จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร

จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร
เล่าประสบการณ์การลงทุนของผมที่นำไปใช้ได้ง่ายๆ

วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2557

ธุรกิจ Health care ดีจริงหรือ ตอนที่ 4

ธุรกิจ Health care ดีจริงหรือ ตอนที่ 4

          สัปดาห์นี้ เรามาต่อกันที่เรื่องธุรกิจ Health care ที่ค้างไว้เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน สำหรับท่านที่ พลาดตอนที่ 1 – ตอนที่ 3 ท่านสามารถอ่านได้จากบล็อกของผมที่ http://kitichai1.blogspot.com เพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อหา
          ธุรกิจ Health care จัดแยกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 4 ประเภทดังนี้
1)    PHARMA เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยารักษาโรค ซึ่งรวมทั้งอาหารเสริมที่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่นิยมทานกันเพื่อสุขภาพ และเพื่อลดโอกาสที่จะเป็นโรคต่างๆ ธุรกิจยาเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้มหาศาล  ลองดูตัวอย่างยารักษาโรคต่างๆ ช่วงที่มีการออกยาตัวใหม่ๆ มา ราคาจะแพงมากเม็ดหนึ่งอาจจะตกถึง 200-300 บาท เนื่องจากได้จดลิขสิทธิ์ไว้ พอลิขสิทธิ์หมดอายุ บริษัทยาอื่นๆ สามารถผลิตได้ ราคาบางครั้งเหลือเม็ดละไม่ถึง 1 บาท Margin มหาศาลเพียงไหน ถึงแม้พอจะเข้าใจได้ว่า ค่าใช้จ่ายในการทำ LAB วิจัย เพื่อค้นคว้าผลิตยาเพื่อรักษาโรคร้ายต่างๆ จะมีมากก็จริง แต่กำไรก็ยังมหาศาลอยู่ดี ลองดูจากงบการเงินของบริษัทยาข้ามชาติใหญ่ๆ ดูสิครับ
2)    BIOTECH เป็นธุรกิจด้านเทคโนโลยีทางชีวภาพ พัฒนาเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของมนุษยชาติ ช่วยลดการติดเชื้อของโรคต่างๆ เช่นวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ หรือการค้นพบวิธีการผลิตและใช้ STEM CELL เพื่อบำบัดโรคหรือ อาการผิดปกติต่างๆ ทางร่างกาย เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของคน
3)    HEALTH CARE EQUIPMENT อุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อใช้ในการรัก
ษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ รวมทั้งให้เพื่อการเสริมสวย ซึ่งแต่ละเครื่องมีตั้งแต่หลักหมื่นจนเป็นหลักสิบๆ ล้านเลยทีเดียว ปัจจุบันนี้สถานพยาบาลคลินิค (ทั้งคลินิกรักษาผู้ป่วย และคลินิกเสริมสวย) ด้วยความที่ Urbanization เป็นโลกานุวัตร ทำให้เราเห็นสถานพยาบาลเหล่านี้ ผุดขึ้นมามากมาย เพื่อรองรับความต้องการของประชากรที่มีรายได้สูงขึ้น ความสามารถและความต้องการเข้าถึงสถานพยาบาลดีๆ ก็มีมากขึ้น ทำให้ความต้องการเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์ก็มากตามไปด้วย
4)    HEALTH CARE SERVICES ก็คือสถานพยาบาลนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นคลินิก โรงพยาบาล ฯลฯ เป็นธุรกิจที่ค่อนข้างได้เปรียบ เพราะว่าไม่มีลูกค้า (คนไข้) กล้าต่อราคา ทั้งๆ ที่ค่าบริการและค่ายาที่โรงพยาบาลเอกชนจะคิดราคาสูงลิบลิ่ว ค่ายาที่คุณหมอจ่ายคิดเป็นประมาณ 3 เท่าของราคาตามร้านขายยาทั่วไป แต่ผู้ป่วยก็ต้องยอมจ่ายอยู่ดี ผมเองยังสงสัยอยู่เลยว่าทำไมกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงพาณิชย์ ทำไมไม่เข้ามาดูแลตรงจุดนี้ ค่า Doctor fee หรือค่าบริการอื่นๆ จะคิดแพงก็พอทำใจได้แต่ค่ายาที่ชาร์จแพงเป็น 2-3 เท่าอันนี้ไม่ยุติธรรมกับผู้ป่วย การคิดราคาที่แพงกว่าร้านขายยาสัก 50% ก็น่าจะเพียงพอแล้ว เราจึงเห็นกำไรของกลุ่มโรงพยาบาลพุ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้นักลงทุนชื่นชอบกลุ่มนี้เป็นพิเศษ ดูจาก P/E กลุ่มโรงพยาบาลบ้านเรา ส่วนใหญ่จะซื้อขายกันที่ P/E >30 เท่า เนื่องจาก CAGR (Compound Average Growth Rate) ย้อนหลังหลายๆ ปี ของหุ้นในกลุ่มนี้หลายๆ ตัวอยู่ที่ประมาณ 20% บวกลบ คิดเป็น PEG>1 เท่า ซึ่งธุรกิจนี้ในหลายๆ ประเทศก็ซื้อขายกันที่ P/E สูงๆ เช่นกัน ถ้าเราดู P/E BAND ของ Forward P/E S&P ในธุรกิจ Health care services จะซื้อขายกันที่ P/E ประมาณ 8-23 เท่า ในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา (ช่วงปี 2008 ที่เกิด Hamburger crisis กลุ่มนี้ซื้อขายกันที่ P/E เพียง 8 เท่า เท่านั้น) ปัจจุบันกลุ่มนี้ซื้อขายกันที่ P/E ประมาณ 16-17 เท่า สาเหตุที่ P/E ต่ำกว่ากลุ่มโรงพยาบาลบ้านเรา เพราะว่าอัตราการเจริญเติบโตของรายได้และกำไรต่ำกว่าของบ้านเรา ที่น่าปลื้มใจก็คือ เรามีกลุ่มโรงพยาบาลที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ใน ASIA PACIFIC เลยทีเดียว คือกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ (BGH) เป็นรองก็แต่เพียงกลุ่ม IHH ของมาเลเซียเท่านั้น และโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ก็เป็นโรงพยาบาลไทยที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ ทั้งยังเคยออกทางช่อง CNN เสียด้วย สัปดาห์หน้าเรามาต่อกันที่กลุ่มโรงพยาบาลบ้านเราว่าจะมีแนวโน้มดีต่อเนื่องหรือไม่กันครับ

