จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร

จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร
เล่าประสบการณ์การลงทุนของผมที่นำไปใช้ได้ง่ายๆ

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เศรษฐีกับรากหญ้า…คนละชนชั้น?(ตอนจบ)


            เศรษฐีกับรากหญ้าคนละชนชั้น?(ตอนจบ)


               บทความตอนที่แล้วผมได้นำภาพตารางแสดงปริมาณเงินฝากแยกตามขนาด ซึ่งทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน มันช่างกว้างเสียเหลือเกิน เรามีเศรษฐี 43,463 คน หรือคิดเป็น 0.064% ของจำนวนประชากรไทยทั้งหมด ซึ่งมีเงินฝากรวมกันแล้วทั้งหมด = 5,483,050 ล้านบาท หรือคิดเป็น 42.95% ของจำนวนเงินฝากทั้งหมด ในขณะที่เรามีชนชั้นรากหญ้า 77.96% ซึ่งมีเงินฝากรวมกันแล้วทั้งหมด = 2,821,359 ล้านบาท หรือคิดเป็น 22.10% ของจำนวนเงินฝากทั้งหมด  ที่เหลือเป็นชนชั้นกลาง ซึ่งมีจำนวน1,389,250 คน หรือคิดเป็น 2.04% ของจำนวนประชากรไทยทั้งหมด มีเงินฝากรวมกันทั้งหมด = 4,462,894 ล้านบาท หรือคิดเป็น 34.95% ของจำนวนเงินฝากทั้งหมด ปัญหาคือเราจะทำอย่างไร เพื่อจะลดช่องว่างดังกล่าวให้แคบลง

             แต่ไหนแต่ไรมา ผมไม่เคยศรัทธาการให้ปลา แต่ผมศรัทธาการสอนให้คนตกปลาเป็น ผมเห็นบริษัทต่างๆไม่ว่าบริษัทใหญ่หรือบริษัทเล็ก เวลาจะทำ CSR ก็มักจะเอาของไปแจก อย่างเช่นทุกฤดูหนาวก็จะเอาผ้าห่มไปแจกเป็นต้น ทำกันอย่างนี้ทุกปี ไม่รู้ว่าป่านนี้คนจนมีผ้าห่มกี่สิบผืนแล้ว แต่คนจนก็ยังคงยากจนอยู่เหมือนเดิม  ทำไมเราไม่สอนวิธีการทำมาหากิน การสร้างรายได้ ให้กับคนเหล่านี้ เพื่อให้เขามีวิชาติดตัว สามารถพึ่งพาตนเองได้ไม่ดีกว่าเหรอ  สู้ใช้วิธีการช่วยเหลือสังคมแบบ Social Enterprise(SE) น่าจะได้ประโยชน์มากกว่าและยั่งยืนกว่า  ซึ่งผมเคยเขียนบทความเกี่ยวกับ SE ลงในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์เมื่อ 2 ปีที่แล้ว สามารถที่จะติดตามอ่านได้ที่ http://kitichai1.blogspot.com/2016/04/se-csr.html

