จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร

จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร
เล่าประสบการณ์การลงทุนของผมที่นำไปใช้ได้ง่ายๆ

วันพฤหัสบดีที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2560

นักท่องเที่ยวจีนกับคอนโดไทย(ตอนที่ 1)

                                     นักท่องเที่ยวจีนกับคอนโดไทย(ตอนที่ 1)




        ธุรกิจที่เชิดหน้าชูตาของประเทศไทย และสามารถต่อกรกับประเทศอื่นๆบนโลกใบนี้ได้อย่างดีทีเดียว ก็คือธุรกิจการท่องเที่ยว  จะเห็นได้จากตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนประเทศไทย ติดอันดับที่ 9 ของประเทศทั่วโลก โดยปี 2559 มีนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทย 32.60 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่ 29.9 ล้านคน เพิ่มขึ้นมา 2.7 ล้านคนหรือคิดเป็น 8.9%   (ที่มา : United Nations World Tourism Organization) ตามภาพที่ 1 จะเห็นได้ว่าประเทศที่ติดอันดับ Top 10 เป็นประเทศในทวีปยุโรปถึง 6 ประเทศ( ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี สหราชอาณาจักร และเยอรมันตามลำดับ)  ทวีปอเมริกาเหนือ 2 ประเทศ(สหรัฐอเมริกา และเม็กซิโก)  ทวีปเอเชีย 2 ประเทศ(สาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศไทย)  ที่เป็นเช่นนี้น่าจะเป็นเพราะว่าชาวยุโรปและชาวอเมริกา มีรายได้ประชากรต่อหัวสูง เมื่อเทียบกับคนชาติอื่นๆในทวีปอื่นๆ  และการที่ชาวยุโรปมีประเทศติดกัน การเดินทางสะดวก และไม่ต้องขอวีซ่าเวลาจะเข้าประเทศ  ในขณะที่ประเทศจีนมีขนาดพื้นที่กว้างใหญ่ มีทรัพยากรการท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก และในกลุ่มประเทศอาเซียนมีประเทศไทยเราประเทศเดียว ที่ติดอันดับ Top 10  น่าชื่นใจจริงๆ

                                  

                                 ภาพที่ 1 : จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวสากลปี 2559   ที่มา : WIKIPEDIA

       ในปัจจุบันบนโลกใบนี้มีประเทศถึง 195 ประเทศโดยที่ 193 ประเทศเป็นสมาชิกสหประชาชาติขณะที่อีก 2 ประเทศยังเป็นแค่เพียง  Non-Member Observer States ซึ่งได้แก่ประเทศ The Holy See และ The State of Palestine
(ที่มา : http://www.worldometers.info/) สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มแข็งของธุรกิจท่องเที่ยวของไทย  นอกจากธุรกิจเหล่านี้จะดำเนินธุรกิจในประเทศไทยแล้วหลายปีที่ผ่านมา ทั้งไปรับบริหารกิจการโรงแรม และรีสอร์ทต่างๆในหลายประเทศ  ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไมเนอร์อินเตอร์ เซ็นทรัล ดุสิตธานี ๆลๆ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีความแข็งแกร่งมาก ถึงขนาดที่ไปเทคโอเวอร์กลุ่มโรงแรมต่างชาติ อย่างเช่นกลุ่มไมเนอร์อินเตอร์ที่ไปเทคกลุ่มโรงแรม TIVOLI ในโปรตุเกส และบราซิล เมื่อต้นปี 2558 รวมทั้งโรงแรมในกลุ่มของ Oaks Hotels and Resorts

