จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร

จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร
เล่าประสบการณ์การลงทุนของผมที่นำไปใช้ได้ง่ายๆ

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เทศกาลประกาศผลประกอบการ

เทศกาลประกาศผลประกอบการ



          การเป็นนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ งานสำคัญที่ต้องทำในทุกๆ ไตรมาส ก็คือ การตรวจสอบงบการเงินของบริษัทจดทะเบียนที่จะประกาศออกมาปีละ 4 ครั้ง คือ ช่วงประมาณสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมกราคมจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ จะมีการประกาศงบการเงินประจำปี ถัดมาก็จะเป็นช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนเมษายนจนถึง วันที่ 15 พฤษภาคม ก็จะมีการประกาศงบการเงินไตรมาสที่ 1 แล้วช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกรกฎาคมจนถึง 15 สิงหาคม ก็เป็นคิวของงบการเงินไตรมาสที่ 2 ต่อมาสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคมจนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน ก็จะเป็นไตรมาสที่ 3 โดยกลุ่มการเงินมักจะประกาศงบก่อนกลุ่มอื่นๆ ซึ่งการที่จะวิเคราะห์งบการเงินดังกล่าวได้ จำเป็นที่จะต้องอาศัยความรู้ทางด้านบัญชีบ้าง มิฉะนั้นคงไม่สามารถจะวิเคราะห์งบได้ เพราะว่าในงบการเงินซึ่งประกอบไปด้วย งบดุล งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสด การที่ท่านจะดูเฉพาะบรรทัดสุดท้ายที่แสดงผลลัพธ์ของผลประกอบการว่ามีกำไรหรือขาดทุนต่อหุ้นเท่าไรนั้นไม่เพียงพอ เพราะว่าท่านจะไม่ทราบที่มาที่ไปของผลลัพธ์ดังกล่าวว่าเกิดจากอะไร การที่บริษัทมีกำไรมากขึ้นเป็นเพราะว่ามี Gross และ Net Profit Margin ที่ดีขึ้นหรือเปล่า ซึ่งเป็นการที่เกิดจากบริษัทสามารถลดต้นทุนในการผลิตหรือต้นทุนในการดำเนินงาน หรือว่าบริษัทมีการออกผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ ที่มี Margin สูงกว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการเดิม หรือสัดส่วนของผลิตภัณฑ์หรือบริการมีการเปลี่ยนแปลงไป หรือว่ามียอดขายที่เติบโตขึ้นมาก ในขณะที่ต้นทุนคงที่แทบจะไม่ขยับ หรือบริษัทมีกำไรจากการจำหน่ายทรัพย์สินหรือขายหุ้นบริษัทในเครือ ซึ่งจะเป็นกำไรแบบครั้งเดียว รวมทั้งอาจจะมีกำไรหรือขาดทุนจากสต็อควัตถุดิบ โดยเฉพาะวัตถุดิบที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีราคาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เห็นได้ชัดจากกลุ่มปิโตรเคมี เป็นต้น หรือกำไร-ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนในกรณีที่บริษัทต้องนำเข้าหรือส่งออกสินค้าหรือบริการไปต่างประเทศ รวมทั้งกรณีที่มีการกู้ยืมเงินในสกุลเงินตราต่างประเทศ ซึ่งยังมีปัจจัยต่างๆ อีกหลายปัจจัยที่ไม่สามารถจะยกตัวอย่างมาแสดงในที่นี้ได้หมด ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลต่อกำไร-ขาดทุนของบริษัทจดทะเบียนทั้งสิ้น ซึ่งก็จะมีผลกระทบไปกับราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียนนั้นๆ ซึ่งบางครั้งแม้ประกาศผลประกอบการออกมามีกำไรเพิ่มขึ้น แต่ทำไมราคาลดลงเพราะว่า กำไรที่ประกาศออกมามีบางส่วนเป็นกำไรประเภทครั้งเดียว ซึ่งไม่ใช่เกิดจากการดำเนินธุรกิจหลัก เมื่อหักกำไรพิเศษออกไป อาจจะมีกำไรที่ลดลงทำให้ราคาหุ้นในตลาดตกลงมา หรือบางบริษัทประกาศผลประกอบการออกมากำไรลดลงหรือขาดทุน แต่เมื่อตรวจสอบดูปรากฎว่าเกิดจากขาดทุนจากสต็อควัตถุดิบที่มีราคาลดลง แต่เมื่อตัดส่วนนี้ออกไป บริษัทกลับมีกำไรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบปีต่อปี และไตรมาสต่อไตรมาส ปรากฏว่าหุ้นกลับขึ้นทำให้นักลงทุนที่ดูแต่บรรทัดสุดท้ายแปลกใจได้ นอกจากนั้นหลายๆ ครั้งที่ผลประกอบการประกาศออกมาดี แต่บางครั้งตลาดได้คาดการณ์ผลกำไรดังกล่าวไว้แล้ว สะท้อนจากราคาที่ขึ้นมาก่อนที่ผลประกอบการจริงจะออกมา ราคาหุ้นของบริษัทดังกล่าวอาจจะมีการปรับตัวลดลงก็เป็นได้ อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว จะเห็นได้ว่าการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยใช่ไหมครับ เพราะว่าการที่จะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุน นอกจากท่านจะต้องวิเคราะห์งบการเงินของบริษัทจดทะเบียนทุกบริษัทที่ท่านลงทุนไว้แล้ว ท่านยังควรจะวิเคราะห์งบการเงินของบริษัทคู่แข่งหรือบริษัทอื่นๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกับบริษัทที่ท่านลงทุนไว้ เพื่อจะได้เปรียบเทียบอัตราส่วนการทำกำไรจาก Ratio ต่างๆ เพื่อดูว่าประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่ท่านลงทุนไว้กับบริษัทอื่นๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน มีความแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งอัตราส่วนการทำกำไรเหล่านี้มีผลต่อการประเมินค่า P/E ของหุ้น ซึ่งจะสะท้อนไปถึงราคาที่เหมาะสมของหุ้นของบริษัทนั้นๆ ได้นอกจากนี้แล้วท่านยังต้องคอยอ่านรายงานประจำปี รายงาน 56-1 รวมทั้งติดตามข่าวสารของบริษัทที่ท่านลงทุนไว้รวมทั้งบริษัทคู่แข่งด้วย เพื่อที่ท่านจะได้ประเมินความสามารถในการครองส่วนแบ่งการตลาด ซึ่งในที่สุดก็จะมีผลต่อกำไรหรือขาดทุนของบริษัทจะเห็นได้ว่าการที่จะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยใช่ไหมครับ  ถ้าท่านลงทุนหุ้นสัก 5-8 บริษัท ก็จะกำลังดี ทำให้ท่านสามารถติดตามข่าวสารและวิเคราะห์การลงทุนได้อย่างละเอียด ลองคิดดูสิครับ ถ้าท่านลงทุนหุ้นสัก 15-30 บริษัท ท่านจะสามารถทำการบ้าน แบบที่ผมได้กล่าวมาไหวไหมครับ ถ้าไม่ไหว ก็ลดจำนวนบริษัทที่จะลงทุนให้น้อยลงนะครับ