          โดยทางภาครัฐกับภาคเอกชนร่วมมือกัน แล้วให้ภาคอุตสาหกรรมต่างๆของหอการค้าแห่งประเทศไทย ส่งตัวแทนเข้ามาวางแผนกับภาครัฐในการทำ SE  จัดตั้งสำนักงานพัฒนาแรงงาน เพื่อให้มีความสามารถสอดคล้องกับความต้องการของภาคเอกชน ให้รัฐเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการพัฒนาแรงงานของคนจนเหล่านี้ จากฐานของผู้มีบัตรคนจน 10 กว่าล้านใบ รัฐสามารถที่จะติดต่อคนเหล่านี้ ให้เข้ามาฝึกและพัฒนาฝีมือแรงงาน เริ่มต้น อาจจะต้องมีแรงกระตุ้น อย่างเช่นถ้าคนจนคนไหนที่มารับการฝึกพัฒนาฝีมือแรงงาน ก็จะได้เบี้ยเลี้ยงทุกวันที่มาฝึก  แล้วเมื่อถึงสิ้นคอร์สอบรม ถ้าใครสอบผ่าน ก็จะได้รับโบนัสอีกต่างหาก พอสำเร็จการอบรมก็จะทำให้คนจนเหล่านี้ มีทางเลือกที่จะไปประกอบอาชีพจากความรู้ที่ได้รับมา หรือไปทำงานกับ SE ต่างๆ โดยกำหนดให้ SE  จะต้องรับแรงงานเหล่านี้เข้าทำงาน และทุกองค์กรของ SE  จะต้องมีแรงงานเหล่านี้ไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนพนักงานทั้งหมด และรัฐก็ควรจะให้ฝ่ายเอกชน นำค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ มาลดหย่อนภาษีได้ตามสมควร เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ภาคเอกชนเห็นถึงประโยชน์ ทั้งทางด้านประหยัดภาษีและภาพลักษณ์ขององค์กร ก็จะเป็น win win win ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และคนจนทั้งประเทศ ยิ่งถ้าลงไปในระดับหอการค้าของจังหวัดต่างๆได้ ก็จะทำให้การช่วยเหลือคนจนได้ทั่วถึงมากขึ้น  ผมคิดว่าเราจะลดปริมาณคนจนในประเทศได้เป็นอย่างมาก ซึ่งจะทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนแคบลง

           กลับมาที่เรื่องของคนที่มีเงินฝากกันบ้าง  จากฐานข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อสิ้นสุดเดือนสิงหาคม 2560 พบว่ามีบัญชีเงินฝากทั้งสิ้น 92,537,617 บัญชี  รวมเป็นเงิน 12,767,304 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะฝากอยู่ที่สถาบันการเงินใหญ่ๆ ตัวเลขล่าสุดที่ผมเช็คมา อัตราดอกเบี้ยฝากประจำ 1 ปี ของธนาคารกรุงเทพ = 1.50% ในขณะที่ถ้าฝากกับบริษัทเครดิตฟองซิเอร์แห่งหนึ่ง อัตราดอกเบี้ยฝากประจำ 1 ปี = 3.50% อัตราดอกเบี้ยแตกต่างกันเกินเท่าตัวด้วยซ้ำ ทั้งๆที่สถาบันการเงินทั้ง 2 แห่งก็อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก(สคฝ.)เหมือนกัน  สมมุติว่ามีเงินฝากอยู่ที่ธนาคารกรุงเทพ 15 ล้านบาท  พอครบปีท่านจะได้ดอกเบี้ย 225,000 บาท ในขณะที่ฝากเงินกับบริษัทเครดิตฟองซิเอร์แห่งนั้น พอครบปีถ้าจะได้ดอกเบี้ย 525,000 บาท  จะเห็นได้ว่าดอกเบี้ยแตกต่างกันถึง 300,000 บาทเลยทีเดียว(ยังไม่ได้หักภาษีจากดอกเบี้ยที่ได้รับ)  ทั้งๆที่สคฝ.คุ้มครองเงินฝากในวงเงิน 15 ล้านบาทต่อบัญชีสถาบันการเงิน  เพียงแค่ทำการบ้านหน่อย ถามอากู๋ว่ารายชื่อสถาบันการเงินที่อยู่ในความคุ้มครองของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก(สคฝ.) มีอะไรบ้าง แค่นี้ก็จะได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ทั้งๆที่จำนวนเงินต้นเท่าเดิมและช่วงเวลาฝากก็เท่าเดิม

           แต่อย่าลืมนะครับว่า สคฝ.เตรียมที่จะขยับลดความคุ้มครองเงินฝาก ให้เหลือเพียง 10 ล้านบาท ในวันที่ 11 สิงหาคม 2561 จากปัจจุบันที่คุ้มครองไม่เกิน 15 ล้านบาท และหลังจากวันที่ 11 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป จะคุ้มครองเงินฝากเหลือเพียงบัญชีละ 1 ล้านบาทต่อสถาบันการเงิน  พอถึงเวลานั้นก็ย้ายเงินฝาก ไปไว้ที่บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ทั้ง 3 แห่งและบริษัทเงินทุนอีก 2 แห่ง ซึ่งแน่นอนจะได้รับดอกเบี้ยสูงกว่าฝากกับธนาคารพาณิชย์ทั่วไป แต่ไหนแต่ไรผมชอบนินทาคนที่ฝากเงินกับธนาคาร ว่าเป็นคนสิ้นคิด ช่วยคิดเพิ่มอีกหน่อยก็ดีนะครับ