         เมื่อมาดูจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่มาเข้ามาเที่ยวในเมืองไทยปี ตั้งแต่ ปี 2550 ถึง 2559(ภาพที่ 2) จะเห็นได้ว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นเกือบทุกปี ในอัตราที่โตพอสมควร โดยบางปีโตมากกว่า 30% เสียด้วย มีอยู่เพียง 2 ปีที่มีอัตราการเติบโตติดลบ คือปี 2552 ซึ่งในปีนั้นเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในประเทศไทย ช่วงเมษายน หรือ สงกรานต์เลือด เป็นเหตุการณ์การเดินขบวนทางการเมืองในกรุงเทพมหานครและพัทยา เพื่อขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และมีการสลายการชุมนุมด้วยทหารตามมา ช่วงที่การประท้วงถึงขีดสุด มีผู้ประท้วงมากถึง 100,000 คน จนรัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และปี 2557 ซึ่งได้เกิดเหตุการณ์รัฐประหาร โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในวันที่ 22 พฤษภาคม ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดฮวบลงอย่างน่าใจหาย ที่จองโรงแรมไปแล้วก็ขอยกเลิก ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่องมีความซบเซา ซึ่งส่งผลกระทบกับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยใน 2 ปีนั้นเป็นอย่างมาก



                                                        ภาพที่ 2 : สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาไทย ปี 2550 ถึง 2559
                    ที่มา : กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

เมื่อมาชำแหละดูจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่มาเข้ามาเที่ยวในเมืองไทยปี 2553 ถึง 2559(ภาพที่ 3) ถ้านับเป็นรายประเทศ จะเห็นได้ว่านักท่องเที่ยวจีนเป็นอันดับที่ 1 ซึ่งเริ่มเข้ามาติดอันดับที่ 1 ตั้งแต่ปี 2555 แล้วก็ติดอันดับที่หนึ่งมาตลอด ถ้าดูจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเที่ยวประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งมีจำนวน 777,508 คน จนถึงปีล่าสุดคือปี 2559  มีจำนวน 8,757,466 คน  เท่ากับว่าในช่วง 7 ปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นมาถึง 7,979,958 คน หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นมาถึง 1,026.35%  ถือว่าเป็นอัตราการเติบโตที่สูงมาก

          ในขณะที่นักท่องเที่ยวในประเทศกลุ่มอาเซียน ถ้าเปรียบเทียบตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งมีจำนวน 3,968,579 คน จนถึงปีล่าสุดคือปี 2559  มีจำนวน 8,658,051 คน  เท่ากับว่าในช่วง 7 ปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นมาถึง 4,689,472 คน หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นมาถึง 118.17%  ถือว่าเป็นอัตราการเติบโตที่น่าพอใจเลยทีเดียว

10 อันดับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตั้งแต่ปี 2549 ถึง 2559



          
* ประเทศในกลุ่มอาเซียน                                     
                                                 ภาพที่ 3 : 10 อันดับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตั้งแต่ปี 2549 ถึง 2559
                  ที่มา : กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ยังไม่ทันเข้าเรื่อง เนื้อที่ก็หมดเสียแล้ว ติดตามอ่านตอนต่อได้ที่ http://kitichai1.blogspot.com/2017/12/blog-post_88.html

กิติชัย เตชะงามเลิศ
     21/12/60

นักท่องเที่ยวจีนกับคอนโดไทย(ตอนจบhttp://kitichai1.blogspot.com/2017/12/blog-post_88.html
ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยเอาเม้าส์ไปทางด้านขวามือจะมีแถบแสดงออกมา แล้วเลือกคลิกไอคอนที่เขียนว่าสมัครรับข้อมูล เมื่อผมมีบทความใหม่ ท่านก็จะทราบทันที

  
      ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่


      หรือ 1.หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 ในคอลัมน์ "เขียนอย่างที่คิด"   
              2.หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจหน้า 15 เดือนละครั้ง ในคอลัมน์ “จับช่องลงทุน” 
              3.นิตยสาร Be Link ทุกเดือน 
              4.นิตยสาร GQ เดือนเว้นเดือน
              5.นิตยสาร Me(Market Evolution) วารสารเภตรา ของสมาคมศิษย์เก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และ จุลสารเตชะสาร ของสมาคมเตชะสัมพันธ์ ทุกไตรมาส