กิติชัย เตชะงามเลิศ
                                                                                          03/09/57


ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่ 

Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
Twitter     : http://twitter.com/value_talk
Instagram : Gid_Kitichai
Blog         : http://kitichai1.blogspot.com
You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9 
Google+  : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
Linkedin   : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
Pinterest   : http://www.pinterest.com/kitichai/


 หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6  และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Glow, L'Optimum และ Me(Market Evolution) ทุกเดือน
     


วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เพียงคุณออมแบบผมทุกเดือนๆละ 8,333 บาทผ่านไป 30 ปีคุณจะกลายเป็นเศรษฐี 100 ล้านแบบง่ายๆ

                                                        

-มายเซ็ตในด้านการออมเงินของคนส่วนใหญ่ผิดหมด นั่นคือสาเหตุที่คนส่วนใหญ่พอแก่ตัวลงกลับมีเงินออมไม่พอดูแลตนเองและลูกหลาน
-และเพียงคุณออมทุกเดือนๆละ 8,333 บาท แล้วเอาไปฝากธนาคารโดยไม่มีการถอนทั้งต้นและดอก ผ่านไป 30 ปีคุณจะได้เงินรวม 4,822,958 บาท แต่ถ้าคุณนำไปลงทุนอย่างชาญฉลาดได้ผลตอบแทน 20%/ปี ผ่านไป 30 ปีเงินรวมจะเป็นตัวเลขที่ทำให้คุณช็อกได้ ลองทายดูสิครับว่าจะเป็นเท่าไร ผมบอกใบ้ว่าคุณจะกลายเป็นเศรษฐีร้อยล้านและเกษียณก่อนเพื่อนคุณเป็น 10 ปี
-ผมกลุ้มใจมากเมื่อเห็นคนซื้อเครื่องสำอางหรือทัวร์เงินผ่อน มันจำเป็นขนาดนั้นเชียวหรือ ผมมีวิธืให้คุณได้เที่ยวฟรีแถมได้เงินใช้ด้วย โบราณว่าไว้"อดเปรี้ยวไว้กินหวาน"ไม่เคยเชยเลยในสายตาผม
-การเปลี่ยนมือถือเมื่อมีรุ่นใหม่ ควรมีใครสักคนออกมารณรงค์เปลี่ยนมายเซ็ตของเด็กรุ่นใหม่เหล่านี้ บางคนใช้งานเพียง 30% ของสมรรถภาพของเครื่องเท่านั้นเสียด้วยซ้ำ
-ทำไมวัฒนธรรมดีๆของฝรั่งที่ให้บุตรหลานไปทำงานช่วงซัมเมอร์แต่คนไทยกลับส่งลูกไปเรียนซัมเมอร์คอร์ส หรือปล่อยเด็กไปเดินเล่นตามห้างหรือเล่นเกมส์ เด็กไทยถึงเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ความอดทนต่ำ เลี้ยงลูกเป็นฮ่องเต้ ฮองเฮาไปหมด พ่อแม่โอ๋ลูกมากเกินไปเป็นการฆ่าลูกทางอ้อม ทำให้ลูกมีภูมิต้านทานต่ำ วัฒนธรรมแย่ๆของฝรั่ง เรากลับเอามาใช้กันจัง เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย คุณรู้ไหมว่าผมเริ่มทำงานเลี้ยงดูและส่งเสียตัวเองตั้งแต่อายุ 12 ปี มันทำให้ผมรู้คุณค่าของเงินเป็นอย่างดี
