จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร

จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร
เล่าประสบการณ์การลงทุนของผมที่นำไปใช้ได้ง่ายๆ

วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561

Health care กับ Mega Trend (ตอนจบ)


Health care กับ Mega Trend (ตอนจบ)


          บทความ 4 ตอนที่ผ่านมาที่ผมพูดเกี่ยวกับธุรกิจ Health care สวนใหญ่จะเป็นการมองในภาพรวมของทั้งโลก ส่วนบทความสัปดาห์นี้ผมจะเน้นถึงธุรกิจนี้ที่อยู่ในประเทศไทยครับ ธุรกิจ Health care ในประเทศไทยมีมาตั้งนานแล้ว ผมขอเริ่มตั้งแต่สมัยที่มีเริ่มตั้งโรงพยาบาลเป็นเรื่องเป็นราวสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ที่พระองค์ได้เล็งเห็นถึงการขาดสถานพยาบาล เพื่อดูแลรักษาพสกนิกรที่เจ็บป่วย จึงมีพระราชดำริก่อตั้งโรงพยาบาลขึ้นเป็นครั้งแรกในราชอาณาจักรสยาม แต่ในสมัยนั้นมีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาขน ไม่ได้หวังค้ากำไร เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลของรัฐ

           ต่อมาคนไทยที่มีรายได้สูงเริ่มมีจำนวนมากขึ้น จึงเริ่มมีธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนมาตอบสนองความต้องการในบริการที่ดีขึ้น ต่อมาเริ่มมีการแตกขยายสาขาเป็น Hospital chain หรือ hospital network เริ่มมีการนำโรงพยาบาลเอกชนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น จนปัจจุบันมีมากกว่า 10 บริษัทแล้วและยังมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยมี บริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) เป็น Chain ที่ใหญ่ที่สุด มี Market cap มากถึง 350,000 ล้านบาทเลยทีเดียว จนทำให้กลุ่มการแพทย์ ซึ่งเมื่อย้อนหลังไป 10 ปีที่แล้ว กลุ่มนี้นับว่าเป็นกลุ่มที่เล็ก Market cap ทั้งกลุ่มมีมูลค่าน้อยมากเมื่อเทียบกับ Market cap รวมของตลาด ต่อมาหลังจากเริ่มได้รับความนิยมจากนักลงทุน ทำให้กลุ่มการแพทย์มี P/E ที่สูงขึ้น จนถึงปัจจุบันเฉลี่ยประมาณ 30-40 กว่าเท่า เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาอัตราการเจริญเติบโตของรายได้และกำไรค่อนข้างสูง ประเทศไทยเรายังมีจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งสถานพยาบาลค่อนข้างน้อย ยิ่งต่างจังหวัดแล้วยิ่งน้อยใหญ่ ทำให้โอกาสของธุรกิจนี้ยังมีอีกมากมาย



           นี่ยังไม่รวมผลกระทบจาก AEC ซึ่งทำให้ Hospital chain ของไทยไม่ว่าจะเป็น Chain ใหญ่หรือเล็ก มีโอกาสสอดแทรกเข้าไปตั้งคลีนิคหรือโรงพยาบาลที่ประเทศในกลุ่ม ASEAN โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLMV (Cambodia, Laos, Myanmar, และ Vietnam) ซึ่งยังขาดแคลนโรงพยาบาลชั้นนำอย่างมาก นอกจากการไปตั้งสถานพยาบาลในประเทศเหล่านี้แล้ว ยังสามารถที่จะรับบริหารจัดการโรงพยาบาลอื่นๆ โดยรับรู้เป็นค่าจ้างบริหารจัดการ อย่างเช่น ที่กลุ่ม IHH ของมาเลเซียทำอยู่ในหลายๆ ประเทศ ทำให้บริษัทมีโอกาสได้เรียนรู้ตลาดในประเทศนั้นๆ ว่ามีความต้องการบริการในรูปแบบไหน และประเภทของโรคภัยไข้เจ็บ ทำให้สามารถตั้งเป็นศูนย์รักษาโรคเฉพาะทางได้อีกด้วย ซึ่งการรับบริหารเป็นหนึ่งในนโยบาย Asset light ทำให้กลุ่มโรงพยาบาลที่รับบริหารไม่ต้องลงทุนมากมายเหมือนการลงทุนแบบ Green field ที่ใช้การลงทุนที่มากและต้องใช้เวลาในการก่อสร้างโรงพยาบาล หรืออาจจะเข้าไป Takeover โรงพยาบาลทั้งในต่างจังหวัด และโรงพยาบาลในกลุ่ม ASEAN ด้วยกัน ยิ่งเครือข่ายที่ใหญ่มากขึ้นเท่าไร Economy of scale ก็จะมากขึ้นเท่านั้น อำนาจในการต่อรองทางธุรกิจไม่ว่าจะเป็นการสั่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ

Health care กับ Mega Trend ตอนที่ 4


                       Health care กับ Mega Trend ตอนที่ 4


          บทความตอนที่แล้วผมได้พูดถึงว่า ธุรกิจ health care สามารถจำแนกได้เป็น 4 ประเภท วันนี้เรามาลงรายละเอียดกันครับ    
     