หาอสังหาทั้งถูกและดีเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ได้ที่  http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty



แอสปาย สาธร-ราชพฤกษ์ Aspire Sathorn-Rajpruek ขายดาวน์ 6 ยูนิตสุดสวย เพียง 2 ล้านบาทเท่านั้น 1 ก้าวจาก SKY WALK รถไฟฟ้าบางหว้า และรถไฟฟ้า MRT (เป็นสถานี INTERCHANGE)
        

        ห้องที่จะขายดาวน์(คาดว่าจะแล้วเสร็จ กย. 2561) ขนาด 26 ตรม. แบบ STUDIO ห้องหันไปทางทิศใต้ รับลมตลอดทั้งปี ราคา 2,000,000 บาท

CALL   : 081-8118229
LINE   : gid_kitichai
Wechat : gid_kitichai

       Aspire Sathorn-Rajpruek, 1 step from BTS Bangwah & MRT, only 2 million baht.



Down Payment sales : Studio type, 26 sqm., the balcony facing south, only 2 million baht.

CALL   : 081-8118229
LINE   : gid_kitichai
Wechat : gid_kitichai
EMAIL  : gid1998@gmail.com



สถานการณ์ตลาดคอนโดยังดี?

                                                       สถานการณ์ตลาดคอนโดยังดี?
            

             จากข้อมูลของ CBRE พบว่า  ยอดขายของคอนโดมิเนียม ในไตรมาส 2 ปีนี้ค่อนข้างเฉื่อย โดยมีคอนโด 1,041 ยูนิต ที่อยู่ในเขตเมืองชั้นใน ออกมาขายในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ ซึ่งมียอดขายที่ดีกว่าบริเวณรอบนอกของกรุงเทพโดยโครงการที่อยู่ในโลเคชั่นที่ดี พร้อมทั้งเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ถูกต้อง ยังมียอดขายดีกว่าโดยเฉลี่ยของอุตสาหกรรม มีจำนวน 28,282 ยูนิตที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ได้ถูกขายไปแล้ว 76.19 เปอร์เซ็นต์ โดย CBRE เชื่อว่าจำนวนยูนิตที่สร้างเสร็จแล้ว แต่ยังขายไม่ได้มีอยู่ไม่มากนัก อย่างไรก็ตามยอดขายคอนโดรวมแล้ว ลดลง 63 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส แต่ยังเพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบปีต่อปี(ดูภาพที่ 1 ซึ่งแสดงถึงจำนวนยูนิตของคอนโด ที่ออกขายตั้งแต่ปี 2538 ถึง ปี 2564(คาดการณ์))
                             
         
                            ภาพที่ 1 จำนวนยูนิตของคอนโดที่ออกขายตั้งแต่ปี 2538 ถึง ปี 2564(คาดการณ์))
        แต่ราคาคอนโดที่จัดว่าเป็นระดับ luxury ในเขตเมืองชั้นใน ยังสร้างสถิติของราคาสูงสุดใหม่อยู่เรื่อยๆ ราคาของบางยูนิตในบางโครงการ มีราคามากกว่า 100 ล้านบาทไปแล้ว(ดูราคาเฉลี่ยของคอนโด HIGH-END ในเขตเมืองชั้นใน ได้จากภาพที่ 2)
                                              