กิติชัย เตชะงามเลิศ
                                                                                          12/11/57


ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่ 

Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
Twitter     : http://twitter.com/value_talk
Instagram : Gid_Kitichai
Blog         : http://kitichai1.blogspot.com
You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9 
Google+  : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
Linkedin   : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
Pinterest   : http://www.pinterest.com/kitichai/


 หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6  และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Glow, และ Me(Market Evolution) ทุกเดือน

หาอสังหาทั้งถูกและดีเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ได้ที่  http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty

วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

คนไทยพร้อมหรือยังกับ AEC

คนไทยพร้อมหรือยังกับ AEC

          เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ผมได้ไปทัศนาจรที่ประเทศจีน โดยไป 2 มณฑล คือ เสฉวน และยูนนาน เป็นเวลา 22 วัน ครั้งนี้เป็นการเยือนจีนห่างจากครั้งก่อนเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ผมยังเห็นการพัฒนาบ้านเมืองของเขาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าไปที่เมืองไหนก็ตามใน 2 มณฑลนี้ ไม่ว่าจะเป็นเมืองใหญ่หรือเมืองเล็ก ก็ยังเห็นโครงการก่อสร้างอาคารใหญ่มากมาย แหล่งท่องเที่ยวเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ซึ่งมากกว่า 98% เป็นนักท่องเที่ยวจีน ทั้งๆ ที่ค่าเข้าชมสถานที่บางแห่ง อย่างเช่น จิ่วไจ้โกว ราคาค่าผ่านประตูบวกกับค่ารถท่องเที่ยวภายในสถานที่คิดเป็น 310 หยวน หรือประมาณ 1,630 บาท นับว่าแพงมากทีเดียวเมื่อเทียบกับค่าเข้าชมอุทยานแห่งชาติของไทยที่น่าแปลกใจมากเข้าไปอีก สถานที่ต่างๆ ของจีนน่าเข้าเยี่ยมชมยิ่งนักแต่ทำไมไม่ค่อยเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติมากนัก โดยเฉพาะพวกฝรั่งนั้นแทบนับหัวได้เลย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอินเดียที่ผมไปเที่ยวมาเมื่อปีที่แล้ว ค่าเข้าชมถูกกว่ามาก แต่มีข้อเสียคือสถานที่หลายแห่งโดยเฉพาะวัดฮินดู หลายๆ วัดเลยที่ไม่อนุญาตให้เข้าไปชมข้างในได้ เมืองต่างๆ ในอินเดียไม่ค่อยเห็นการก่อสร้างโครงการต่างๆ มากนัก ความเป็นอยู่ของคนจีนโดยเฉลี่ยดูดีกว่าคนอินเดียพอสมควรทั้งๆ ที่ ทั้ง 2 ประเทศล้วนแล้วแต่มีประชากรเกิน 1,000 ล้านคน เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกอันดับ 1 และ 2 และมีแนวโน้มว่าอินเดียจะแซงจีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกในอีก 1-2 ทศวรรษข้างหน้า และระบอบการปกครองของอินเดียซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในขณะที่จีนก็เป็นประเทศคอมมิวนิสต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเช่นกัน อินเดียเป็นประเทศเปิดเสรีมานานแล้ว ในขณะที่ประเทศจีนเพิ่งเปิดประเทศเป็นเรื่องเป็นราวเมื่อประมาณ 30 กว่าปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง แต่จีนมีอัตราการเจริญเติบโตที่สูงกว่าอินเดียค่อนข้างมากในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา ทำให้รายได้ต่อประชากรของจีนสูงกว่าอินเดียค่อนข้างมาก และปัจจุบันก็สูงกว่าของไทยไปเรียบร้อยแล้ว ไหนใครบอกว่าระบอบประชาธิปไตยดีที่สุด ทำให้ผมมมีความเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นการปกครองระบอบอะไรก็ตาม ขอเพียงแต่มีรัฐบาลที่ปกครองประเทศที่เก่ง ไม่โกงกินแบบตระกระตระกราม ก็น่าจะนำพาประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองได้อย่างที่ท่านเติ้งเสี่ยวผิง ผู้นำจีนเคยกล่าวไว้ว่า “ไม่ว่าจะเป็นแมวขาวหรือแมวดำขอให้เพียงจับหนูได้ก็พอ” จีนจึงเปิดเสรีค้าขายตั้งแต่นั้นมา และคนจีนเป็นชนชาติที่ขยันขันแข็ง และทำการค้าเก่ง จึงไม่แปลกใจที่การเติบโตในอดีตโตปีละ 7-10% ในขณะที่ไทยเราปัจจุบันโตอย่างเก่งก็แค่เพียง -3-4% เท่านั้น ยิ่งปีนี้ หลังจากวุ่นวายเมื่อช่วงครึ่งปีแรก น่าจะทำให้ GDP ปีนี้โตเพียง 1.4-1.70% เท่านั้น แต่ปีหน้ามีลุ้นที่ 4% บวกลบ เนื่องจากฐานที่ต่ำของปีนี้ โดยเฉพาะครึ่งปีแรกของปีหน้าเราน่าจะเห็นการโตประมาณ 5% บวกลบ ปลายปีหน้าเราก็จะเข้าสู่ AEC กันแล้ว คนไทยเราเตรียมตัวกันมากน้อยแค่ไหน ที่ผมเป็นห่วงก็คือธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่น่าจะมีแรงงานจาก ASEAN โดยเฉพาะพิลิปปินส์ที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่าคนไทยมาก และค่าแรงก็ยังกูกกว่าคนไทยเราโดยเฉลี่ย จะมาแทนที่แรงงานไทย ในสปาหลายๆ แห่ง ผมเห็นทั้งคนลาว,เขมร,เข้ามาทำงานในสปาดีๆ ของไทยเราหลายแห่ง แต่ที่น่าดีใจก็คือท่านทูตญี่ปุ่นให้สัมภาษณ์ว่าประเทศไทยเหมาะสมที่จะเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของ Trading Firm ของญี่ปุ่น ถ้าเป็นจริง ก็น่าจะเป็นข่าวดีกับเรามาก ไม่ว่าธุรกิจอาคารสำนักงาน ที่อยู่อาศัย ธุรกิจร้านอาหาร ฯลฯ ก็น่าจะได้รับอานิสงค์ไปด้วย รัฐบาลไทยควรจะรีบออกมาตรการสนับสนุนให้บริษัทต่างๆ มาตั้ง Regional hub ในไทย โดยอาจจะไม่เก็บภาษีจากรายได้ที่เกิดนอกราชอาณาจักรไทย เป็นเวลา 5 ปี และเก็บภาษีเพียง 50% ของอัตราภาษีปกติจากรายได้ที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักร เพื่อแข่งขันกับมาเลเซียและสิงคโปร์ ที่พยายามดึงบริษัทใหญ่ๆ ทั่วโลก ให้มาตั้ง Regional hub ในประเทศของตน อย่าลืมนะครับว่าพอมี AEC ปลายปีหน้า ASEAN จะกลายเป็นกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจที่มีประชากรรวมกันใหญ่เป็นอันดับ 3 รองจากจีนและอินเดีย