     อ่าน เศรษฐีกับรากหญ้า…คนละชนชั้น?(ตอนที่ 1) ได้ที่ http://kitichai1.blogspot.com/2018/06/1.html

กิติชัย เตชะงามเลิศ


     18/6/61


ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยเอาเม้าส์ไปทางด้านขวามือจะมีแถบแสดงออกมา แล้วเลือกคลิกไอคอนที่เขียนว่าสมัครรับข้อมูล เมื่อผมมีบทความใหม่ ท่านก็จะทราบทันที

  
      ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่


      หรือ 1.หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 ในคอลัมน์ "เขียนอย่างที่คิด"   
              2.หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจหน้า 15 เดือนละครั้ง ในคอลัมน์ “จับช่องลงทุน” 
              3.วารสารเภตรา ของสมาคมศิษย์เก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และ จุลสารเตชะสาร ของสมาคมเตชะสัมพันธ์ ทุกไตรมาส



ณ วรา เรสซิเดนท์ หลังสวน ขายดาวน์ยูนิตสุดสวย ชั้นเพนท์เฮ้าส์ พร้อมเฟอร์นิเจอร์พรีเมียมครบชุด ซื้อมาในรอบ VVIP เจ้าของขายเอง ราคาพิเศษ เดิน 3 นาที จาก BTS ชิดลม



     ห้องที่จะขายดาวน์(คาดว่าจะเสร็จภายใน กย. ปี 2561) : ห้อง ชั้น 8(ชั้นเพนท์เฮ้าส์ ) พื้นที่ 44.37 ตรม.1 นอน 1 น้ำ หันไปทางทิศเหนือ ชั้นนี้ มีสวนลอยฟ้า สระว่ายน้ำ และฟิตเนส วิวดี พร้อมเฟอร์นิเจอร์พรีเมียมครบชุด ตกแต่งสวยมาก ราคา 10,600,000 บาท

CALL   : 081-8118229
LINE   : gid_kitichai
Wechat : gid_kitichai

Navara Residence, 1B 1B, penthouse fl., fully furnished, 3 minutes walk from BTS Chidlom, 44.37 sqm., only 10.60 million baht.

Down payment sales:
The unit is on 8th fl.(penthouse fl.), 1B1B, fully furnished, 44.37 sqm., balcony facing north, only 10.60 million baht.

CALL   : 081-8118229
LINE   : gid_kitichai
Wechat : gid_kitichai


เศรษฐีกับรากหญ้า…คนละชนชั้น?(ตอนที่ 1)


                 เศรษฐีกับรากหญ้า…คนละชนชั้น?(ตอนที่ 1)