                                                        ภาพที่ 2 ราคาเฉลี่ยของคอนโด HIGH-END ในเขตเมืองชั้นใน

             จากราคาที่สูงขึ้นมาก ทำให้ผู้ซื้อคอนโดในเขตดังกล่าว ใช้เวลาในการพิจารณาตัดสินใจซื้อนานขึ้น สาเหตุที่ราคาคอนโดสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นเพราะว่าราคาที่ดินของเขตเมืองชั้นใน พุ่งสูงขึ้นตลอดเวลา  ซึ่งซีบีอาร์อีชื่อว่าราคาคอนโดในเขตเมืองชั้นในจะไม่ตกลง ยกเว้นแต่โครงการที่สร้างเสร็จแล้ว แต่ยังมียูนิตเหลือ ยังขายได้ไม่หมด เพราะว่ายังมี DEMAND จากคนต่างชาติที่มี SKILLED ที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ที่มีใบอนุญาตทำงาน หรือที่เรานิยมเรียกสั้นๆว่า EXPAT  ที่เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ จนล่าสุดอยู่ที่ 84,387 คน ซึ่งเป็นตัวเลข ณ ไตรมาส 2 ปี 2559  โดยคนญี่ปุ่นครองสัดส่วนสูงสุดถึง 22%(ข้อมูลจาก : CBRE) โดยไม่กี่ปีนี้ คนจีนเริ่มมีสัดส่วนที่มากขึ้น คิดเป็น 13 เปอร์เซ็นต์ของจํานวน EXPAT ทั้งหมด ซึ่งตัวเลขของคนจีนในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นถึงเท่าตัว เมื่อเทียบกับอดีตก่อนหน้านี้ โดย EXPAT ส่วนใหญ่จะพักอาศัยอยู่ในบริเวณสุขุมวิทตั้งแต่ซอย 1 ถึงซอย 63 สำหรับซอยเลขคี่ และซอย 2 ถึงซอย 42 สำหรับซอยเลขคู่(โดยคนญี่ปุ่นชอบที่จะอาศัยอยู่ในซอยสุขุมวิท 39 ถึงทองหล่อ จนหลายคนเรียกย่านนั้นว่าเป็น LITTLE TOKYO)  ย่านสีลม สาทร และสยาม ในขณะที่ supply ของอพาร์ทเม้นท์ มีการเติบโตน้อยมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา(ดูภาพที่ 3 ซึ่งแสดงถึง DEMAND, SUPPLY และอัตราการเช่าของอพาร์ทเม้นท์ ในช่วงระหว่างปี 2548 ถึงไตรมาส 2 ปี 2560) เพราะว่าผลตอบแทนจากการลงทุนอพาร์ทเม้นท์ค่อนข้างต่ำ ปัจจุบันนี้มีจำนวนยูนิตของอพาร์ทเม้นท์เพียง ประมาณ 500 ยูนิตที่กำลังปรับปรุง เมื่อเทียบกับจำนวน 12,000 ยูนิตของคอนโดมิเนียม ที่กำลังจะผุดออกมาในย่านเขตเมืองชั้นใน
                                   

       ภาพที่ 3 DEMAND, SUPPLY และอัตราการเช่าของอพาร์ทเม้นท์ ในช่วงระหว่างปี 2548 ถึงไตรมาส 2 ปี 2560

          ล่าสุด ที่บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)ชนะการประมูลซื้อที่ดินสถานทูตออสเตรเลีย เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 82 ตารางวา บนถนนสาทร  ติดถนนสวนพลู มูลค่าที่ดิน 4,600 กว่าล้านบาท หรือคิดเป็นตารางวาละ 1.45 ล้านบาท ซึ่งทางบริษัทเตรียมจะพัฒนาเป็นโครงการ ซึ่งประกอบด้วย อาคารชุดพักอาศัยและอาคารสำนักงานให้เช่า  ซึ่งเป็นการสร้างสถิติราคาสำหรับที่ดินย่านสาทร
        แต่ก็ยังต่ำกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับราคาประมูลที่ดินของสถานทูตอังกฤษ เนื้อที่ 25 ไร่ บริเวณถนนวิทยุ ที่บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล (เจ้าเก่าที่เคยประมูลที่ดินของสถานทูตอังกฤษเมื่อปี 2550 ซึ่งชนะการประมูลซื้อที่ดินของสถานทูตอังกฤษแปลงแรกขนาด 9.5 ไร่มาแล้ว ด้วยราคา 9 แสนบาทต่อตารางวา ซึ่งก็เป็นราคาซื้อขายที่ดินที่แพงที่สุดในขณะนั้น)  เป็นผู้ที่เสนอราคาสูงสุด โดยได้เสนอราคาประมูลอยู่ที่ 2 - 2.2 ล้านบาท ต่อ 1 ตารางวา รวมที่ดินที่ประมูลทั้งหมดกว่า 10,000 ตารางวา มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท ทุบสถิติราคาที่ดินที่สูงที่สุด เท่าที่เคยมีการซื้อขายกันมาในประเทศไทย   
          ส่วนคอนโดที่อยู่บริเวณรอบนอก ยังมีความต้องการที่ต่ำ ซ้ำร้ายยังถูกจำกัดด้วยการที่สถาบันการเงินไม่ค่อยอยากจะปล่อยสินเชื่อให้  เนื่องจากเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดี จึงมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้ากลุ่มนี้ นอกจากนี้ยังมีจำนวนยูนิตที่เหลือขายสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก จำนวนยูนิตของโครงการในกลุ่มนี้มีถึง 14,066 ยูนิตเพิ่มขึ้น 95 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบปีต่อปี เพราะว่า DEVELOPER ต่างก็ต้องการที่จะนำโครงการของตนออกขาย ก่อนที่จะถึงพระราชพิธีถวายพระเพลิงในเดือนตุลาคม
                                            