      1. PHARMA เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยารักษาโรค ซึ่งรวมทั้งอาหารเสริม ที่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่นิยมทานกันเพื่อสุขภาพ และเพื่อลดโอกาสที่จะเป็นโรคต่างๆ ธุรกิจยาเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้มหาศาล  ลองดูตัวอย่างยารักษาโรคต่างๆ ช่วงที่มีการออกยาตัวใหม่ๆ มา ราคาจะแพงมากเม็ดหนึ่งอาจจะตกถึง 200-300 บาท เนื่องจากได้จดลิขสิทธิ์ไว้ พอลิขสิทธิ์หมดอายุ บริษัทยาอื่นๆ สามารถผลิตได้ ราคาบางครั้งเหลือเม็ดละไม่ถึง 1 บาท Margin มหาศาลเพียงไหน ถึงแม้พอจะเข้าใจได้ว่า ค่าใช้จ่ายในการทำ LAB วิจัย เพื่อค้นคว้าผลิตยาเพื่อรักษาโรคร้ายต่างๆ จะมีมากก็จริง แต่กำไรก็ยังมหาศาลอยู่ดี ลองดูจากอัตราการทำกำไรจากงบการเงินของบริษัทยาข้ามชาติใหญ่ๆ ดูสิครับ เห็นแล้วจะตกใจเพราะว่า margin สูงมาก เมื่อไม่กี่ปีก่อนมีนักลงทุนรายหนึ่งเข้าไปกว้านซื้อหุ้นของบริษัทยาแห่งหนึ่งซึ่งผลิตยารักษาโรคชนิดหนึ่งหลังจากนั้นนักลงทุนรายนี้ก็ได้เข้าไปมีส่วนบริหารจัดการบริษัทยาแห่งนั้นและได้เพิ่มราคาขายยาขึ้นไปอีกหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้ผู้ป่วยที่จำเป็นจะต้องใช้ยาตัวนี้หลายหลายคน ไม่สามารถที่จะหาเงินมาจ่ายค่ายาเพื่อรักษาโรคของตัวเองได้

        2. BIOTECH เป็นธุรกิจด้านเทคโนโลยีทางชีวภาพ เพื่อพัฒนาเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของมนุษยชาติ ช่วยลดการติดเชื้อของโรคต่างๆ เช่นวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ หรือการค้นพบวิธีการผลิตและใช้ STEM CELL เพื่อบำบัดโรคหรือ อาการผิดปกติต่างๆ ทางร่างกาย เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของคน ซึ่งเพื่อนบ้านเราอย่างเช่นสิงคโปร์ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญกับการวิจัยเกี่ยวกับทางด้านไบโอเทคนี้เป็นอย่างมาก บริษัทใหญ่ๆข้ามชาติก็ได้มาตั้งบริษัทในประเทศสิงคโปร์เป็นจำนวนมาก


Health care กับ Mega Trend ตอนที่ 3


                               Health care กับ Mega Trend ตอนที่ 3


          จากตัวเลขของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ซึ่งได้จัดพิมพ์ "สารประชากร มหาวิทยาลัยมหิดล"  ได้ระบุว่าประมาณกลางปี 2561 ประเทศไทยจะมีประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปเป็นจำนวน 11,770,000 คน  จำนวนประชากรทั้งหมด 66,234,000 คน  หรือคิดเป็นสัดส่วน 17.77% โดยในจำนวนนี้เป็นผู้หญิงที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป 6,457,000 คนจากจำนวนประชากรผู้หญิงทั้งหมด 33,780,000 คน หรือคิดเป็นสัดส่วน 19.11% และเป็นผู้ชายที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป 5,313,000 คน จากจำนวนประชากรผู้ชายทั้งหมด 32,454,000 คน หรือคิดเป็นสัดส่วน 16.37% สงสัยจะจริงอย่างที่เขาว่า "ผู้หญิงแก่ง่ายตายยาก" มีการคาดการณ์กันว่าภายในปี 2565 ประเทศไทยจะมีประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปีมากถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมดนั่นหมายความว่าประเทศไทยจกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุแบบสมบูรณ์แบบ

             ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงวัยเหล่านี้จึงน่าจะมีอนาคตที่สดใสตามไปด้วย เท่าที่ผมคิดดูธุรกิจที่น่าจะได้รับอานิสงค์มีดังต่อไปนี้

1) ธุรกิจประกันชีวิต แน่นอนฐานอายุเฉลี่ยของประชากรที่สูงขึ้น ย่อมทำให้ความต้องการที่จะทำประกันชีวิตเพื่อความมั่นคงของชีวิตมากขึ้น จำนวนคนไทยที่ทำประกันชีวิตยังมีเพียง 38% เท่านั้น เมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่นที่ทำประกันชีวิตมากกว่า 100% (บางคนทำประกันชีวิตมากกว่า 1 กรมธรรม์) ดังนั้นโอกาสเติบโตยังมีอีกสูงมาก แต่น่าเสียดายที่บริษัทประกันชีวิตที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีเพียง 2 ผมอยากให้คปภ. ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับและดูแลทั้งบริษัทประกันภัยและประกันชีวิต นอกจากบังคับให้บริษัทประกันเหล่านี้เป็นบริษัทจำกัด (มหาชน) อย่างที่เป็นอยู่แล้ว น่าจะผลักดันให้ทุกบริษัทต้องเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมดภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 ปีนับจากนี้ เพราะว่าการเข้ามาเป็นบริษัทจดทะเบียนทำให้ต้องทำงบการเงินที่โปร่งใส ต้องมีการตั้งกรรมการอิสระที่ได้รับการอนุมัติจากเจ้าหน้าที่ตลาดหลักทรัพย์ เพราะว่าบริษัทประกันเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเงินออมระยะยาวและการคุ้มครองผู้ถือกรมธรรม์เป็นจำนวนมาก ถ้ามีความไม่มั่นคง ไม่โปร่งใส ผลกระทบย่อมเกิดในวงกว้างเป็นแน่ ถึงแม้คปภ. จะมีการกำกับดูแลที่ดีอยู่แล้ว แต่ถ้าได้หน่วยงานอย่างเช่น ตลาดหลักทรัพย์และกลต. ช่วยกำกับดูแลเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง น่าจะเป็นสิ่งที่ดีต่อผู้ถือกรมธรรม์