                  ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนในโลกนี้ ประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศที่กำลังพัฒนา หรือประเทศด้อยพัฒนา  หรือแม้กระทั่งประเทศที่เป็นระบอบประชาธิปไตย หรือประเทศที่เป็นระบอบคอมมิวนิสต์ อย่างเช่นประเทศจีนหรือรัสเซีย ล้วนแล้วแต่มีปัญหาช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน ซึ่งถ่างกว้างมากขึ้นไปเรื่อยๆ   ผมเพิ่งกลับจากการไปเที่ยวประเทศอังกฤษเป็นเวลา 28 วัน ในช่วงระยะเวลานั้น  สิ่งที่ผมสังเกตเห็นอยู่เสมอ ก็คือกลุ่มคนที่เรียกว่า homeless  หรือพวกคนที่ไร้บ้านซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนสูงอายุ รวมทั้งคนวัยหนุ่มสาวอยู่บ้างพอสมควร โดยจะพบเห็นได้เกือบทุกเมืองที่ผมไปเที่ยว โดยเฉพาะบริเวณหน้าทางเข้าร้านซุปเปอร์มาร์เก็ต  ดูคนอังกฤษก็เอื้ออาทรกับคนกลุ่มนี้อยู่บ้างพอสมควร เห็นได้จากการที่เดินเข้าไปถามว่าอยากจะดื่มอะไรไหม หรือทานอะไรไหม  และที่สะดุดตาอย่างยิ่งก็คือ homeless บางราย  มีสุนัขข้างกาย พร้อมทั้งถุงใส่อาหารสุนัขขนาดใหญ่อยู่ข้างลำตัวด้วย  เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าคนอังกฤษนิยมเลี้ยงสุนัข และเวลาไปเดินสวนสาธารณะ จะพบเห็นผู้คนเดินจูงสุนัขอยู่มากมาย มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากคือ เขาจะติดป้ายบอกว่าให้สุนัขเดินนำหน้าคนจูง เพื่อที่จะให้คนจูงสามารถจะเห็นได้ว่า สุนัขของตนมีการแวะถ่ายอุจจาระหรือเปล่า เพื่อจะได้ทำความสะอาดทันที เพราะมิฉะนั้นถ้าถูกเจ้าหน้าที่พบเห็นและจับได้ ก็จะต้องเสียค่าปรับเป็นจำนวนเงินที่สูง จึงทำให้ถนนหนทางในเมืองต่างๆของประเทศอังกฤษ ไม่เห็นมีอุจจาระสุนัขเรี่ยราดอยู่ตามถนนหรือในสวนสาธารณะก็ตาม

                 กลับมาที่ประเทศไทยเรา  มีข่าวว่าทางสถาบันคุ้มครองเงินฝาก(สคฝ.)  เตรียมที่จะขยับลดความคุ้มครองเงินฝาก ให้เหลือเพียง 10 ล้านบาท ในวันที่ 11 สิงหาคม 2561 จากปัจจุบันที่คุ้มครองไม่เกิน 15 ล้านบาท และหลังจากวันที่ 11 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป จะคุ้มครองเงินฝากเหลือเพียงบัญชีละ 1 ล้านบาทต่อสถาบันการเงิน ดูแล้วเหมือนกับว่าจะเป็นทุกข์ของเศรษฐี พอดีหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ได้ทำตารางแสดงปริมาณเงินฝาก แยกตามขนาด ณ เดือนสิงหาคม 2560 ซึ่งแสดงให้เห็นตามภาพที่ 1


                                         ภาพที่ 1 : ตารางแสดงปริมาณเงินฝาก แยกตามขนาด ณ เดือนสิงหาคม 2560

           
                     จากภาพจะเห็นได้ว่าในบัญชีที่มีเงินฝาก

1. ไม่เกิน 100,000 บาท เมื่อคำนวณค่าเฉลี่ยจะพบว่า จะมีปริมาณเงินฝากเฉลี่ยเท่ากับ 7,691 บาทต่อบัญชี
2. เกิน 100,000 บาท แต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท เมื่อคำนวณค่าเฉลี่ยจะพบว่า มีปริมาณเงินฝากเฉลี่ยเท่ากับ 310,593
    บาทต่อบัญชี
3. เกิน 1 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 25 ล้านบาท เมื่อคำนวณค่าเฉลี่ยจะพบว่า มีปริมาณเงินฝากเฉลี่ยเท่ากับ 3,212,448
    บาทต่อบัญชี
4. เกิน 25 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 100 ล้านบาท เมื่อคำนวณค่าเฉลี่ยจะพบว่า มีปริมาณเงินฝากเฉลี่ยเท่ากับ 47,071,399 บาทต่อบัญชี
5. เกิน 100 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 500 ล้านบาท เมื่อคำนวณค่าเฉลี่ยจะพบว่า มีปริมาณเงินฝากเฉลี่ยเท่ากับ 199,088,264 บาทต่อบัญชี
6. เกิน 500 ล้านบาทขึ้นไป เมื่อคำนวณค่าเฉลี่ยจะพบว่า มีปริมาณเงินฝากเฉลี่ยเท่ากับ 1,531,263,299 บาทต่อบัญชี