-หลายคนมักคิดว่าเวลาไม่มีค่า เดี๋ยวพรุ่งนี้พระเจ้าก็ประทานเวลามาให้อีก ลองไปถามคนที่ไปสนามบินไม่ทัน ต้องตกเครื่องดู ว่าเพียงแค่เศษเสี้ยวนาทีนั้นมีค่าเพียงไหน ผมใช้รถไฟฟ้าทำให้ผมประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย แถมยังใช้เวลาบนรถอ่านหนังสือเพิ่มพูนความรู้ แค่อ่านวันละ 40 นาที(นั่งไปและกลับ) ปีหนึ่งจะอ่านได้กี่เล่มคุณลองคิดดู การอ่านหนังสือเป็นการเติมความรู้ที่ถูกที่สุด ผมเป็นได้อย่างทุกวันนี้เพราะผมรักการอ่าน หนังสือเล่มละ 165 บาท คุณอ่านปีละ 20 เล่มเพิ่งจะเป็นเงิน 3,300 บาท แต่ความรู้ที่คุณได้นั้นมหาศาลนัก เรามาช่วยกันลบค่าเฉลี่ยที่ว่าคนไทยอ่านหนังสือปีละแค่ 6 บรรทัดเท่านั้นกันครับ
-ความใฝ่ฝันของคนที่เริ่มทำงานคือการมีรถสักคันซึ่งเป็นค่านิยมที่ผิด คุณรู้ไหมว่าค่าใช้จ่ายของการมีรถซิตี้คาร์สักคันตกปีละประมาณ 200,000 บาท เชื่อหรือไม่?
ผมมีเงินขนาดนี้ผมยังไม่ใช้รถเลย ผมไม่นิยมซื้อสินทรัพย์ที่เสื่อมมูลค่า แต่ผมจะซื้อแต่สินทรัพย์ที่ทวีมูลค่าเท่านั้น รถอ่านออกเสียงเหมือนลดอยู่แล้ว ซื้อปุ๊บขาดทุนปั๊ป ซื้อคอนโดในเมืองดีกว่า(ห้องที่ผมอยู่ในปัจจุบัน ผมซื้อมาเพียง7.80 ล้านบาท ปัจจุบันราคาไต่ขึ้นไปเกือบ 20 ล้านบาทแล้ว กำไรทั้งอยู่ และกำไรถ้าคิดจะขาย) การอยู่คอนโดในเมืองทำให้คุณมีเวลามากขึ้นวันละ 2-3ชั่วโมง ปีหนึ่งเป็นกี่ชั่วโมงคุณลองคำนวณดู คุณไม่รู้สึกเสียดายเวลาเหล่านี้เลยเหรอ ถ้าคุณเอาเวลาที่ประหยัดได้ไปทำอาชีพเสริมโดยอาศัยความชอบหรือความถนัดส่วนตัว คุณจะรวยเร็วกว่าคนอื่น บางท่านคิดว่าเป็นเรื่องไกลเกินฝัน ผมจะบอกให้ว่า คนมีเงินเดือน 15,000 บาทก็สามารถเป็นเจ้าของคอนโดย่านสุขุมวิทได
-คนไทยหลายคนยังใช้บัตรเครดิตด้วยวิธีผิดๆ โดยเฉพาะพวกที่ไม่ชำระเต็ม คุณไม่รู้หรือว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตมันแพงขนาดไหน ผมเป็นคนหนึ่งที่พกบัตรเครดิตเป็น 10ใบแล้วเลือกใช้อย่างถูกวิธี ปีหนึ่งๆนอกจากจ่ายเงินช้าลง ผลประโยชน์ที่ได้จากบัตรเป็นหลักแสน
-กลับมาเรื่องการใช้สินเชื่อ ผมสนับสนุน ผมเองก็ใช้ แต่จะต้องใช้กับสินทรัพย์ที่ทวีมูลค่าเช่นคอนโด เป็นต้น ห้ามใช้กับสินทรัพย์ที่เสื่อมมูลค่าโดยเด็ดขาด ซึ่งดอกเบี้ยกู้ซื้อคอนโดก็ต่ำกว่าสินเชื่อประเภทอื่นเสียด้วย เป็นการเร่งความรวยของผมอีกวิธีหนึ่ง

