิเษก-ท่าพระ