               ถ้าอนุมานว่าคนที่มีเงินฝากในบัญชีเกิน 25 ล้านบาทขึ้นไปเป็นเศรษฐี จะพบว่าในจำนวนเศรษฐี 43,463 คน หรือคิดเป็น 0.064% ของจำนวนประชากรไทยทั้งหมด  มีจำนวนเงินฝากรวมกันแล้วทั้งหมด = 5,483,050 ล้านบาท หรือคิดเป็น 42.95% ของจำนวนเงินฝากทั้งหมด นี่ยังไม่นับว่าในจำนวนเศรษฐีดังกล่าว อาจจะฝากในนามสามีภรรยาและบุตรหลานของตระกูลเดียวกันรวมอยู่ในนั้นด้วย แต่ก็คงมีเศรษฐีบางกลุ่มที่มีทรัพย์สินเกิน 25 ล้านบาท อาจจะไม่ได้ฝากธนาคาร แต่อยู่ในสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ เช่น หุ้น ที่ดิน ตราสารหนี้ เป็นต้น จึงนับว่าเป็นตัวเลขที่น่าตกใจอย่างมาก แสดงให้เห็นถึงช่องว่างที่ถ่างกว้างมากๆ ระหว่างคนรวยและคนจน

               และถ้าเราอนุมานว่าคนที่มีบัญชีเงินฝากระหว่าง 1 ล้านบาทถึง 25 ล้านบาทเป็นชนชั้นกลาง จะพบว่า  มีจำนวน1,389,250 คน หรือคิดเป็น 2.04% ของจำนวนประชากรไทยทั้งหมดซึ่งนับว่ายังน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ นี่ยังไม่นับรวมว่าบุคคลเดียวกัน แต่อาจจะมีบัญชีเงินฝากมากกว่า 1 บัญชีด้วยซ้ำ  เมื่อรวมชนชั้นกลางกับกลุ่มที่เป็นเศรษฐี จะมีเพียง 2.104% ของจำนวนประชากรไทยทั้งหมดเท่านั้น เมื่อเห็นตัวเลขเหล่านี้แล้ว ก็คงได้แต่ส่งความห่วงใยไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้โปรดลงมาดูแล แล้วช่วยลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนให้ลดลงโดยไม่จำเป็นต้องทำให้คนรวย รวยน้อยลง เพราะไม่ใช่ความผิดที่เขารวย แต่ทำให้คนจนมีรายได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดความขัดแย้งภายในสังคม น่าจะเป็นสิ่งที่ทุกๆฝ่ายจะได้ประโยชน์ร่วมกัน

อ่าน เศรษฐีกับรากหญ้า…คนละชนชั้น?(ตอนจบ

ได้ที่ http://kitichai1.blogspot.com/2018/06/blog-post.html

กิติชัย เตชะงามเลิศ

     18/6/61

ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยเอาเม้าส์ไปทางด้านขวามือจะมีแถบแสดงออกมา แล้วเลือกคลิกไอคอนที่เขียนว่าสมัครรับข้อมูล เมื่อผมมีบทความใหม่ ท่านก็จะทราบทันที

  
      ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่


      หรือ 1.หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 ในคอลัมน์ "เขียนอย่างที่คิด"   
              2.หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจหน้า 15 เดือนละครั้ง ในคอลัมน์ “จับช่องลงทุน” 
              3.วารสารเภตรา ของสมาคมศิษย์เก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และ จุลสารเตชะสาร ของสมาคมเตชะสัมพันธ์ ทุกไตรมาส

มายคอนโด สุขุมวิท 81 ขายพร้อมผู้เช่า ผลตอบแทนจากการเช่าดีมาก =7%/ปี เดิน 4 นาที จาก BTS อ่อนนุช เฟอร์ครบ ราคาต่ำสุด ๆ เพียง 2,400,000 บาท

     ห้องที่จะขาย  พื้นที่ 34.81 ตรม. 1 นอน 1 น้ำ  ที่จอดรถ 1 คัน ห้องสวย เฟอร์นิเจอร์ครบถ้วน ขายในราคา 2,400,000 บาท  พร้อมผู้เช่า 14,000 บาท/เดือน ครบกำหนด 22/8/61 ผลตอบแทนจากการเช่า =7%/ปี



วันพฤหัสบดีที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2560

นักท่องเที่ยวจีนกับคอนโดไทย(ตอนจบ)