          ปีหน้าการส่งออกของเราจะโต 5% ส่วนปีนี้คงโตเพียง 1% ตามการคาดการณ์ของกระทรวงพาณิชย์ที่น่าเป็นห่วงหน่อยก็คือหนี้สินครัวเรือนยังเกิน 80% แต่ใจชื้นขึ้นหน่อยเมื่อสถาบันจัดอันดับ Moody บอกว่าไทยเราน่าจะจัดการเรื่องนี้ได้ กระทรวงการคลังกำลังจะให้ใบอนุญาตทำ Nano finance โดยให้ประชาชนกู้ได้ไม่เกิน 120,000 บาท ในอัตราดอกเบี้ยที่สูงถึง 32-36% ผมแนะนำให้ท่านผู้อ่านอย่ากู้โดยเด็ดขาด ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขนาดนี้ นอกจากจะไม่กู้แล้ว อยากให้ท่านเพิ่มการออมโดยกันเงินออมออกมาจากรายได้ทันที ไม่ต่ำกว่า 20% ยิ่งออมมาก ยิ่งจะมีความมั่งคั่งเร็วขึ้นโดยนำเงินออมไปลงทุนในกองทุน LTF และ RMF ถ้ายังมีเงินออมเหลือก็นำไปซื้อประกันชีวิต เพราะว่าทั้ง 3 อย่างนี้ ท่านสามารถนำไปลดหย่อยภาษีได้อีก นอกเหนือจากผลตอบแทนจากกองทุนและประกันชีวิตซึ่งยังได้ความคุ้มครองอีกด้วย ฉบับถัดๆ ไปผมจะมาเขียนรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ถ้าท่านรอไม่ไหว ผมขออนุญาตแนะนำหนังสือ “ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน” ของผมมาอ่านกันดูนะครับ

กิติชัย เตชะงามเลิศ
                                                                                          05/11/57


ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่ 

Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
Twitter     : http://twitter.com/value_talk
Instagram : Gid_Kitichai
Blog         : http://kitichai1.blogspot.com
You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9 
Google+  : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
Linkedin   : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
Pinterest   : http://www.pinterest.com/kitichai/


 หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6  และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Glow, L'Optimum และ Me(Market Evolution) ทุกเดือน

หาอสังหาทั้งถูกและดีเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ได้ที่  http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty

วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ประสบการณ์ในการลงทุนอสังหาของผม (ตอนที่ 3)

ประสบการณ์ในการลงทุนอสังหาของผม (ตอนที่ 3)

•รายได้แค่เดือนละ 15,000 บาท คุณสามารถเป็นเจ้าของคอนโดหรูย่านสุขุมวิทได้!
•ออมเงินเพียงเดือนละหลักพัน ก็เป็นเศรษฐี 100 ล้าน ก่อนอายุ 50 ปี!
    รายละเอียดอยู่ในหนังสือ"ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน"ซึ่งวางจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป(ร้านนายอินทร์ ซีเอ็ด B2S คิโนะคุนิยะ)แล้วครับ