2) ธุรกิจ Health Care ซึ่งพอจะแบ่งเป็น 4 ประเภทได้ดังนี้

2.1) ธุรกิจยาและอาหารเสริม ซึ่งประเทศไทยเรายังมีหน่วยงานวิจัยและพัฒนายาของเราเองยังน้อยมาก เมื่อเทียบกับประเทศที่เจริญแล้ว โดยธุรกิจนี้ในต่างประเทศ หุ้นกลุ่มนี้จะซื้อขายกันที่ P/E เฉลี่ยประมาณ 18-20% แต่บางช่วงก็ขึ้นไปถึงเกือบ 40 เท่า แต่ช่วงที่เกิด Hamburger crisis ก็เคยเห็นซื้อขายกันที่ P/E ต่ำกว่า 10 เท่าก็เห็นมาแล้ว ในบ้านเราดูเหมือนมีอยู่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นที่ทำธุรกิจที่พออนุโลมเข้ามาในหมวดนี้ได้เช่นกัน

2.2) ธุรกิจ BIO TECH ไทยเรายังล้าหลังสิงคโปร์มาก ปัจจุบันสิงคโปร์ พัฒนาประเทศโดยเน้นไปที่อุตสาหกรรม BIO TECH ซึ่งผมมองว่าเขาฉลาดและมาถูกทางแล้ว หุ้นกลุ่มนี้ซื้อขายกันในตลาดโลกที่ P/E เฉลี่ย 26-29 เท่า บางช่วงเคยขึ้นไปซื้อขายกันที่ P/E 70 กว่าเท่าด้วยซ้ำไป ตอน Hamburger crisis เคยหล่นไปซื้อขายกันที่ P/E ประมาณ 12 เท่า ส่วนในเมืองไทยผมยังไม่เห็นว่า มีบริษัทไหนที่พอจะเข้าข่ายธุรกิจนี้ได้เลยในตลาดหุ้นบ้านเรา

2.3) ธุรกิจ Health care equipment ก็เป็นธุรกิจที่เป็นดาวเด่นเช่นกัน ถึงแม้จะเป็นรอง BIO TECH อยู่บ้าง ธุรกิจเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์และอนามัย ในตลาดหุ้นโลก หุ้นกลุ่มนี้ซื้อขายกันที่ P/E เฉลี่ยประมาณ 22-25 เท่า ตอนตลาดบูมๆ เคยซื้อขายกันที่ P/E มากกว่า 40 เท่า ในช่วงที่ตลาดหุ้นฟุบ เคยหล่นลงไปซื้อขายกันที่ P/E 12 เท่า ส่วนตลาดหุ้นไทยก็มีบางบริษัทเข้าข่ายสามารถจัดอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ แต่ธุรกิจนี้ในบ้านเรา ยังมีความสามารถผลิตแต่อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่เป็น LOW TECH เท่านั้น ส่วน HIGH TECH ยังต้องนำเข้าอยู่ ผมมองว่ารัฐบาลน่าจะส่งเสริมธุรกิจนี้ โดยให้ BOI ออกมาตรการส่งเสริมให้บริษัทข้ามชาติต่างๆ มาลงทุน ทำโรงงานผลิตเครื่องมือ อุปกรณ์เหล่านี้ เพราะว่าเราเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิคส์อยู่แล้ว รวมทั้งเรามีฐานการผลิตในด้านต่างๆ ที่จำเป็นต้องมีอยู่แล้ว ในเมื่อ ฐานประชากรรวมของประเทศในกลุ่ม ASEAN มีมากกว่า 652 ล้านคน(ตัวเลขจาก http://www.worldometers.info/world-population/south-eastern-asia-population/) นับเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากจีนและอินเดียเท่านั้น และอำนาจในการซื้อของคนใน ASEAN ก็สูงกว่าคนอินเดีย สิ่งที่ควรจะบังคับบริษัทข้ามชาติเหล่านี้ก็คือต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตให้กับเราด้วย อย่าให้เหมือนกับธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิคส์ที่เราได้รับการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีน้อยมาก ดูอย่างจีนสิครับ จีนสามารถที่จะบังคับ SIEMENS ให้ถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตรถไฟความเร็วสูง จนปัจจุบันจีนสามารถที่จะผลิตรถไฟดังกล่าวได้เองแล้ว

เนื้อที่หมดแล้วมาต่อธุรกิจ Health Care ตัวต่อไปตัวต่อไปในบทความหน้ากันนะครับ


กิติชัย เตชะงามเลิศ


     18/6/61


อ่าน  Health care กับ Mega Trend ตอนที่ 1 ได้ที่  http://kitichai1.blogspot.com/2018/06/health-care-mega-trend-1.html