        สิ่งที่ผมพูดมา คุณสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในหนังสือ"ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน"ซึ่งวางจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปแล้วครับ

กิติชัย เตชะงามเลิศ
                                                                                          20/08/57


ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่ 

Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
Twitter     : http://twitter.com/value_talk
Instagram : Gid_Kitichai
Blog         : http://kitichai1.blogspot.com
You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9 
Google+  : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
Linkedin   : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
Pinterest   : http://www.pinterest.com/kitichai/


 หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6  และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Glow, L'Optimum และ Me(Market Evolution) ทุกเดือน
     


วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ธุรกิจ Health Care ดีจริงหรือ (ตอนที่ 3)

ธุรกิจ Health Care ดีจริงหรือ (ตอนที่ 3)

          จากสัดส่วนประชากรของไทยเราที่มีจำนวนประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปี เกิน 10% ไปหลายปีก่อนแล้ว และคาดว่าจะมีคนไทยที่มีอายุเกิน 60 ปีเป็น 20% ของประชากรทั้งหมดในเวลาอีก 10 ปีนับจากนี้  นั่นหมายถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงวัยเหล่านี้น่าจะมีอนาคตที่สดใสตามไปด้วย เท่าที่ผมคิดดูธุรกิจที่น่าจะได้รับอานิสงค์มีดังต่อไปนี้
1) ธุรกิจประกันชีวิต แน่นอนฐานอายุเฉลี่ยของประชากรที่สูงขึ้น ย่อมทำให้ความต้องการที่จะทำประกันชีวิตเพื่อความมั่นคงของชีวิตมากขึ้น จำนวนคนไทยที่ทำประกันชีวิตยังมีเพียง 33% เท่านั้น เมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่นที่ทำประกันชีวิตมากกว่า 100% (บางคนทำประกันชีวิตมากกว่า 1 กรมธรรม์) ดังนั้นโอกาสเติบโตยังมีอีกสูงมาก แต่น่าเสียดายที่บริษัทประกันชีวิตที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีเพียง 3 บริษัท ซึ่ง 1 บริษัทกำลังจะออกตลาดหลักทรัพย์ ตามนโยบายของธนาคารที่เป็นบริษัทแม่ผมอยากให้คปภ. ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับและดูแลทั้งบริษัทประกันภัยและประกันชีวิต นอกจากบังคับให้บริษัทประกันเหล่านี้เป็นบริษัทจำกัด (มหาชน) อย่างที่เป็นอยู่แล้ว น่าจะผลักดันให้ทุกบริษัทต้องเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมดภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 ปีนับจากนี้ เพราะว่าการเข้ามาเป็นบริษัทจดทะเบียนทำให้ต้องทำงบการเงินที่โปร่งใส ต้องมีการตั้งกรรมการอิสระที่ได้รับการอนุมัติจากเจ้าหน้าที่ตลาดหลักทรัพย์ เพราะว่าบริษัทประกันเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเงินออมระยะยาวและการคุ้มครองผู้ถือกรมธรรม์เป็นจำนวนมาก ถ้ามีความไม่มั่นคง ไม่โปร่งใส ผลกระทบย่อมเกิดในวงกว้างเป็นแน่ ถึงแม้คปภ. จะมีการกำกับดูแลที่ดีอยู่แล้ว แต่ถ้าได้หน่วยงานอย่างเช่น ตลาดหลักทรัพย์และกลต. ช่วยกำกับดูแลเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง น่าจะเป็นสิ่งที่ดีต่อผู้ถือกรมธรรม์