          สัปดาห์นี้ ผมจะมาเล่าต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากผมได้เคลียร์หนี้สินทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นมาร์จินหุ้น และสินเชื่อธนาคารที่ผมกู้ซื้อคอนโดที่ผมอาศัยอยู่ เบ็ดเสร็จเหลือสภาพคล่องพอจะมีเงินจับจ่ายใช้สอยได้อีกหลายปี แต่ก็รู้สึกเสียดายความมั่งคั่งที่อุตส่าห์สะสมมาตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจในช่วงอายุ  12 ปีมาเรื่อยๆ จวบจนถึงวันนั้น หายวาบไปเกือบ 80% คิดถึงเรื่องนี้ทีไร ก็อดใจหายไม่ได้ทุกครั้งไป ผมจึงเก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นอุทาหรณ์สอนใจตัวเองและผู้อื่น ให้มีความระมัดระวังในการลงทุนและไม่ลงทุนเกินตัว อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ หรือถึงแม้เราจะลงทุนด้วยความรอบคอบระมัดระวังแล้วก็ตาม มันก็อาจจะเกิดปัจจัยหรือสถานการณ์บางอย่างที่ควบคุมไม่ได้ และคาดคิดไม่ถึง ยกตัวอย่างเช่น ใครเลยจะนึกถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์ 911 ที่อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ที่นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกาจะถูกถล่ม เป็นต้น ดังนั้นคำสอนของพระพุทธองค์สามารถนำมาปรับใช้ในด้านการลงทุนได้เช่นกัน  คือ มัฌฌิมปฎิปทา ควรจะเดินทางสายกลาง นั่นคือ ลงทุนแบบพอประมาณ ไม่น้อยจนเกินไป และไม่มากจนเกินไป แต่ผมขอสารภาพตรงๆ ว่า ปัจจุบันก็ยังมีบางช่วงที่ผมลงทุนแบบ Aggressive จนเกินไปทั้งๆ ที่เคยมีบทเรียนเจ็บแสบมาหลายครั้งแล้วก็ตาม ความโลภนี่ไม่เข้าใครออกใครจริงๆ
          ประสบการณ์ลงทุนในอสังหาที่เริ่มจริงจังเมื่อประมาณ 13 ปีที่แล้ว ก็ช่วงที่ผมเห็นโฆษณาประมูลที่ดินของหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านบางนา-ตราด ผมได้เข้าร่วมประมูล และประมูลได้ไปทำให้ผมเริ่มมีประสบการณ์ในด้านการประมูลอสังหาริมทรัพย์ ผมก็ได้ต่อยอดโดยการเริ่มไปประมูลทรัพย์ที่กรมบังคับคดี ซึ่งเป็นทรัพย์ที่ถูกยึดมาจากลูกหนี้สถาบันการเงินต่างๆ ที่ผิดนัดชำระหนี้ และไม่สามารถชำระเงินให้กับสถาบันการเงินต่อไปได้ จนกระทั่งถูกยึดโดยที่บ้านบางหลัง เจ้าของเดิมยังอาศัยอยู่ก็มี จำได้ว่าครั้งแรกที่เข้าร่วมประมูล และทรัพย์ชิ้นแรกที่ประมูลเป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียว แถวย่านพัฒนาการ พื้นที่ 173 ตารางวา ผมแข่งขันประมูลกับผู้เข้าร่วมประมูลอีก 2 ราย ในที่สุดผมเป็นผู้ชนะการประมูล  ราคาไปจบที่ 1.35 ล้านบาท ซึ่งในขณะนั้น ผมทั้งตื่นเต้นดีใจและแปลกใจว่าทำไมราคาไปจบแค่ราคานั้น ในที่สุดความสังสัยก็มลายหายไป หลังจากที่ผมได้ขับรถไปดูบ้านหลังนั้น แล้วพบว่าเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว และที่ดินก็เป็นที่ตาบอด ทางเข้าก็เปลี่ยวสุดๆ ถ้าไปช่วงกลางคืนดูน่ากลัวมาก แต่โชคดีก็คือบ้านหลังนี้ด้านหลังติดคลอง ทางเข้าออกหน้าบ้านผ่านทางที่ดินของคุณแม่เขาซึ่งได้จดภาระจำยอมไว้ ผมเข้าใจว่าคงมาจดภาระดังกล่าวในช่วงที่เจ้าของทรัพย์ไปกู้ธนาคาร มิฉะนั้นธนาคารคงไม่ปล่อยกู้ให้เป็นแน่ ผมได้คุยกับเจ้าของบ้านซึ่งยังอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น โดยแนะนำตัวว่าเป็นผู้ชนะประมูลบ้านหลังนี้ได้ และอยากจะเข้ามาปรับปรุงบ้าน และปรึกษาหารือกับเขาว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน สำหรับการหาที่อยู่ใหม่ ปรากฏว่าโชคดีมาก ที่การพูดคุยเป็นไปด้วยดี เพราะว่าบ้านคุณแม่เขาก็อยู่ติดกับบ้านเขา ก็เลยใช้เวลาไม่นานในการย้ายออก หลังจากนั้นผมได้ประกาศขายบ้านหลังนี้ทางอินเตอร์เน็ต โดยโฆษณาว่า “ขายบ้านเดี่ยว ติดคลองย่านพัฒนาการ 173 ตารางวา ราคาเพียง 2.20 ล้านบาท” ปรากฎว่าหลังจากลงประกาศมีโทรศัพท์โทรเข้ามาหาผม 30-40 สายภายใน 1 เดือน แต่หลังจากได้นัดเข้ามาดูตัวบ้านซึ่งค่อนข้างทรุดโทรมและรู้ว่าเป็นที่ดินตาบอด ก็ไม่มีใครยอมซื้อแม้แต่คนเดียว จนผ่านไปเข้าเดือนที่ โชคดีมีสุภาพสตรีท่านหนึ่งมาดูแล้วชอบมาก เธอเล่าว่าเธอฝันอยากมีบ้านไม้ติดคลองแบบนี้มานานแล้ว ถึงแม้จะเป็นที่ตาบอดก็ตาม แต่ก็ได้มีทางเข้าออก จากภาระจำยอมของที่ดินแปลงติดกัน สรุปผมทำกำไรไป 850,000 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 63% ภายในเวลาไม่ถึง 3 เดือน ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่ดีมากๆ เลยทีเดียว ทำให้ผมยึดเป็นอาชีพต่อเนื่องมาจนปัจจุบันนี้ แต่ช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมา กำไรที่เคยหอมหวลในอดีตในช่วงที่เป็น Blue ocean ก็หมดไป จนปัจจุบันกลายเป็น Red ocean เนื่องจากจำนวนผู้เข้าร่วมประมูลมีมากขึ้นหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับในอดีต กำไรลดลงมาก เป็นสัจธรรมครับ ที่ไหนมีกำไรดีๆ จะมีคนเข้ามาแก่งแย่งกัน เป็นอย่างนี้ในทุกธุรกิจครับ ตราบใดที่วัฒนธรรม “Me too” ยังระบาดอยู่ สัปดาห์หน้าเรามาต่อกันตรงที่ว่าผมได้รับบทเรียนอะไรจากการประมูลครั้งนั้นกันครับ


กิติชัย เตชะงามเลิศ
                                                                                          01/10/57


ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่ 

Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
Twitter     : http://twitter.com/value_talk
Instagram : Gid_Kitichai
Blog         : http://kitichai1.blogspot.com
You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9 
Google+  : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
Linkedin   : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
Pinterest   : http://www.pinterest.com/kitichai/


 หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6  และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Glow, L'Optimum และ Me(Market Evolution) ทุกเดือน

หาอสังหาทั้งถูกและดีเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ได้ที่  http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty

วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557

ประสบการณ์ในการลงทุนอสังหาของผม (ตอนที่ 2)

ประสบการณ์ในการลงทุนอสังหาของผม (ตอนที่ 2)