        Health care กับ Mega Trend ตอนที่ 2 ได้ที่  http://kitichai1.blogspot.com/2018/06/health-care-mega-trend-2.html

        Health care กับ Mega Trend ตอนที่ 3 ได้ที่  http://kitichai1.blogspot.com/2018/06/health-care-mega-trend-3.html

        Health care กับ Mega Trend ตอนที่ 4 ได้ที่  http://kitichai1.blogspot.com/2018/06/health-care-mega-trend-4.html

        Health care กับ Mega Trend ตอนจบ ได้ที่  http://kitichai1.blogspot.com/2018/06/health-care-mega-trend.html


          ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยเอาเม้าส์ไปทางด้านขวามือจะมีแถบแสดงออกมา แล้วเลือกคลิกไอคอนที่เขียนว่าสมัครรับข้อมูล เมื่อผมมีบทความใหม่ ท่านก็จะทราบทันที

  
      ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่


      หรือ 1.หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 ในคอลัมน์ "เขียนอย่างที่คิด"   
              2.หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจหน้า 15 เดือนละครั้ง ในคอลัมน์ “จับช่องลงทุน” 
              3.วารสารเภตรา ของสมาคมศิษย์เก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และ จุลสารเตชะสาร ของสมาคมเตชะสัมพันธ์ ทุกไตรมาส

ขายดาวน์ ไนท์ บริดจ์ ไพร์ม สาทร Knight Bridge Prime Sathorn 5 ยูนิต DUPLEX ชั้นสูง ห้องมุมสุดสวย ซื้อมาในรอบ VVIP เจ้าของขายเอง ราคาพิเศษ เดิน 8 นาทีจาก BTS ช่องนนทรี


        5 Duplex ยูนิตที่จะขายดาวน์ ชั้น 31-38 ขนาด 37-58 ตรม. ทุกยูนิตเป็นห้องมุม วิวสุดยอด ได้โปร Fully Furnished ราคาเพียง 5.40-7.60 ล้านบาท(ราคา/ตรม. ประมาณ 130,000 -140,000)




CALL   : 081-8118229
LINE   : gid_kitichai
Wechat : gid_kitichai

Knight Bridge Prime Sathorn, 5 best high floor corner duplex units, 8 minutes walk from BTS Chongnonsi.

       5 Duplex units on 31st38th fl., 37-58 sqm. All r corner units, superb view, with Fully Furnished, only 5.40-7.60 million baht(130,000 -140,000 Baht/Sqm.)




CALL   : 081-8118229
LINE   : gid_kitichai
Wechat : gid_kitichai

Health care กับ Mega Trend ตอนที่ 2


                             Health care กับ Mega Trend ตอนที่ 2


             จากบทความตอนที่ 1 ผมพูดถึง ภาพรวมของประชากรโลกที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป รวมทั้งแนวโน้มว่าในอนาคต สัดส่วนของผู้สูงอายุจะเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับพลเมืองโลกทั้งหมด  ดูๆ แล้วน่าจะเป็นปัญหาหนักใจกับหลายๆ ประเทศเลยทีเดียว รวมทั้งประเทศไทยเรา ซึ่งปัจจุบันก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเรียบร้อยแล้วเมื่อหลายปีที่แล้วเช่นกัน

               อัตราการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุอยู่ที่ 1.90% ในขณะที่การเพิ่มขึ้นของประชากรรวมเพียง 1.20% นี่คือเหตุผลที่สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุในโลกนี้มีมากขึ้น อายุขัยเฉลี่ยของประชากรโลกเท่ากับ 73.70 ปีในปี พ.ศ. 2560 จากเดิม 72.60 ปีเมื่อปี พ.ศ.2555 เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น ความต้องการในด้าน Health care ก็ต้องสูงขึ้นตามไปด้วยอย่างแน่นอน ปัจจุบันยุโรปเป็นทวีปที่มีอัตราส่วนผู้สูงอายุมากที่สุดในโลก คาดว่า 37% ของประชากรทั้งหมดจะมีอายุ 60 ปีขึ้นไปในปี พ.ศ. 2593 ในขณะที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆ ในเชียที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบคือมีประชากรถึง 1 ใน 4 ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไปและคาดว่าจะมีจำนวนถึง 35 ล้านคนในปี พ.ศ. 2568 จากโครงสร้างของประชากรแบบนี้บางประเทศในยุโรป เช่น เยอรมัน ก็มีการเกษียณงานตอนอายุ 65 ปี มากขึ้น