2) ธุรกิจ Health Care ซึ่งพอจะแบ่งเป็น 4 ประเภทได้ดังนี้
2.1) ธุรกิจยาและอาหารเสริม ซึ่งประเทศไทยเรายังมีหน่วยงานวิจัยและพัฒนายาของเราเองยังน้อยมาก เมื่อเทียบกับประเทศที่เจริญแล้ว โดยธุรกิจนี้ในต่างประเทศ หุ้นกลุ่มนี้จะซื้อขายกันที่ P/E เฉลี่ยประมาณ 16-17% แต่บางช่วงก็ขึ้นไปถึงเกือบ 40 เท่า แต่ช่วงที่เกิด Hamburger crisis ก็เคยเห็นซื้อขายกันที่ P/E ต่ำกว่า 10 เท่ามาแล้วในบ้านเรา ดูเหมือนมีอยู่บริษัทหนึ่งที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นที่ทำธุรกิจที่พออนุโลมเข้ามาในหมวดนี้ได้เช่นกัน
2.2) ธุรกิจ BIO TECH ไทยเรายังล้าหลังสิงคโปร์มาก ปัจจุบันสิงคโปร์ พัฒนาประเทศโดยเน้นไปที่อุตสาหกรรม BIO TECH ซึ่งผมมองว่าเขาฉลาดและมาถูกทางแล้ว หุ้นกลุ่มนี้ซื้อขายกันในตลาดโลกที่ P/E เฉลี่ย 25-27 เท่า บางช่วงเคยขึ้นไปซื้อขายกันที่ P/E 70 กว่าเท่าด้วยซ้ำไป ตอน Hamburger crisis เคยหล่นไปซื้อขายกันที่ P/E ประมาณ 12 เท่า ส่วนในเมืองไทยผมยังไม่เห็นว่า มีบริษัทไหนที่พอจะเข้าข่ายธุรกิจนี้ได้เลยในตลาดหุ้นบ้านเรา
2.3) ธุรกิจ Health care equipment ก็เป็นธุรกิจที่เป็นดาวเด่นเช่นกัน ถึงแม้จะเป็นรอง BIO TECH อยู่บ้าง ธุรกิจเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์และอนามัย ในตลาดหุ้นโลก หุ้นกลุ่มนี้ซื้อขายกันที่ P/E เฉลี่ยประมาณ 22 เท่า ตอนตลาดบูมๆ เคยซื้อขายกันที่ P/E มากกว่า 40 เท่า ในช่วงที่ตลาดหุ้นฟุบ เคยหล่นลงไปซื้อขายกันที่ P/E 12 เท่า ส่วนตลาดหุ้นไทยก็มีบางบริษัทเข้าข่ายสามารถจัดอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ แต่ธุรกิจนี้ในบ้านเรา ยังมีความสามารถผลิตแต่อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่เป็น LOW TECH เท่านั้น ส่วน HIGH TECH ยังต้องนำเข้าอยู่ ผมมองว่ารัฐบาลน่าจะส่งเสริมธุรกิจนี้ โดยให้ BOI ออกมาตรการส่งเสริมให้บริษัทข้ามชาติต่างๆ มาลงทุน ทำโรงงานผลิตเครื่องมือ อุปกรณ์เหล่านี้ เพราะว่าเราเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิคส์อยู่แล้ว รวมทั้งเรามีฐานการผลิตในด้านต่างๆ ที่จำเป็นต้องมีอยู่แล้ว ในเมื่อเรากำลังจะมี AEC ในปลายปีหน้าแล้ว ฐานประชากรรวมของประเทศในกลุ่ม ASEAN 600กว่าล้านคน นับเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากจีนและอินเดียเท่านั้น และอำนาจในการซื้อของคนใน ASEAN ก็สูงกว่าคนจีนและอินเดีย สิ่งที่ควรจะบังคับบริษัทข้ามชาติเหล่านี้ก็คือต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตให้กับเราด้วย อย่าให้เหมือนกับธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิคส์ที่เราได้รับการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีน้อยมาก ดูอย่างจีนสิครับ จีนสามารถที่จะบังคับ SIEMENS ให้ถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตรถไฟความเร็วสูง จนปัจจุบันจีนสามารถที่จะผลิตรถไฟดังกล่าวได้เองแล้ว
เนื้อที่หมดแล้วมาต่อธุรกิจ Health Care ตัวต่อไปตัวต่อไปในสัปดาห์หน้ากันนะครับ