•รายได้แค่เดือนละ 15,000 บาท คุณสามารถเป็นเจ้าของคอนโดหรูย่านสุขุมวิทได้!
•ออมเงินเพียงเดือนละหลักพัน ก็เป็นเศรษฐี 100 ล้าน ก่อนอายุ 50 ปี!
    รายละเอียดอยู่ในหนังสือ"ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน"ซึ่งวางจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป(ร้านนายอินทร์ ซีเอ็ด B2S คิโนะคุนิยะ)แล้วครับ

          เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมเขียนค้างถึงช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจไทยตกต่ำย่ำแย่สุดๆ จนทั่วโลกกล่าวขานว่าเป็นวิกฤตต้มยำกุ้ง ตามชื่ออาหารไทยที่เป็นที่รู้จักดีของชาวต่างชาติ ผมยังจำได้ดีว่า ช่วงนั้นเป็นวิกฤตชีวิตที่หนักที่สุดครั้งที่ 2 หลังจากวิกฤตครั้งแรกที่ผมต้องสูญเสียคุณพ่อ คุณแม่และน้องสาวอีก 1 คน อันเป็นสุดที่รักของผม เมื่อช่วงที่ผมมีอายุเพียง 12 ปี  ซึ่งทำให้ผมต้องออกจากโรงเรียน แล้วมาเปิดร้านขายเสื้อผ้าในช่วงกลางวัน แล้วไปเรียนกวดวิชาตอนเย็น เพื่อสอบเทียบม.ต้น และม.ปลายส่งเสียตัวเองจนผมจบปริญญาโท  วิกฤตชีวิต 2 ครั้งนั้นต่างก็มีผลกระทบต่อชีวิตผมอย่างมาก แต่ผมก็สามารถฟันฝ่าวิกฤตเหล่านั้นไปได้ด้วยดี แม้วิกฤตที่ 2 จะสร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้กับผมในช่วงหลายๆ ปีนั้นโดยผมใช้วิธีการแบบหักดิบในการแก้ไขสถานการณ์ครั้งนั้น ในช่วงนั้นผมมานั่งทบทวนและรวบรวมว่าตัวเองมีสินทรัพย์และหนี้สินอะไรบ้าง ก็ปรากฏว่าผมมีคอนโดที่ผมซื้อไว้สำหรับตัวผมเองและพี่ชาย อาคารพาณิชย์ที่ใช้ค้าขายเสื้อผ้า รถยนต์ 2 คัน (ของผมและพี่ชายคนละคัน) หุ้นกู้และเงินสดนิดหน่อยรวมทั้งหุ้นที่อยู่ในบัญชีมาร์จิน ซึ่งผมใช้เงินกู้เป็นจำนวนมาก ประกอบการภาวะที่ตลาดหุ้นตกต่ำลงอย่างมาก ทำให้พอร์ตการลงทุนผมขาดทุนมหาศาล ผมจำได้ว่า มานั่งคำนวณดูว่าถ้าจะล้างหนี้มาร์จินต้องขายหุ้นออกไปประมาณ 70-80% ของพอร์ต ทั้งๆ ที่หุ้นแต่ละตัวลงมาต่ำติดดินแล้ว ซ้ำยังคอนโดที่ผมอาศัยอยู่ ผมก็กู้ธนาคารด้วย ช่วงนั้นผมอยู่ในภาวะ High Leverage คือมีหนี้ค่อนข้างมาก แต่ไหนแต่ไรผมเป็นคนที่ลงทุนแบบ Aggressive ทั้งหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ ผมใช้สินเชื่อเป็นส่วนใหญ่ พอเจอวิกฤตก็เลยมีอาการสาหัสกว่าคนอื่นเขามาก ผมตัดสินใจขายหุ้นออกไป 80-90% ของพอร์ตพร้อมกับตัดใจขายรถยนต์ที่ผมใช้ขับขี่อยู่ เพื่อเป็นการลดภาระหนี้ทั้งๆ ที่รถยนต์คันนี้เป็นความฝันของผมตั้งแต่สมัยเป็นเด็กๆ ที่อยากจะเป็นเจ้าของรถยนต์ยี่ห้อนี้ แต่ผมมองว่า
1. ผมได้ Fulfill ความฝันไปแล้ว
2.รถยนต์เป็นสินทรัพย์ที่เสื่อมมูลค่าเมื่อเวลาผ่านไป เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด คือ ผมไม่ควรจะซื้อรถคันนี้เลยตั้งแต่ต้น เพราะว่าผมขาดทุนจากการขายรถคันนี้ไปล้านกว่าบาทซึ่งเป็นบทเรียนที่ผมไว้เตือนใจตลอดเวลาว่าจะไม่ซื้อทรัพย์สินที่เสื่อมมูลค่าที่มีมูลค่าสูงๆ อีกเป็นอันขาด
3. เพื่อเป็นการลดภาระหนี้ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งในช่วงนั้นผมยังมองไม่ออกว่า เศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวเมื่อไหร่ แต่ผมรู้แน่ๆ ว่าเศรษฐกิจต้องฟื้นแน่ ตามวัฎจักรเศรษฐกิจที่ผมได้ร่ำเรียนมา
4. คอนโดที่ผมอยู่ เป็นคอนโดใจกลางเมืองติดกับรถไฟฟ้า 2 ระบบ และสถานที่ที่ผมมักจะไปทำธุระ ส่วนใหญ่ผมก็สามารถใช้รถไฟฟ้าไปได้เกือบทั้งนั้น นานๆ ถึงจะไปสถานที่ที่รถไฟฟ้าไปไม่ถึง ผมก็สามารถใช้บริการ TAXI หรือกระทั่งรถเมล์ก็ได้
หลังจากขายหุ้นและรถยนต์คันโปรดออกไป ทำให้ผมเหลือสภาพคล่องที่พอให้ผมและพี่น้องมีเป็นค่าใช้จ่ายได้อีกหลายปี เพื่อรอวันที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแล้วค่อยๆ เรียกสมบัติที่ผลัดกันชมกลับมาอีกครั้ง แต่เคราะห์กรรมยังไม่จบไม่สิ้น หุ้นกู้และหุ้นกู้แปลงสภาพที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ผมซื้อลงทุนไว้ก็เกิดการ Default ทำให้ผมต้องขาดทุนเพิ่มขึ้นอีก เพราะว่าในขณะที่ผมซื้อหุ้นกู้เหล่านี้ บริษัทก็กำลังขยายตัว ราคาหุ้นก็ขึ้นเป็นว่าเล่น ผมไม่คาดคิดเลยว่าบริษัทเหล่านี้จะเจ๊ง ผมเตยคิดว่าถ้าบริษัทมีเงินไม่พอก็น่าจะสามารถระดมทุนจากตลาดหุ้นได้ เป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่เจ็บปวดเช่นกัน