          คอนโดกลุ่มนี้ยังมีอาการน่าเป็นห่วง เนื่องจากมีปริมาณ SUPPLY มากกว่าปริมาณ DEMAND  ยังพอมีข่าวดีอยู่บ้างที่มี DEMAND จากคนจีนที่มาซื้อคอนโดเพื่อลงทุน แต่ก็ยังมีจำนวนไม่มากนัก คงต้องรอดูกันต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร

กิติชัย เตชะงามเลิศ
     21/12/60


ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยเอาเม้าส์ไปทางด้านขวามือจะมีแถบแสดงออกมา แล้วเลือกคลิกไอคอนที่เขียนว่าสมัครรับข้อมูล เมื่อผมมีบทความใหม่ ท่านก็จะทราบทันที

  
      ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่


      หรือ 1.หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 ในคอลัมน์ "เขียนอย่างที่คิด"   
              2.หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจหน้า 15 เดือนละครั้ง ในคอลัมน์ “จับช่องลงทุน” 
              3.นิตยสาร Be Link ทุกเดือน 
              4.นิตยสาร GQ เดือนเว้นเดือน
              5.นิตยสาร Me(Market Evolution) วารสารเภตรา ของสมาคมศิษย์เก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และ จุลสารเตชะสาร ของสมาคมเตชะสัมพันธ์ ทุกไตรมาส


หาอสังหาทั้งถูกและดีเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ได้ที่  http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty

ไลฟ์ อโศก(LIFE ASOKE) 2 ยูนิตชั้นสูงสุดสวย ซื้อมาในรอบ VVIP เจ้าของขายเอง ราคาพิเศษ 1 นาทีจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT เพชรบุรี และ AIRPORT LINK สถานีมักกะสัน
   




        

ห้องที่จะขายดาวน์(คาดว่าจะแล้วเสร็จ กค. 2561)

ชั้น 23  1 ห้องนอน 1ห้องน้ำ  ราคา 4,100,000 บาท เฟอร์นิเจอร์บางส่วน หันไปทางทิศใต้ ลมพัดเย็นสบาย ไม่ใกล้โถงลิฟต์ และห้องขยะ วิวอโศก สุขุมวิท CITY VIEW ใจกลางกรุงเทพ ไม่มีอะไรบังวิว



รายละเอียดโครงการ
      ถนนอโศก-ดินแดง แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม. พื้นที่ 6-2-85 ไร่ 35 ชั้น 1,642 ยูนิต และร้านค้า 3 ยูนิต ที่จอดรถ 675 คัน ซ้อนคันได้อีก 81 คัน รวมเป็น 51% ลิฟต์โดยสาร 8 ตัว และลิฟต์ขนของ 2 ยูนิต Triple Facilities พร้อมส่วนกลาง และสวน 5 ไร่กว่า Grand Lobby และสวนพักผ่อนขนาดใหญ่, Infinity Edge Pool & Panoramic Fitness และสวน บนชั้น 7, Sky High Garden บนชั้น 35 พร้อม Jogging track ยาวครึ่งกม. ค่าส่วนกลางและกองทุน 35 บาท/ตร.ม.และ 450 บาท/ตร.ม. ตามลำดับ