ธุรกิจ Health care ดีจริงหรือ? (ตอนที่ 1) : http://kitichai1.blogspot.com/2014/07/health-care-1.html

ธุรกิจ Health care ดีจริงหรือ? (ตอนที่ 2) : http://kitichai1.blogspot.com/2014/08/health-care-2.html

กิติชัย เตชะงามเลิศ
                                                                                          20/08/57


ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่ 

Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
Twitter     : http://twitter.com/value_talk
Instagram : Gid_Kitichai
Blog         : http://kitichai1.blogspot.com
You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9 
Google+  : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
Linkedin   : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
Pinterest   : http://www.pinterest.com/kitichai/


 หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6  และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Glow, L'Optimum และ Me(Market Evolution) ทุกเดือน
     

หาอสังหาทั้งถูกและดีเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ได้ที่  http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty


วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ธุรกิจ Health care ดีจริงหรือ (ตอนที่ 2)

ธุรกิจ Health care ดีจริงหรือ (ตอนที่ 2)

          สัปดาห์นี้ เรามาพูดถึงธุรกิจ Health care ต่อจาก 2 สัปดาห์ที่แล้วกันครับ สำหรับท่านผู้อ่านที่พลาดบทความ “ธุรกิจ Health care ดีจริงหรือตอนที่ 1” ท่านอาจจะอ่านได้จาก Blog ของผมที่ http://kitichai1.blogspot.com เพื่อความต่อเนื่องและความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น จากตอนที่ 1 ผมพูดถึง ภาพรวมของประชากรโลกที่มีอายุ 60-65 ปีขึ้นไป รวมทั้งแนวโน้มว่าในอนาคต สัดส่วนของผู้สูงอายุจะเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับพลเมืองโลกทั้งหมด  ดูๆ แล้วน่าจะเป็นปัญหาหนักใจกับหลายๆ ประเทศเลยทีเดียว รวมทั้งประเทศไทยเรา ซึ่งปัจจุบันก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเรียบร้อยแล้วเมื่อหลายปีที่แล้ว คือมีคนไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 10% ของจำนวนประชากรทั้งหมด และอีกไม่ถึง 10 ปี เราก็จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์แบบ นั่นหมายถึงจะมีจำนวนผู้สูงอายุมากกว่า 20% ของจำนวนคนไทยทั้งหมด จากบทวิจัยเรื่อง “ความต้องการแรงงานต่างด้าวสำหรับสังคมสูงวัย” ที่คณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทำไว้ พบว่าในปี พ.