ในช่วงนั้นญาติผมคนหนึ่งก็ประสบปัญหาหนี้สินเช่นกันน ผมก็ได้แนะนำให้เขาขายรถยนต์ทิ้งให้เหลือเพียงคันเดียวที่เอาไว้ใช้ส่งของ และขายสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อให้ไม่มีหนี้ แต่เขาไม่เชื่อผม จนในที่สุดต้องล้มละลายไป การเกือบจะล้มลงคราวนั้นของผมได้ให้คติเตือนใจผมว่าการที่ใช้สินเชื่อเพื่อการลงทุนในสัดส่วนที่มาก เป็นเหมือนดาบ 2 คม ในภาวะที่เศรษฐกิจดีก็สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีและเร็วแต่ในขณะที่เศรษฐกิจตกต่ำก็สามารถสร้างความเสียหายได้อย่างมหาศาล บางครั้งอาจจะทำให้ทรัพย์สินที่อุตสาห์สร้างเนื้อสร้างตัวมามลายหายไปได้ และถ้าตัดสินใจผิดพลาดอาจจะกลายเป็นคนที่มีหนี้สินล้นพันตัวได้ เนื้อที่หมดแล้วเอาไว้อ่านต่อตอนที่ 3 สัปดาห์หน้าครับ

กิติชัย เตชะงามเลิศ
                                                                                          24/09/57


ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่ 

Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
Twitter     : http://twitter.com/value_talk
Instagram : Gid_Kitichai
Blog         : http://kitichai1.blogspot.com
You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9 
Google+  : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
Linkedin   : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
Pinterest   : http://www.pinterest.com/kitichai/


 หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6  และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Glow, L'Optimum และ Me(Market Evolution) ทุกเดือน

วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2557

ประสบการณ์การลงทุนอสังหาของผมตอนที่ 1

ประสบการณ์การลงทุนอสังหาของผมตอนที่ 1
•รายได้แค่เดือนละ 15,000 บาท คุณสามารถเป็นเจ้าของคอนโดหรูย่านสุขุมวิทได้!
•ออมเงินเพียงเดือนละหลักพัน ก็เป็นเศรษฐี 100 ล้าน ก่อนอายุ 50 ปี!
    รายละเอียดอยู่ในหนังสือ"ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน"ซึ่งวางจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป(ร้านนายอินทร์ ซีเอ็ด B2S คิโนะคุนิยะ)แล้วครับ