ลดหย่อนประกันสุขภาพ ใครได้ประโยชน์?(ตอนจบ)

                                 ลดหย่อนประกันสุขภาพ  ใครได้ประโยชน์?(ตอนจบ)


            จากบทความ 2 ตอนที่แล้ว ซึ่งผมได้ปูพื้นให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลง ของฐานประชากรไทยในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา รวมทั้งกลุ่มโรงพยาบาลที่จะได้รับประโยชน์ จากฐานอายุของประชากรไทยที่สูงขึ้น และจำนวน EXPAT ที่มากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา 
             ที่นี้เรามาเข้าเรื่องตามชื่อบทความ "ลดหย่อนประกันสุขภาพ  ใครได้ประโยชน์?" กันครับ จากการที่กรมสรรพากร อนุญาตให้ผู้เสียภาษี ที่ซื้อประกันสุขภาพสามารถนำเบี้ยดังกล่าวมาลดหย่อนภาษีได้เพียง 15,000 บาท แต่เมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแล้ว ก็จะลดหย่อนมากสุดได้แค่ 100,000 บาทเท่าเดิม ไม่ได้ให้สิทธิ์ในการลดหย่อนเพิ่มขึ้น เพียงแต่ว่าสามารถที่จะนำเบี้ยประกันสุขภาพจำนวนดังกล่าว มารวมกับเบี้ยประกันชีวิตได้ ซึ่งแต่เดิมจะสามารถนำเพียงแต่เบี้ยประกันชีวิตมาลดหย่อนได้เท่านั้น ดังนั้นธุรกิจประกันชีวิตทั้งหลาย ก็คงจะต้องอกหักไปตามๆกัน จากการที่คาดหวังว่าจะสามารถขายประกันสุขภาพ ได้เพิ่มเติมจากคนที่ทำประกันชีวิตอยู่แล้ว  ซึ่งโดยปกติเบี้ยประกันสุขภาพ จะมีกำไรในอัตราที่ต่ำกว่าเบี้ยประกันชีวิต ซึ่งจะเห็นได้จากค่าคอมมิชชั่นของยอดขายประกันสุขภาพ ที่บริษัทประกันชีวิตให้กับตัวแทนประกันชีวิต อยู่ในอัตราที่ต่ำกว่ายอดขายประกันชีวิต รวมทั้งผู้ที่จะซื้อประกันสุขภาพ จะต้องเป็นลูกค้าที่ซื้อประกันชีวิตอยู่ก่อนแล้ว ถึงจะมีสิทธิ์ซื้อได้ ดังนั้นถ้าลูกค้าบริษัทประกันชีวิต นำจำนวนเงินที่จะซื้อประกันชีวิต มาซื้อประกันสุขภาพ โดยไม่เพิ่มเม็ดเงินที่มากขึ้น ก็น่าจะทำให้ธุรกิจประกันชีวิตมีอัตราการทำกำไรที่ลดลง
              แต่ธุรกิจที่เน้นขายประกันสุขภาพโดยตรง อย่างเช่น BUPA น่าจะได้รับประโยชน์จากมาตรการลดหย่อนภาษีครั้งนี้เป็นอย่างมาก  เรียกว่างานนี้ส้มหล่นจริงๆ เสียดายที่ไม่ได้จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มิฉะนั้นผมคงจะต้องรีบเข้าไปซื้อเสียแล้ว ทีนี้มาดูกันครับว่าเบี้ยประกันสุขภาพ 15,000 บาทสำหรับคนที่มีอายุไม่เกิน 30 ปีจะคุ้มครองอะไรกันบ้าง
  ค่าห้องและการพยาบาลสูงสุดต่อวัน                                                                                          4,000
  ค่าห้องไอซียูและการพยาบาลสูงสุดต่อวัน                                                                                 8,000
  ค่ารักษาพยาบาลทั่วไป                                                                                                      ตามจริง*
  ค่าธรรมเนียมแพทย์ผ่าตัด                                                                                                 ตามจริง*