ศ.2573 หรืออีกเพียง 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะต้องมีการนำเช้าแรงงานข้ามชาติไร้ฝีมือ สูงถึง 9.14 ล้านคน ซึ่งมากกว่า 10%  ของประชากรไทยในขณะนั้น เพื่อแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน ซึ่งจะทำให้ GDP ของไทยยังคงมีการเติบโตในระดับอัตราประมาณ 4% ต่อปี แต่ GDP ต่อหัวจะเติบโตติดลบร่วม 1% เนื่องจากฐานประชากรที่เพิ่มขึ้น แต่ถ้าประเทศไทยไม่มีการนำเข้าแรงงานข้ามชาติดังกล่าว GDP ของไทยจะติดลบถึง 7% และ GDP ต่อหัวจะติดลบ 8% ดูๆ แล้วเป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นอย่างมากถึงแม้จะมีผลดีในด้านการเจริญเติบโตของประเทศและเป็นการลดต้นทุนค่าจ้างของภาคเอกชน เนื่องจากค่าแรงต่ำกว่าค่าแรงคนไทย แต่ข้อเสียคือจะทำให้งบประมาณด้านวิจัยและพัฒนาของบริษัทที่จ้างแรงงานเหล่านี้จะลดลงประมาณ 4% และทำให้ไม่ค่อยสนใจเรื่องการพัฒนาฝีมือแรงงาน เนื่องจากเห็นว่าเป็นเพียงแรงงานชั่วคราวเท่านั้น นอกจากนั้นปัญหาสังคมก็จะติดตามมาเป็นแน่ เราเห็นข่าวแรงงานต่างด้าวฆ่านายจ้างอยู่เรื่อยๆ รวมทั้งวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมของแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ ก็แตกต่างจากของไทยเรา การลดปัญหาด้านหนึ่งก็อาจจะสร้างปัญหาอีกด้านหนึ่ง นั่นก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ถึงแม้ประเทศญีปุ่นที่ประสบปัญหาสังคมผู้สูงวัย ก่อนประเทศไทยเราตั้งนาน แต่ก็ยังไม่เปิดประเทศรับแรงงานต่างชาติเข้าไปทำงาน เหตุผลส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะเป็นประเทศที่มีความเป็นเชื้อชาตินิยมอย่างสูง ผมคิดว่าการเพิ่มอายุจาก 60 ปีเป็น 66 ปี ถึงจะเกษียณ น่าจะเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดี เสมือนกับเรามีแรงงานเพิ่มขึ้นจากปกติทุกปี และบุคลากรเหล่านี้เปรียบเสมือน “ขิงแก่” ที่บ่มเพาะความรู้และประสบการณ์ในทำงานมาอย่างช่ำชอง และถึงแม้จะทำงานจนถึงอายุ 66 ปีแล้ว หลังจากนั้นยังอาจให้เป็นที่ปรึกษาของบริษัทต่อไปได้อีก เนื่องจากปัจจุบันอายุขัยของประชากรไทยมากขึ้น เนื่องจากวิทยาการทางการแพทย์ แต่อยากให้เป็นแบบสมัครใจ ในการที่ผู้สูงอายุจะเลือกที่จะทำงานต่อหรือไม่เมื่ออายุครบ 60 ปี เพราะว่าหลายๆ ท่านก็ไม่อยากที่จะทำงานต่อ อยากจะเดินทางท่องเที่ยว อยากใช้เงินที่หามาเกือบชั่วชีวิต  หรืออยากจะเลี้ยงหลานที่บ้าน แต่จากประสบการณ์ของผมพบว่า คนที่เกษียณงานใหม่ๆ จะรู้สึกมีความสุขมากที่ไม่ต้องตื่นแต่เช้าไปทำงาน แต่พอไม่ได้ทำงานไปสักพัก จะเริ่มรู้สึกเหงา วันๆ ไม่รู้จะทำอะไร หลายๆ ท่านอยากกลับไปทำงานเหมือนเดิม โดยเฉพาะคนที่มีตำแหน่งสูงๆ ไม่ว่าจะทางราชการหรือบริษัทเอกชนใหญ่ๆ เนื้อที่บทความใกล้หมดสงสัยคงต้องไปต่อตอนที่ 3 ในสัปดาห์หน้า แต่ก่อนที่จะจบบทความนี้ ผมยังมองว่า SET INDEX น่าจะมีการปรับตัวลงในครึ่งหลังของเดือนสิงหาคมนี้ โดยจะมีแนวรับที่แข็งแกร่งบริเวณ 1,450 จุด แต่ถ้าผลประกอบการหลังประกาศไตรมาส 2 ออกมา แล้วทำให้เหล่านักวิเคราะห์มีการปรับคาดการณ์ผลประกอบการปีหน้าดีขึ้น กอรปกับหน้าตาของคณะรัฐมนตรีที่กำลังจะประกาศในเดือนนี้ ดูแล้วประทับใจนักลงทุน เราอาจจะไม่เห็นตลาดหุ้นลงมาถึง 1,450 จุดก็เป็นได้ เพราะว่านักลงทุนและนักวิเคราะห์ต่างก็มองข้ามช็อตไปถึงผลประกอบการปีหน้ากันแล้วครับ