                               นักท่องเที่ยวจีนกับคอนโดไทย(ตอนจบ)


               จากบทความตอนที่แล้วที่ผมได้พูดถึงเรื่องการท่องเที่ยว  และได้แสดงให้เห็นถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งสัดส่วนของนักท่องเที่ยวแต่ละชาติใน 10 อันดับแรกที่เข้ามาเที่ยวในประเทศไทย โดยมีนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเริ่มเข้ามาติดอันดับที่ 1 ตั้งแต่ปี 2555 แล้วก็ติดอันดับที่หนึ่งมาตลอดจนถึงปีล่าสุด(2559) จากเคยที่มาแค่ท่องเที่ยวเฉยๆ แล้วคงมีบางกลุ่มที่มาเที่ยวแล้วไม่ยอมกลับ ที่ผมพูดอย่างนั้น เพราะผมสังเกตเห็นว่าคอนโดแห่งหนึ่งที่ผมซื้อไว้ มีคนจีนอยู่ค่อนข้างมาก  ดูลักษณะท่าทางว่าจะมาปักหลักอาศัยอยู่ในเมืองไทยเป็นแน่ ไม่รู้ทางหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง ได้สังเกตเห็นจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาในประเทศไทย และจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่กลับออกไป มีปริมาณแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหนบ้างหรือเปล่า  แต่ที่ผมจะเน้นในบทความนี้คือนักท่องเที่ยวจีนยุคหลังๆนี้ นอกจากมาท่องเที่ยวแล้วยังมาดูช่องทางในการลงทุนคอนโด เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำในประเทศจีน และความหวาดกลัวในทรัพย์สินของชาวจีน จากมาตรการของรัฐบาลจีน อีกส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะว่า ราคาคอนโดในเมืองไทยยังนับว่าไม่แพง เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ๆในประเทศจีน รวมทั้งผลตอบแทนจากการเช่าก็ยังถือว่าค่อนข้างดี  และกระบวนการซื้อขายก็ไม่ซับซ้อน เมื่อเทียบกับบางประเทศรวมทั้งเงินผ่อนดาวน์และค่าใช้จ่ายในการโอนถือว่าไม่สูงนัก

              จากที่ก่อนหน้านี้นักลงทุนต่างชาติที่มาซื้อคอนโดในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะเป็นชาวฮ่องกงและสิงคโปร์ และเนื่องจากความต้องการภายในประเทศใน 2 ปีที่ผ่านมา อยู่ในภาวะซบเซา จึงทำให้ Developer  จำเป็นต้องเข้าไปขยายฐานในต่างประเทศ(ปัจจุบันนักลงทุนมาเลเซียก็เข้ามาซื้อคอนโดในประเทศไทยมากขึ้นเหมือนกัน)  โดยข้อมูลจาก Baidu พบว่าประเทศไทยติดอันดับที่ 7 ของโลก ที่ชาวจีนค้นหาข้อมูลเพื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์  โดยไทยเป็นอันดับที่ 2 เมื่อเทียบกับประเทศทั้งหมดในอาเซียน โดยรองจากประเทศมาเลเซียเท่านั้น คงจะเป็นเพราะว่าช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเรามีกีฬาสีกันต่อเนื่องยาวนาน จึงทำให้เสน่ห์ของประเทศไทยลดลง และอีกส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะ ทางรัฐบาลมาเลเซียได้วางแผนมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ในการเสนอวีซ่าระยะยาวแก่ชาวต่างชาติ ให้สามารถมาอาศัยอยู่ในมาเลเซียได้สูงสุดถึง 10 ปี เมื่อซื้ออสังหาภายใต้โปรแกรม "Malaysia My Second Home (MM2H)"  โดยมี 2 เมืองหลักที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจคือ กัวลาลัมเปอร์ และปีนัง จริงๆแล้วประเทศไทยเราก็มีโครงการ Thailand Elite ในสมัยรัฐบาลทักษิณ แต่ด้วยที่ทำไม่จริงจังก็เลยไม่ประสบความสำเร็จ