           ปัจจุบันอายุขัยของประชากรไทยมากขึ้น เนื่องจากวิทยาการทางการแพทย์ เสมือนกับเรามีแรงงานเพิ่มขึ้นจากปกติทุกปี และบุคลากรเหล่านี้เปรียบเสมือน “ขิงแก่” ที่บ่มเพาะความรู้และประสบการณ์ในทำงานมาอย่างช่ำชอง และถึงแม้จะทำงานจนถึงอายุ 66 ปีแล้ว หลังจากนั้นยังอาจให้เป็นที่ปรึกษาของบริษัทต่อไปได้อีก ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่งถ้าทำแบบสมัครใจ เพราะว่าบางท่านอาจจะยังอยากทำงานต่อ กลัวว่าหลังเกษียณแล้วจะเหงา ในขณะที่บางท่านก็รอวันเกษียณ ไม่อยากที่จะทำงานต่อ อยากจะพักผ่อนเสียที หรือเดินทางท่องเที่ยว อยากใช้เงินที่หามาเกือบชั่วชีวิต  หรืออยากจะเลี้ยงหลานที่บ้าน แต่จากประสบการณ์ของผมพบว่า คนที่เกษียณงานใหม่ๆ จะรู้สึกมีความสุขมากที่ไม่ต้องตื่นแต่เช้าไปทำงาน แต่พอไม่ได้ทำงานไปสักพัก จะเริ่มรู้สึกเหงา วันๆ ไม่รู้จะทำอะไร หลายๆ ท่านอยากกลับไปทำงานเหมือนเดิม โดยเฉพาะคนที่มีตำแหน่งสูงๆ ไม่ว่าจะทางราชการหรือบริษัทเอกชนใหญ่ๆ อย่างไรก็ตามการกำหนดอายุเกษียณงาน ก็เป็นวิธีทำให้ปริมาณคนในวัยทำงาน ไม่ลดลง ซึ่งมีผลต่อปริมาณผลิตผลของชาติ ซึ่งแน่นอนกระทบกับอัตราการเจริญเติบโตของประเทศหรือ GDP นั่นเอง

         จากบทวิจัยเรื่อง “ความต้องการแรงงานต่างด้าวสำหรับสังคมสูงวัย” ที่คณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทำไว้ พบว่าในปี พ.ศ.2573 หรืออีกเพียง 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะต้องมีการนำเช้าแรงงานข้ามชาติไร้ฝีมือ สูงถึง 9.14 ล้านคน ซึ่งมากกว่า 10%  ของประชากรไทยในขณะนั้น เพื่อแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน ซึ่งจะทำให้ GDP ของไทยยังคงมีการเติบโตในระดับอัตราประมาณ 4% ต่อปี แต่ GDP ต่อหัวจะเติบโตติดลบร่วม 1% เนื่องจากฐานประชากรที่เพิ่มขึ้น แต่ถ้าประเทศไทยไม่มีการนำเข้าแรงงานข้ามชาติดังกล่าว GDP ของไทยจะติดลบถึง 7% และ GDP ต่อหัวจะติดลบ 8% ดูๆ แล้วเป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นอย่างมากถึงแม้จะมีผลดีในด้านการเจริญเติบโตของประเทศและเป็นการลดต้นทุนค่าจ้างของภาคเอกชน เนื่องจากค่าแรงต่ำกว่าค่าแรงคนไทย แต่ข้อเสียคือจะทำให้งบประมาณด้านวิจัยและพัฒนาของบริษัทที่จ้างแรงงานเหล่านี้จะลดลงประมาณ 4% และทำให้ไม่ค่อยสนใจเรื่องการพัฒนาฝีมือแรงงาน เนื่องจากเห็นว่าเป็นเพียงแรงงานชั่วคราวเท่านั้น นอกจากนั้นปัญหาสังคมก็จะติดตามมาเป็นแน่ เราเห็นข่าวแรงงานต่างด้าวฆ่านายจ้างอยู่เรื่อยๆ รวมทั้งวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมของแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ ก็แตกต่างจากของไทยเรา การลดปัญหาด้านหนึ่งก็อาจจะสร้างปัญหาอีกด้านหนึ่ง นั่นก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ถึงแม้ประเทศญีปุ่นที่ประสบปัญหาสังคมผู้สูงวัย ก่อนประเทศไทยเราตั้งนาน แต่ก็ยังไม่เปิดประเทศรับแรงงานต่างชาติเข้าไปทำงาน เหตุผลส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะเป็นประเทศที่มีความเป็นเชื้อชาตินิยมอย่างสูง

                นอกจากประเทศพัฒนาแล้ว มีการคาดว่าประเทศเกิดใหม่ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย อินโดนีเซีย รัสเซีย และแม็กซิโกจะมีการใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมากในอีก 5 ปีข้างหน้า จากจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น พร้อมกับรายได้ต่อหัวที่สูงขึ้น เมื่อปี 2548 ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของทั้งโลกอยู่ที่ 605,000 ล้าน$ โดยมีสหรัฐเป็นชาติที่มีสัดส่วนมากสุดคือ 41% ยุโรป 27% ญี่ปุ่น 11% ที่เหลืออีก 19% เป็นประเทศ Emerging และประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ผ่านไป10 ปี (พ.ศ.2558) ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของทั้งโลกขึ้นไปถึง 1,100,000 ล้าน$ (นับตัวเลขไม่ถูกเลย) หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 82% โดยสัดส่วนค่าใช้จ่ายจะเริ่มมีการผ่องถ่ายไปยังประเทศ Emerging มากขึ้น คือ สหรัฐจะมีสัดส่วนลดลงเหลือ 31% ยุโรปเหลือ 19% ญี่ปุ่นยังคง 11% ที่เหลืออีก 29% เป็นประเทศ Emerging และประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ

             เนื้อที่หมดแล้ว คงต้องไปต่อตอนที่ 3 ในบทความหน้ากันครับ


กิติชัย เตชะงามเลิศ


     18/6/61

อ่าน  Health care กับ Mega Trend ตอนที่ 1 ได้ที่  http://kitichai1.blogspot.com/2018/06/health-care-mega-trend-1.html