          ผมเริ่มลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เมื่อ 14 ปีที่แล้ว ทั้งๆ ที่ไม่มีประสบการณ์ทางด้านนี้มาก่อน รวมทั้งไม่มีญาติสนิทมิตรสหายที่ลงทุนในอสังหามาก่อนเช่นคัน การลงทุนก็สะเปะสะปะ โดยผมเริ่มต้นซื้อคอนโดชานเมืองราคาประมาณ 2-3 แสนบาทในสมัยนั้น เพื่อหวังเก็งกำไร ปรากฏว่าจนปัจจุบันก็ยังขายไม่ได้ และราคาซื้อขายในปัจจุบันก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าสมัยที่ผมซื้ออยู่เล็กน้อยก็เลยเป็นอสังหาประเภทหนึ่งที่นักลงทุนที่เบี้ยน้อยหอยน้อยกลุ่มหนึ่งในปัจจุบันซื้อเก็บลงทุนไว้ปล่อยเช่า ซึ่งเมื่อดูผลตอบแทนจากการเช่า ก็ค่อนข้างใช้ได้คือประมาณ 10% บวกลบ ดีกว่าฝากธนาคารในปัจจุบันถึง 3-4 เท่าตัวเลยทีเดียว  แต่คงต้องเลือกอาคารที่มีนิติบุคคลที่เข้มแข็งทำงานดี มิฉะนั้นจะเรียกเก็บค่าส่วนกลางจากเจ้าของร่วมได้ไม่ครบ บางอาคาร เรียกเก็บได้ไม่ถึง 70% เสียด้วยซ้ำ  ซึ่งก็จะทำให้นิติบุคคลมีรายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย  การทำนุบำรุงอาคารให้คงสภาพดีไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนวัสดุต่างๆ เช่น ท่อน้ำดี, ท่อน้ำเสีย, การทาสีอาคารใหม่ ฯลฯ ทำได้ไม่เต็มที่ ก็จะทำให้อาคารเหล่านี้ซึ่งมีอายุ 10-20 ปี ทรุดโทรมลงโดยเร็ว  ทำให้อยู่ในสภาพที่ไม่น่าอยู่ คนเช่าก็จะย้ายออกไป ข้อเสียของการลงทุนในคอนโดเก่าที่อยู่ชานเมืองอีกอย่างก็คือ  ราคาแทบจะไม่ขึ้นเลย แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงไหน จากที่ผมคิดตามมาสิบกว่าปี ราคาก็ยังคงอยู่ระดับแสนปลายๆ ถึง 2 แสนกว่าๆ เท่านั้น ในขณะที่คอนโดที่ผมอาศัยอยู่ในปัจจุบัน ผมซื้อมาเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วในราคา 7.80 ล้านบาท เป็นคอนโดที่อยู่ใจกลางเมือง ติดสถานีรถไฟฟ้าทั้ง BTS และ MRT ขนาดร่วม 200 ตารางเมตร ปัจจุบันนี้ราคาซื้อขายห้องขนาดที่ผมอยู่ กระโดดไปที่เกือบ 20 ล้านบาทแล้ว กำไรทั้งอยู่และทั้งราคาที่สูงขึ้น ยิ่งช่วงนี้มี Property Developer 3 บริษัทพร้อมใจกันจะมาเปิดโครงการขายในละแวกคอนโดที่ผมอยู่ โดยมี 2 รายที่เริ่มเปิดให้จองแล้ว รายที่เสนอราคาขายต่อตารางเมตรที่ต่ำที่สุด  เริ่มต้นที่ 150,000 บาท/ตารางเมตร ทั้งๆ ที่โครงการทั้ง 2 โครงการมีโลเคชั่นสู้คอนโดที่ผมอยู่ไม่ได้ ส่วนอีกบริษัทหนึ่ง แว่วๆ มาว่าราคาจะขายเริ่มต้นที่ 200,000 บาท/ตารางเมตร ในขณะที่ราคาคอนโดที่ผมอยู่ตกตารางเมตรละเพียงร่วม 100,000 บาทเท่านั้น จริงๆ แล้วผมอยู่คอนโดนี้มาร่วม 20 ปีแล้ว  โดยยูนิตแรกที่ผมเคยอยู่ ผมซื้อมาเมื่อ 20 ปีที่แล้วที่ราคาประมาณ 4 ล้านต้นๆ โดยมีพื้นที่ 100 ตารางเมตรหลังจากอยู่มาร่วม 10 ปี ผมรู้สึกอึดอัด เพราะว่าผมเป็นคนทำงานที่บ้านทั้งวัน  ถึงแม้จะเป็นห้อง Type 2 ห้องนอน แต่ผมก็ได้ดัดแปลงห้องนอนหนึ่งเป็นห้องทำงาน  ในช่วงปี 2557 ผมเห็นว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจากภาวะวิกฤตต้มยำกุ้ง  ซึ่งทำให้คนไทยหลายคนต้องตกงาน ผมเองช่วงต้มยำกุ้ง ก็เป็นวิกฤตชีวิตครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของผมทรัพย์สินที่เคยมี ต้องสูญเสียไปถึงเกือบ 80% ช่วงนั้นผมเล่นหุ้นด้วยมาร์จินขาดทุนแสนสาหัส ลองคิดดูสิครับ สมมติว่าท่านมีเงิน 1 ล้านบาทแต่สามารถซื้อขายหุ้นได้ 2 ล้านบาท  เวลาหุ้นตกลงมาสัก 40% นั่นหมายถึงว่าท่านขาดทุน 80% นี่ยังไม่นับรวมดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายให้กับโบรคเกอร์ทุกสิ้นเดือน  และเวลาหุ้นลงในช่วงวิกฤต บางครั้งมันลงมากว่า 40% เสียอีก ผมขอยกตัวอย่างให้ดูเพื่อเห็นภาพที่ชัดเจน ดัชนีตลาดหลักทรัพย์เคยขึ้นไปสูงสุดที่ 1,789.16 เมื่อเดือนมกราคม 2537 แล้วโดนเขาขายกระหน่ำลงมาเหลือ 204.59 ในเดือนกันยายน 2541 ลงมาถึง 1,584.57 จุดหรือคิดเป็นการลดลงถึง 88.54% นรกมีจริงครับ ช่วงนั้นมีนักลงทุนที่ฆ่าตัวตายไปหลายท่านเลย ผมต้องรวบรวมจิตใจให้เข้มแข็ง แล้วมานั่งทบทวนพิจารณาตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตและทรัพย์สินดี พี่น้องผมก็ไว้ใจให้ผมเป็นคนดูแลทรัพย์สินในกรีส  รวมทั้งคำสั่งเสียของคุณแม่ก่อนท่านจะเสียชีวิตประมาณ 1 เดือนที่พูดกับผมให้ดูแลพี่ชายและน้องสาวยังก้องอยู่ในหูผมทุกวันทำให้ผมต้องดูแลทรัพย์สินที่มีอยู่ให้ดีที่สุด เนื้อที่หมดแล้วเรามาดูกันว่าในช่วงนั้นผมทำอย่างไรเพื่อให้ตัวเองผ่านพ้นวิกฤตครั้งยิ่งใหญ่ร่วมกับคนไทยทั้งประเทศในสัปดาห์หน้าครับ อ่านฉบับเต็มได้ในหนังสือ"ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน" ซึ่งวางจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป(ร้านนายอินทร์ ซีเอ็ด B2S คิโนะคุนิยะ)แล้วครับ แต่ก่อนจบบทความสัปดาห์นี้อยากเตือนนักลงทุนระยะสั้น SET INDEX ช่วงนี้ดูตื้อๆ แถว 1,570-1,600 จุด และสัญญาณทางเทคนิคฟ้องว่า จะมีการปรับตัวโดย MACD เริ่มตัดลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา RSI ก็ทำ Bearish Divergence กับ SET INDEX ระวังตัวกันหน่อยละกันครับ ส่วนนักลงทุนระยะกลางและยาว รอทยอยเก็บเพิ่มช่วงตลาดปรับตัวลงครับ

กิติชัย เตชะงามเลิศ
                                                                                          10/09/57


ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่ 

Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
Twitter     : http://twitter.com/value_talk
Instagram : Gid_Kitichai
Blog         : http://kitichai1.blogspot.com
You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9 
Google+  : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
Linkedin   : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
Pinterest   : http://www.pinterest.com/kitichai/


 หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6  และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Glow, L'Optimum และ Me(Market Evolution) ทุกเดือน
   

วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2557

ธุรกิจ HEALTH CARE ดีจริงหรือ (ตอนจบ)

ธุรกิจ HEALTH CARE ดีจริงหรือ (ตอนจบ)

•ออมเงินเพียงเดือนละหลักพัน ก็เป็นเศรษฐี 100 ล้าน ก่อนอายุ 50 ปี!
รายละเอียดอยู่ในหนังสือ"ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน"ซึ่งวางจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป(ร้านนายอิน ซีเอ็ด B2S คิโนะคุนิยะ)แล้วครับ