  ค่าแพทย์เยี่ยมไข้                                                                                                                ตามจริง*
  การรักษาพยาบาลฉุกเฉินแบบคนไข้นอก (กรณีอุบัติเหตุรักษาตัวภายใน 24 ชั่วโมง)            ตามจริง*
  ประกันอุบัติเหตุ (อ.บ.2)                                                                                                   100,000
  รวมแล้วความคุ้มครองสูงสุด( สูงสุดต่อปี )                                                                      750,000
รวมทั้งความคุ้มครองกรณีผู้ป่วยนอก ได้แก่ ค่าปรึกษาแพทย์, ค่ายา, ค่าเอ็กซเรย์และค่าตรวจในห้องแล็ป (สูงสุดไม่เกิน 1 ครั้งต่อวัน และ 30 ครั้งต่อปี)
             เมื่อดูตามความคุ้มครองข้างบนนี้แล้ว จะเห็นได้ว่ากลุ่มโรงพยาบาลที่จะได้ประโยชน์ทางอ้อม จากมาตรการลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพนี้ คงต้องเป็นกลุ่มโรงพยาบาลระดับกลางถึงล่างเท่านั้น เพราะว่าค่าบริการและค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลระดับบน สูงเกินกว่าความคุ้มครองที่จะได้จากเบี้ยประกันในระดับนี้  ดังนั้นคนที่เคยซื้อประกันสุขภาพ ซึ่งต้องการความคุ้มครองในระดับสูง คงแทบจะไม่เห็นประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว หรืออาจจะมีบ้างที่นำเงินที่จ่ายค่าเบี้ยประกันสุขภาพ ซึ่งเคยจ่ายอยู่แล้วทุกปี มาใช้ประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี แต่จะมีกลุ่มผู้ที่ไม่เคยซื้อประกันสุขภาพ ซึ่งเป็นฐานของคนกลุ่มใหญ่ หรือผู้ที่ซื้อประกันสุขภาพในระดับความคุ้มครองปานกลางอยู่แล้ว จะอาศัยมาตรการนี้เพื่อประโยชน์ในการเสียภาษีน้อยลงเพิ่มขึ้น  ซึ่งผมเองก็สนับสนุนมาตรการของกรมสรรพากรในครั้งนี้ เพื่อช่วยให้ชนชั้นกลางมีหลักประกันสุขภาพมากขึ้น ไม่ต้องเป็นห่วงคนที่รวยกันอยู่แล้ว เพราะกลุ่มนั้นเขามีกำลังซื้อที่สูง
            ถ้าผมเป็นผู้บริหารของกลุ่มโรงพยาบาลระดับกลาง ช่วงนี้ผมคงจะต้องเร่งรีบเข้าพบบริษัทประกันชีวิต และบริษัทประกันสุขภาพต่างๆ เพื่อนำเสนอโครงการคุ้มครองสุขภาพ ให้กับผู้ที่ซื้อประกันสุขภาพจากบริษัทเหล่านี้ เพื่อให้บริษัทเหล่านี้สามารถที่จะออกแบบเบี้ยประกันสุขภาพ ทันกับแรงซื้อที่จะเกิดขึ้นจากผู้ซื้อประกันสุขภาพ เพื่อหวังลดหย่อนภาษีให้ทันภายในปีนี้  เพราะว่าอัตรากำไรที่โรงพยาบาลจะได้รับ ย่อมต้องสูงกว่าอัตรากำไรที่โรงพยาบาลได้จากโครงการประกันสังคมแน่นอน ซึ่งจะทำให้อัตรากำไรโดยเฉลี่ยของโรงพยาบาลสูงขึ้น ยิ่งถ้าโรงพยาบาลระดับกลาง ที่มีโรงพยาบาลในเครือหลายแห่ง ย่อมต้องได้เปรียบกว่าโรงพยาบาลเดี่ยว เพราะลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการได้สะดวกกว่า รวมทั้งสามารถส่งผู้ป่วยที่มีเคสซับซ้อน ไปทำการรักษาในศูนย์การแพทย์ต่างๆที่อยู่ในเครือโรงพยาบาลเดียวกัน

           นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์คงจะต้องเลือกดูว่า กลุ่มโรงพยาบาลไหนที่จะได้ประโยชน์ ตามที่ผมได้เขียนมาข้างต้น จากมาตรการลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพครั้งนี้  แล้ววิเคราะห์ดูให้ดีนะครับ เพราะว่า P/E ของกลุ่มโรงพยาบาลนับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับ P/E ของตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้นต้องทำการบ้านให้ดี แล้วหาหุ้นที่มีความเหมาะสมในการลงทุนกัน เพื่อสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนสูงสุดครับ

กิติชัย เตชะงามเลิศ
     21/12/60

ลดหย่อนประกันสุขภาพ  ใครได้ประโยชน์?(ตอนที่ 1) http://kitichai1.blogspot.com/2017/12/1.html

ลดหย่อนประกันสุขภาพ  ใครได้ประโยชน์?(ตอนที่ 2)  http://kitichai1.blogspot.com/2017/12/2.html

ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยเอาเม้าส์ไปทางด้านขวามือจะมีแถบแสดงออกมา แล้วเลือกคลิกไอคอนที่เขียนว่าสมัครรับข้อมูล เมื่อผมมีบทความใหม่ ท่านก็จะทราบทันที

  
      ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่


      หรือ 1.หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 ในคอลัมน์ "เขียนอย่างที่คิด"   
              2.หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจหน้า 15 เดือนละครั้ง ในคอลัมน์ “จับช่องลงทุน” 
              3.นิตยสาร Be Link ทุกเดือน 
              4.นิตยสาร GQ เดือนเว้นเดือน
              5.นิตยสาร Me(Market Evolution) วารสารเภตรา ของสมาคมศิษย์เก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และ จุลสารเตชะสาร ของสมาคมเตชะสัมพันธ์ ทุกไตรมาส

หาอสังหาทั้งถูกและดีเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ได้ที่  http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty


นอตติ้ง ฮิลล์ ดิ เอ็กซ์คลูซีฟ เจริญกรุง 93 (Notting Hill The Exclusive CharoenKrung 93) 3 ยูนิตสุดสวย ราคาพิเศษ ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา ห่างจากเอเชียทีคเพียง 140 เมตร







ห้องที่จะขายดาวน์(พร้อมอยู่อาศัยได้เลย)

1.ห้อง 403(77/40) ชั้น 4 ประเภทห้อง B2 : 1 นอน 1 น้ำ ไม่ติดลิฟท์ พื้นที่ใช้สอย : 27.5 ตารางเมตร ระเบียงหันไปทิศตะวันออกเฉียงเหนือ วิวสระว่ายน้ำ เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าครบครัน ตกแต่งสวยมาก มี ผ้าม่าน เตาไฟฟ้า เครื่องดูดควัน แอร์ 2 ตัว ตู้เย็น 9.4 คิว เครื่องซักผ้าฝาหน้า Digital TV 40 นิ้ว เครื่องทำน้ำอุ่น และ Microwave ราคา 2,800,000 บาท ราคานี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายตอนโอน(ค่าโอน 1% +  เงินกองทุนคอนโด + เงินค่าส่วนกลางจ่ายล่วงหน้า 1 ปี + เงินค่าขอมิเตอร์ไฟ + เงินค่าบำรุงมิเตอร์น้ำ + ค่าใช้จ่ายอื่นๆ) = 51,876 บาท ปล่อยเช่า 13,000 บาท/เดือน