        Health care กับ Mega Trend ตอนที่ 2 ได้ที่  http://kitichai1.blogspot.com/2018/06/health-care-mega-trend-2.html

        Health care กับ Mega Trend ตอนที่ 3 ได้ที่  http://kitichai1.blogspot.com/2018/06/health-care-mega-trend-3.html

        Health care กับ Mega Trend ตอนที่ 4 ได้ที่  http://kitichai1.blogspot.com/2018/06/health-care-mega-trend-4.html

        Health care กับ Mega Trend ตอนจบ ได้ที่  http://kitichai1.blogspot.com/2018/06/health-care-mega-trend.html



          ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยเอาเม้าส์ไปทางด้านขวามือจะมีแถบแสดงออกมา แล้วเลือกคลิกไอคอนที่เขียนว่าสมัครรับข้อมูล เมื่อผมมีบทความใหม่ ท่านก็จะทราบทันที

  
      ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่


      หรือ 1.หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 ในคอลัมน์ "เขียนอย่างที่คิด"   
              2.หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจหน้า 15 เดือนละครั้ง ในคอลัมน์ “จับช่องลงทุน” 
              3.วารสารเภตรา ของสมาคมศิษย์เก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และ จุลสารเตชะสาร ของสมาคมเตชะสัมพันธ์ ทุกไตรมาส

ริธึ่ม รางน้ำ 3 ยูนิตสุดสวย ขายพร้อมผู้เช่า ผลตอบแทนจากการเช่าดี พร้อมสัญญาเช่าระยะยาวถึง 4 ปี






          ห้องที่จะขายพร้อมผู้เช่า

1.ห้อง 1 นอน 1 น้ำ 35.28 ตรม. เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าครบครัน ตกแต่งสวยมาก มี  ผ้าม่าน 2 ชั้น เตียงคิงส์ไซด์ เตาไฟฟ้า เครื่องดูดควัน แอร์ 2 ตัว ตู้เย็น 14.9 คิว เครื่องซักผ้าฝาหน้า Digital TV 43 และ 32 นิ้ว เครื่องทำน้ำร้อน และ Microwave วิวสวนสวยมาก ไม่ใกล้ลิฟต์ และห้องขยะ  ราคา 7,000,000 บาท ขายพร้อมผู้เช่า ค่าเช่า 28,000 บาท/เดือน สัญญาเช่าสิ้นสุด 31/5/64 ผลตอบแทนจากการเช่าดีมาก = 4.80%  ดู VDO @ https://youtu.be/GVdn3vYTyy0

2.ห้อง 1 นอน 1 น้ำ 35.28 ตรม. เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าครบครัน ตกแต่งสวยมาก มี ผ้าม่าน 2 ชั้น เตียงคิงส์ไซด์ เตาไฟฟ้า เครื่องดูดควัน แอร์ 2 ตัว ตู้เย็น 14.9 คิว เครื่องซักผ้าฝาหน้า Digital TV 43 นิ้ว เครื่องทำน้ำร้อน และ Microwave วิวสวนสวยมาก ไม่ใกล้ลิฟต์ และห้องขยะ  ราคา 7,000,000 บาท ขายพร้อมผู้เช่า ค่าเช่า 28,000 บาท/เดือน สัญญาเช่าสิ้นสุด 9/5/62 ผลตอบแทนจากการเช่าดีมาก = 4.80%

3.ห้องชั้น 16 แบบ STUDIO  28.42 ตรม. เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าครบครัน ตกแต่งสวยมาก มี  ผ้าม่าน 2 ชั้น เตาไฟฟ้า เครื่องดูดควัน แอร์ 2 ตัว ตู้เย็น 10.6 คิว เครื่องซักผ้าฝาหน้า Digital TV 40 นิ้ว เครื่องทำน้ำร้อน และ Microwave ลมเย็นตลอดปี ไม่ใกล้ลิฟต์ วิวสวย ไม่โดนบล็อกวิว ราคา 5,900,000 บาท ขายพร้อมผู้เช่า ค่าเช่า 22,000 บาท/เดือน สัญญาเช่าสิ้นสุด 14/3/65 ผลตอบแทนจากการเช่าดีมาก = 4.47%

CALL   : 081-8118229
LINE   : gid_kitichai
Wechat : gid_kitichai


Rhythm Rangnam, 3 best units selling with tenant, high yield with long term rental contract.

 1. Unit 1B 1B, 35.28 sqm., garden view, fully furnished, with well decoration, 2 layerscurtain, king size bed, 43 & 32 inches TV, washing machine, 14.9 Q refrigerator, water heater and microwave, only 7 million baht, sell with tenant, the rental fee = 28,000 Baht/month, yield = 4.80%, contract terminated 31/5/2021, Watch VDO @ https://youtu.be/GVdn3vYTyy0
         
 2. Unit 1B 1B, 35.28 sqm., garden view, well decoration, 2 layerscurtain, king size bed, 43 inches TV, washing machine, 14.9 Q refrigerator, water heater and microwave. only 7 million baht, sell with tenant, the rental fee = 28,000 Baht/month, yield = 4.80%, contract terminated 9/5/2019. Watch VDO @ https://youtu.be/oSeHLUkb-80
         