                สำหรับคอนโดในกรุงเทพ นักลงทุนจีนนิยมที่จะลงทุนในเขตใจกลางเมือง หรือไม่ไกลจากใจกลางเมืองนัก โดยจะต้องเดินทางได้สะดวกด้วยระบบรถไฟฟ้า นอกจากจะลงทุนในคอนโดกรุงเทพแล้ว ที่เมืองท่องเที่ยวอื่นๆอย่างเช่น เชียงใหม่  พัทยา และภูเก็ต ก็เป็นเป้าหมายในการลงทุนคอนโด ของนักลงทุนจีนด้วยเช่นกัน

                ชาวต่างชาติที่จะซื้ออสังหาในมาเลเซียในลักษณะที่เป็น Freehold จะต้องเป็นอสังหาได้ทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นแนวราบหรือแนวสูง ที่มีมูลค่ามากกว่า 500,000-2 ล้าน RM(4 ล้าน-16 ล้านบาท) ขึ้นอยู่กับว่าจะซื้ออสังหาที่เมืองไหนหรือรัฐไหน(ตามภาพที่ 1) ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติไม่สามารถซื้อที่ดินหรือบ้านแนวราบในประเทศไทยได้ แต่สามารถซื้อคอนโดได้โดยไม่จำกัดราคา โดยมี Foreign Limit อยู่ที่ 49 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และชาวต่างชาติสามารถขอสินเชื่อได้สูงสุดถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของราคาที่ตกลงซื้อขายสำหรับโครงการที่อยู่ในโปรแกรม MM2H ในขณะที่โครงการที่ไม่อยู่ใน MM2H จะกู้ได้เพียง 70% ของราคาซื้อขายเท่านั้น  ส่วนนักลงทุนต่างชาติที่จะซื้อคอนโดในประเทศไทยไม่สามารถที่จะขอสินเชื่อได้ จะต้องนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยเพื่อการซื้อเท่านั้น  และทางประเทศจีนก็ยังมีข้อจำกัดในการนำเงินตราออกนอกประเทศของชาวจีน จึงทำให้การซื้อคอนโดในประเทศไทยของชาวจีน มีปัญหาและอุปสรรคมากมาย อย่างไรก็ตามผมก็เห็นมี DEVELOPER หลายรายจากเมืองไทย ไปทำการเสนอขายคอนโดที่เมืองจีนหลายรายอยู่เหมือนกัน  โดยเฉพาะรายใหญ่ๆ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง
                                     

                                                                      ภาพที่ 1 : ข้อจำกัดในการซื้ออสังหาในมาเลเซีย
                           ที่มา : https://www.edgeprop.my/content/1045775/minimum-property-purchase-prices-foreign-buyers

            จริงๆแล้วอยากให้รัฐบาลไทยส่งเสริมให้ชาวต่างชาติเข้ามาซื้อคอนโดในเมืองไทย โดยให้อภิสิทธิ์บางอย่าง อย่างเช่นวีซ่าระยะยาวเหมือนที่มาเลเซียให้เป็นต้น ที่จริงแล้วการขายคอนโด ก็เหมือนกับการขายสินค้าชนิดหนึ่ง ซึ่งใช้วัตถุดิบภายในประเทศเกือบทั้งหมด ให้ชาวต่างชาติโดยที่ไม่ต้องส่งออก และชาวต่างชาติเหล่านั้นก็ไม่สามารถที่จะนำสินค้าชนิดนี้ ออกไปนอกราชอาณาจักรไทยได้ เพียงแต่ว่าคอนโดดังกล่าว ควรจะมีราคามากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อไม่ให้กระทบกับ DEMAND และราคาคอนโดในระดับล่าง  ซึ่งจะทำให้มีเงินตราต่างประเทศไหลเข้ามาในประเทศไทย เพิ่มขึ้นได้อีกเป็นจำนวนมาก อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไว้พิจารณาดูนะครับ

กิติชัย เตชะงามเลิศ
     21/12/60

นักท่องเที่ยวจีนกับคอนโดไทย(ตอนที่ 1http://kitichai1.blogspot.com/2017/12/1_21.html

ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยเอาเม้าส์ไปทางด้านขวามือจะมีแถบแสดงออกมา แล้วเลือกคลิกไอคอนที่เขียนว่าสมัครรับข้อมูล เมื่อผมมีบทความใหม่ ท่านก็จะทราบทันที

  
      ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่


      หรือ 1.หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 ในคอลัมน์ "เขียนอย่างที่คิด"   
              2.หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจหน้า 15 เดือนละครั้ง ในคอลัมน์ “จับช่องลงทุน” 
              3.นิตยสาร Be Link ทุกเดือน 
              4.นิตยสาร GQ เดือนเว้นเดือน
              5.นิตยสาร Me(Market Evolution) วารสารเภตรา ของสมาคมศิษย์เก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และ จุลสารเตชะสาร ของสมาคมเตชะสัมพันธ์ ทุกไตรมาส

หาอสังหาทั้งถูกและดีเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ได้ที่  http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty

ถนนสี่พระยา แขวงสี่พระยา เขตบางรัก







ห้องที่จะขายดาวน์(คาดว่าจะแล้วเสร็จ : กันยายน 2561)

1.ห้อง 2 นอน 1 น้ำ  43.5 ตารางเมตร ไม่ติดลิฟท์และห้องขยะ ไม่โดนบล็อควิว เฟอร์นิเจอร์ครบครัน ตกแต่งสวยมาก ราคา 7,000,000 บาท

2.ห้อง ชั้น 7 ประเภทห้อง 1 นอน 1 น้ำ 28.4 ตารางเมตร ไม่ติดลิฟท์ ไม่โดนบล็อควิว เป็นซิตี้วิว เฟอร์นิเจอร์ครบครัน ตกแต่งสวยมาก ราคา 4,800,000 บาท

          อาคารชุด 8 ชั้น และชั้นใต้ดิน ลึก 3 ระดับ 59 ห้องชุด ที่จอดรถ  59 คัน คิดเป็น 100 % บนที่ดิน 218 ตารางวา
พื้นที่ส่วนกลาง : สระว่ายน้ำ สวนสาธารณะ ห้องสมุด ซาวน่า และ สปอร์ตคลับ / ฟิตเนส

CALL   : 081-8118229
LINE   : gid_kitichai
Wechat : gid_kitichai

พื้นที่ส่วนกลาง : สระว่ายน้ำ สวนสาธารณะ ห้องสมุด ซาวน่า และ สปอร์ตคลับ / ฟิตเนส
สถานที่สำคัญใกล้เคียง
1. จามจุรีสแควร์ 250 เมตร
2. รร.เตรียมอุดมศึกษา 600 เมตร
3. รร.สาธิตจุฬา 600 เมตร
4. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 300 เมตร
5. ย่านธุรกิจสีลม 450 เมตร
6. สวนลุมพินี 600 เมตร

                ยูนิตต่อชั้นสูงสุด 9 ยูนิต
                ที่จอดรถ  59 คัน คิดเป็น 100 %
                
สิ่งอำนวยความสะดวก
  • Lobby
  • สระว่ายน้ำระบบเกลือ + Jacuzzi + Pool Lounge
  • ห้องออกกำลังกาย + Sauna
  • Double Volume Lobby
  • Sky Deck
  • Roof Garden
  • สวนหย่อมรอบโครงการ
  • ลิฟท์โดยสาร ตัว
·        จอดรถ  59 คัน คิดเป็น 100 %
  • ระบบ CCTV / Access Card
รายการวัสดุ

- พื้น Engineering Wood
- กลอนประตู Digital Door Lock High Security Lock
- Kitchen Counter
- Built-in Closet
-Loose Furniture Set
- Double Glass Window (front side only)
- ระบบห้องน้ำ Automation จาก American Standard
- ระบบน้ำร้อน Heat Water System
- เครื่องปรับอากาศ Daikin หรือเทียบเท่า
- อุปกรณ์ไฟฟ้าจาก Siemen ระบบ LED Lighting ทั้งอาคาร รวมถึงการติดตั้งแผง Solar Cell บนดาดฟ้า
- ผนังห้อง Wallpaper พร้อม Wall Decoration
ดู VDO ที่  https://youtu.be/71DIiM0m4tM