          บทความ 4 ตอนที่ผ่านมาที่ผมพูดเกี่ยวกับธุรกิจ Health care สวนใหญ่จะเป็นการมองในภาพรวมของทั้งโลก ส่วนบทความสัปดาห์นี้ผมจะเน้นถึงธุรกิจนี้ที่อยู่ในประเทศไทยครับ ธุรกิจ Health care ในประเทศมีมาตั้งนานแล้ว ผมขอเริ่มตั้งแต่สมัยที่มีเริ่มตั้งโรงพยาบาลเป็นเรื่องเป็นราวสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ที่พระองค์ได้เล็งเห็นถึงการขาดสถานพยาบาลเพื่อดูแลรักษาพสกนิกรที่เจ็บป่วย จึงมีพระราชดำริก่อตั้งโรงพยาบาลขึ้นเป็นครั้งแรกในราชอาณาจักรสยาม แต่ในสมัยนั้นมีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาขน ไม่ได้หวังค้ากำไร เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลของรัฐ ต่อมาคนไทยที่มีรายได้สูงเริ่มมีจำนวนมากขึ้น จึงเริ่มมีธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนมาตอบสนองความต้องการในบริการที่ดีขึ้น และต่อมาเริ่มมีการแตกขยายสาขาเป็น Hospital chain หรือ hospital network เริ่มมีการนำโรงพยาบาลเอกชนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น จนปัจจุบันมีมากกว่า 10 บริษัทแล้วและยังมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยมีบริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) เป็น Chain ที่ใหญ่ที่สุดมี Market cap มากถึง 300,000 ล้านบาทเลยทีเดียวจนทำให้กลุ่มการแพทย์ ซึ่งเมื่อย้อนหลังไป 7-8 ปีที่แล้ว กลุ่มนี้นับว่าเป็นกลุ่มที่เล็ก Market cap ทั้งกลุ่มมีมูลค่าน้อยมากเมื่อเทียบกับ Market cap รวมของตลาด ต่อมาหลังจากเริ่มได้รับความนิยมจากนักลงทุน ทำให้กลุ่มการแพทย์มี P/E ที่สูงขึ้น จนถึงปัจจุบันเฉลี่ยประมาณ 20-30 กว่าเท่า เนื่องจากอัตราการเจริญเติบโตของรายได้และกำไรค่อนข้างสูง ประเทศไทยเรายังมีจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งสถานพยาบาลค่อนข้างน้อย ยิ่งต่างจังหวัดแล้วยิ่งน้อยใหญ่ ทำให้โอกาสของธุรกิจนี้ยังมีอีกมากมาย นี้ยังไม่รวมผลกระทบจาก AEC ซึ่งทำให้ Hospital chain ของไทยไม่ว่าจะเป็น Chain ใหญ่หรือเล็ก มีโอกาสสอดแทรกเข้าไปตั้งคลีนิคหรือโรงพยาบาลที่ประเทศในกลุ่ม ASEAN โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLMV (Cambodia, Laos, Myanmar, และ Vietnam) ซึ่งยังขาดแคลนโรงพยาบาลชั้นนำอย่างมาก นอกจากการไปตั้งสถานพยาบาลในประเทศเหล่านี้แล้ว ยังสามารถที่จะรับบริหารจัดการโรงพยาบาลอื่นๆ โดยรับรู้เป็นค่าจ้างบริหารจัดการ อย่างเช่น ที่กลุ่ม IHH ของมาเลเซียทำอยู่ในหลายๆ ประเทศ ทำให้บริษัทมีโอกาสได้เรียนรู้ตลาดในประเทศนั้นๆ ว่ามีความต้องการบริการในรูปแบบไหน และประเภทของโรคภัยไข้เจ็บ ทำให้สามารถตั้งเป็นศูนย์รักษาโรคเฉพาะทางได้อีกด้วย ซึ่งการรับบริหารเป็นหนึ่งในนโยบาย Asset light ทำให้กลุ่มโรงพยาบาลที่รับบริหารไม่ต้องลงทุนมากมายเหมือนการลงทุนแบบ Green field ที่ใช้การลงทุนที่มากและใช้เวลาในการก่อสร้างโรงพยาบาลหรืออาจจะเข้าไป Takeover โรงพยาบาลทั้งในต่างจังหวัด และโรงพยาบาลในกลุ่ม ASEAN ด้วยกัน ยิ่งเครือข่ายที่ใหญ่มากขึ้นเท่าไร Economy of scale ก็จะมากขึ้นเท่านั้น อำนาจในการต่อรองทางธุรกิจไม่ว่าจะเป็นการสั่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ ผมยังสงสัยว่าทำไมกลุ่มโรงพยาบาลต่างๆ ไม่เข้ามาสนับสนุนสถานศึกษาต่างๆ ให้สามารถรับนิสิตนักศึกษาเข้ามาเรียนได้เพิ่มจำนวนมากขึ้น และให้ทุนการศึกษาแก่นิสิตนักศึกษาที่เรียนดี โดยอาจจะมีข้อผูกพันว่าจะต้องมาทำงานใช้ทุนที่โรงพยาบาลที่ให้ทุนการศึกษาต่อจากการใช้ทุนของรัฐ คิดแล้วโรงพยาบาลเอกชนที่ให้ทุนน่าจะได้ประโยชน์ เพราะว่าบุคลากรทางการแพทย์นี้จบใหม่เหล่านี้ ในช่วงการใช้ทุนของรัฐ ก็เปรียบเสมือนได้ฝึกงานไปในตัว พอเริ่มทำงานใช้ทุนให้กับโรงพยาบาลเอกชน ก็จะมีประสบการณ์มากขึ้นแล้ว ผมอยากให้ BGH เป็นผู้ริเริ่มโครงการนี้ ปัจจุบัน BGH มีโรงพยาบาลในเครือทั้งหมด 3 แห่งและกำลังก่อสร้างอีก 9 แห่ง และล่าสุดก็ได้ควบรวมกับกลุ่มโรงพยาบาลสนามจันทร์ซึ่งมีโรงพยาบาลอีก 3 แห่งเมื่อเร็วๆ นี้ รวมเป็น 43 แห่ง แล้วยังตั้งเป้าหมายจะเพิ่มอีก  7 แห่งในปีหน้ารวมเป็น 50 แห่ง ทำให้มีจำนวนเตียง รวมเป็น 8,000 เตียง นับว่ามากที่สุดในประเทศไทย รีบๆ ทำเถอะครับ เพราะว่าโครงการดีๆ แบบนี้ถือเป็น CSR ที่ตรงกับลักษณะธุรกิจและดีมากๆ ครับ และยังจะได้บุคลากรทางการแพทย์มาร่วมงานมากขึ้นด้วย

กิติชัย เตชะงามเลิศ
                                                                                          10/09/57


ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่ 

Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
Twitter     : http://twitter.com/value_talk
Instagram : Gid_Kitichai
Blog         : http://kitichai1.blogspot.com
You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9 
Google+  : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
Linkedin   : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
Pinterest   : http://www.pinterest.com/kitichai/


 หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6  และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Glow, L'Optimum และ Me(Market Evolution) ทุกเดือน