 3. Unit #10/207, 16 fl., Studio type, 28.42 sqm., city view, well decoration, 2 layerscurtain, 40 inches TV, washing machine, 10.6 Q refrigerator, water heater and microwave, sell with tenant, the rental fee = 22,000 Baht/month, yield = 4.47%, contract terminated 14/3/2022, only 5.9 million. Watch VDO @ https://youtu.be/6H--eEBmo3Q

CALL   : 081-8118229
LINE   : gid_kitichai
Wechat : gid_kitichai
EMAIL  : gid1998@gmail.com

Health care กับ Mega Trend ตอนที่ 1

                              Health care กับ Mega Trend ตอนที่ 1

          เมื่อดูตัวเลขย้อนหลัง 700 ปีที่แล้วโลกเรามีประชากรเพียง 370 ล้านคนเท่านั้นไม่น่าเชื่อเลยเวลาผ่านไปปัจจุบันนี้เรามีประชากรร่วมโลก 7,600 ล้านคนนะสิ้นปี 2560 (ข้อมูลจาก Wikipedia) โดยข้อมูลจากสหประชาชาติได้ทำนายว่า ปีพศ. 2643 เราจะมีประชากรโลกถึง 11,800 ล้านคน เพิ่มผู้ร่วมโลกขึ้นมาอีก 4,200 ล้านคน ถึงแม้ว่าดูตัวเลขแล้วน่าตกใจมาก ความหนาแน่นของประชากรในพื้นที่เขตเมืองชั้นในคงจะหนาแน่นมากขึ้น ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่า ณ ตอนนั้นกรุงเทพของเราจะมีความแออัดมากน้อยปานใด เพราะธรรมชาติของคนในปัจจุบัน นิยมที่จะใช้ชีวิตอยู่ในเมืองมากกว่าชนบท แต่ถ้าคิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นแบบทบต้นจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.54%/ปีเท่านั้น และเมื่อดูย้อนไป 700 ปีที่ผ่านมาอัตราการเติบโตของประชากรโลก เมื่อคิดแบบทบต้นจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.43%/ปีเท่านั้น อัตราการเติบโตของประชากรในบางช่วง เคยเพิ่มขึ้นถึงปีละ 2.08% ซึ่งช่วงนั่นจะเป็นช่วงที่เรียกกันว่าเป็นช่วง Baby boomer คาบเกี่ยวกับช่วง Generation x คือช่วงปีพศ. 2498 ถึง 2518 แต่ถ้าดูกราฟการเพิ่มขึ้นของประชากรจะเห็นได้ว่า ในช่วงปีคศ 1000 ถึง 1800 อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรมีค่อนข้างต่ำมาก ต่อมาประชากรโลกมีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ปีคศ 1900 จนถึงปัจจุบัน สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าสุขอนามัยในสมัยโน้นยังไม่ดี  เมื่อเทียบกับในปัจจุบัน และอัตราการรอดชีวิตของทารกก็ต่ำกว่าในปัจจุบัน



            โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรต่ำมาก เพราะอัตราการเกิดของทารกในเมืองไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ต่ำสุดของโลกเลยทีเดียว  เรื่องนี้คงต้องยกเครดิตให้กับคุณมีชัย วีระไวทยะ อดีตเจ้าพ่อถุงยางอนามัยของเมืองไทย ผู้ก่อตั้งสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ตั้งแต่ พ.ศ. 2517 จนทำให้ช่วงนั้นคนไทยนิยมเรียกชื่อถุงยางอนามัยว่า "ถุงมีชัย" ได้รณรงค์ให้สังคมไทยมีบุตรน้อยคน ได้ประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม จากอดีตที่ครอบครัวไทยเคยมีบุตรกันเป็นจำนวนมากส่วนใหญ่จะมากกว่า 4 คนขึ้นไป กลายเป็นแต่ละครอบครัวมีบุตรเพียง 1 ถึง 2 คนเท่านั้น

อัตราการกำเนิดทารกปีคศ 1960 เมื่อเทียบกับปี 2007 ที่มา : https://www.populationmatters.org
          จากข้อมูลของ WHO พบว่าในปี 2558 ประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปีมีสัดส่วน 12% ของประชากรโลก และจะเพิ่มสัดส่วนขึ้นไปเป็น 22% ของประชากรโลกในปี 2593 โดยในปี 2563 ประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะมีจำนวนมากกว่าเด็กๆที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี

         แต่ในขณะเดียวกันจำนวนประชากรที่อยู่เป็นโสดก็มีเพิ่มขึ้น และคู่สมรสหลายคู่ก็ประสบปัญหาการมีบุตรยาก นอกจากนั้นวิทยาการที่ก้าวหน้าในหลายๆ ด้านในปัจจุบัน รวมถึงธุรกิจ Health care และความรู้ที่ประชากรโลกมีต่อโรคภัยไข้เจ็บ และโภชนาการที่ดีขึ้น มีส่วนทำให้อายุขัยของคนในยุคปัจจุบันยืนยาวขึ้น  ทำให้ประชากรทั่วโลกที่กำลังเข้าสู่วัยชรามีสัดส่วนสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีจำนวนเพิ่มขึ้น 3 เท่าในทุกๆ  50 ปี โดยคาดว่าจะมีจำนวนถึง 2,000 ล้านคนในปี พ.ศ. 2593 หรืออีก 32 ปีข้างหน้า จากปี 2558 ที่มีประชากรประมาณ 900 ล้านคนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป หรือคิดเป็น 12% ของประชากรโลกที่มีอยู่มากกว่า 7,600 ล้านคน และสิ่งที่น่ายินดีก็คือ ปัจจุบันนี้เรามีคนที่อายุ 80 ปีขึ้นไป 120 ล้านคน แล้วจะเพิ่มเป็น 554 ล้านคนในปี 2593 โดยจำนวน 120 ล้านคนนี้จะอยู่ในประเทศจีน

            โดยมีประเทศจีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดคือ 1,389 ล้านกว่าคน ตามมาติดๆ คือ อินเดีย ซึ่งมีจำนวนประชากรอยู่ที่ 1,327 ล้านคน คาดว่าอีกไม่กี่ปี อินเดียจะเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก จากอัตราการเพิ่ม (เกิดใหม่-ตายไป) สูงกว่าของประเทศจีน ที่มีอัตราการเกิดต่ำ จากนโยบายลูกคนเดียว แต่ความที่คนจีนมีอายุยืนมากขึ้น ปัจจุบันคนจีนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปมี 129 ล้านคนคิดเป็น 9.60% ของประชากร ทำให้สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุของคนจีนสูง รัฐบาลจีนเริ่มตระหนักถึงปัญหาข้อนี้อยู่เข่นกัน ระหว่างที่ผมเขียนบทความอยู่นี้ผมได้เข้า  http://www.worldometers.info/ นั่งดูตัวเลขแล้วเพลินดี เพราะว่าจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นทุกเสี้ยววินาทีแบบ Real time เลยทีเดียวอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมเว็บไซต์นี้ถึงได้รู้ดี และ Update ได้แบบนี้ ผมคาดว่าน่าจะเป็นการคาดการณ์ว่ามีเด็กเกิดใหม่ในปีนี้กี่คนแล้วก็มาหารเฉลี่ยต่อวินาทีกระมัง

          กำลังสนุกอยู่เลย แต่เนื้อที่หมดขอยกยอดไปต่อตอนที่ 2 ในบทความหน้านะครับ

กิติชัย เตชะงามเลิศ


     18/6/61

อ่าน  Health care กับ Mega Trend ตอนที่ 1 ได้ที่  http://kitichai1.blogspot.com/2018/06/health-care-mega-trend-1.html

        Health care กับ Mega Trend ตอนที่ 2 ได้ที่  http://kitichai1.blogspot.com/2018/06/health-care-mega-trend-2.html

        Health care กับ Mega Trend ตอนที่ 3 ได้ที่  http://kitichai1.blogspot.com/2018/06/health-care-mega-trend-3.html

        Health care กับ Mega Trend ตอนที่ 4 ได้ที่  http://kitichai1.blogspot.com/2018/06/health-care-mega-trend-4.html

        Health care กับ Mega Trend ตอนจบ ได้ที่  http://kitichai1.blogspot.com/2018/06/health-care-mega-trend.html



          ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยเอาเม้าส์ไปทางด้านขวามือจะมีแถบแสดงออกมา แล้วเลือกคลิกไอคอนที่เขียนว่าสมัครรับข้อมูล เมื่อผมมีบทความใหม่ ท่านก็จะทราบทันที

  
      ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่


      หรือ 1.หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 ในคอลัมน์ "เขียนอย่างที่คิด"   
              2.หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจหน้า 15 เดือนละครั้ง ในคอลัมน์ “จับช่องลงทุน” 
              3.วารสารเภตรา ของสมาคมศิษย์เก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และ จุลสารเตชะสาร ของสมาคมเตชะสัมพันธ์ ทุกไตรมาส






ห้องที่จะขายดาวน์(คาดว่าจะแล้วเสร็จ : กันยายน 2561)

1.ห้อง 2 นอน 1 น้ำ  43.5 ตารางเมตร ไม่ติดลิฟท์และห้องขยะ ไม่โดนบล็อควิว เฟอร์นิเจอร์ครบครัน ตกแต่งสวยมาก ราคา 7,200,000 บาท

2.ห้อง ชั้น 7 ประเภทห้อง 1 นอน 1 น้ำ 28.4 ตารางเมตร ไม่ติดลิฟท์ ไม่โดนบล็อควิว เป็นซิตี้วิว เฟอร์นิเจอร์ครบครัน ตกแต่งสวยมาก ราคา 4,900,000 บาท

          อาคารชุด 8 ชั้น และชั้นใต้ดิน ลึก 3 ระดับ 59 ห้องชุด ที่จอดรถ  59 คัน คิดเป็น 100 % บนที่ดิน 218 ตารางวา
พื้นที่ส่วนกลาง : สระว่ายน้ำ สวนสาธารณะ ห้องสมุด ซาวน่า และ สปอร์ตคลับ / ฟิตเนส

CALL   : 081-8118229
LINE   : gid_kitichai
Wechat : gid_kitichai



Altitude Define Samyan, 2 best units(2B1B & 1B1B), only 200 m. from MRT-Samyan and 600 m. from BTS-Saladang.

Down payment sales :

1.Unit 2B1B, 43.5 SQM., fully furnished with well decoration, only 7,200,000.

2.Unit 1B1B, 7Fl., 28.4 SQM., fully furnished with well decoration, only 4,900,000.



CALL   : 081-8118229
LINE   : gid_kitichai
Wechat : gid_kitichai