กิติชัย เตชะงามเลิศ
                                                                                          13/08/57


ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่ 

Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
Twitter     : http://twitter.com/value_talk
Instagram : Gid_Kitichai
Blog         : http://kitichai1.blogspot.com
You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9 
Google+  : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
Linkedin   : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
Pinterest   : http://www.pinterest.com/kitichai/


 หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6  และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Glow, L'Optimum และ Me(Market Evolution) ทุกเดือน
     



วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ถึงเวลาต้องปฏิรูปภาษีแล้ว

ถึงเวลาต้องปฏิรูปภาษีแล้ว

          สัปดาห์นี้คราวแรกว่าจะมาเขียนถึงเรื่องธุรกิจ Health care ดีจริงหรือ ตอนที่ 2 แต่เห็นข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์หลายฉบับเกี่ยวกับเรื่องการรีดภาษีของหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงการคลัง แล้วผมอยากจะแสดงความเห็นบ้าง จึงต้องขอยกยอดเรื่อง Health care ไปเป็นสัปดาห์หน้า ผมขออนุญาตสรุปคร่าวๆ ว่าจะมีการถอนขนห่านรีดภาษีครั้งใหญ่อะไรบ้าง
(1) กรมสรรพากร มีแนวโน้มจะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% ซึ่งคาดว่าสามารถเรียกเก็บภาษีได้เพิ่มปีละ 1.5 แสนล้านบาท
(2) กรมสรรพากรเรียกบริษัทตรวจสอบบัญชีมากำชับให้ทำบัญชีให้ถูกต้อง และขอความร่วมมือให้จ่ายภาษีเพิ่มขึ้นประมาณ 20% และกำลังขออำนาจให้พนักงานสอบสวนกรณีทุจริตภาษีสามารถดำเนินการได้เลยไม่ต้องส่งเรื่องฟ้องศาลและขออำนาจศาล หรือขออำนาจ ปปง. ในการอายัดทรัพย์สินของผู้ที่เกี่ยวข้องในการทุจริต
(3) กำลังแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการเสียภาษีของคณะบุคคลที่ตั้งขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี โดยจะบังคับให้ลงรายได้เป็นรายได้บุคคลด้วย แม้จะลงเป็นรายได้คณะบุคคลแล้วก็ตาม
(4) กรมสรรพสามิตเตรียมที่จะเรียกเก็บภาษีน้ำมันดีเซลเป็น 5.31 บาท/ลิตร คาดว่าจะได้ภาษีเพิ่มปีละ 1 แสนล้านบาท
(5) กรมสรรพสามิตจะเรียกเก็บภาษีชาเขียว กาแฟ เครื่องดื่มผสมน้ำตาล โดยถือว่าเป็นเครื่องดื่มทำลายสุขภาพ คาดว่าจะอยู่ที่ 10-20% ของมูลค่า ซึ่งผู้ผลิตในอุตสาหกรรมชาเขียวบางรายได้ออกมาเรียกร้องให้กรมสรรพสามิต ถ้าจะมีการจัดเก็บ ก็ขอให้เก็บภาษีตามบัญชีแนบท้ายทั้ง 111 รายการ ไม่ควรเรียกเก็บเฉพาะรายการใดรายการหนึ่ง เพราะจะทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ เนื่องจากเป็นสินค้าที่พอจะทดแทนกันได้
(6) กรมสรรพามิตจะเรียกเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม กับธุรกิจที่ทำให้เกิดมลพิษต่างๆ
(7) กระทรวงการคลัง มีแนวคิดที่จะลดสิทธิประโยชน์ทางภาษีของ BOI เพราะว่าได้ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงมาที่ 20% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำเป็นอันดับสองใน ASEAN รองจากสิงคโปร์เท่านั้น จึงมีหลายๆ ธุรกิจที่รีบมาขอ BOI เพื่อได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเดิมที่สูง เราจึงเห็นตัวเลขของ BOI ที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
(8) กระทรวงการคลังจะมีการจัดเก็บภาษีตัวใหม่ๆ คือ ภาษีมรดก และภาษีที่ดิน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของประชาชน สร้างความเป็นธรรมและสร้างรายได้ให้แก่รัฐ
ในด้านภาษีมรดก ยังมีปัญหาว่าจะเรียกเก็บทรัพย์สินที่ลงทุนในต่างประเทศได้อย่างไร เพราะเป็นการยากที่จะเข้าไปตรวจสอบ  ส่วนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทางกระทรวงการคลังต้องการใช้ทดแทนการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่และภาษีโรงเรือน ที่จัดเก็บได้น้อย และมีความเหลื่อมล้ำ โดยภาษีตัวใหม่จะใช้ราคาประเมินของกรมธนรักษ์ ซึ่งต้องติดตามว่าในที่สุดจะคลอดได้หรือไม่และถ้าคลอดอัตราภาษีที่ใช้สำหรับเพื่อการพาณิชย์ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย เพื่อการเกษตรและที่ดินรกร้าง จะเป็นอย่างไร
อันที่จริง ผมว่ากรมสรรากรควรจะเรียกเก็บภาษีกับกลุ่มฐานรายได้อื่นๆ เช่น กลุ่มรถเข็นแผงลอย ซึ่งกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เอาเปรียบสังคมในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าเบียดเบียนพื้นที่บาทวิถี วางขายของตามอำเภอใจ จนแทบจะไม่เหลือทางเดินให้คนเดินถนนเลย ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงได้มีการปล่อยปละละเลยกันได้ถึงเพียงนี้ โดยเฉพาะยามค่ำคืนบริเวณสยามสแควร์ด้านติดถนนพระราม 1 หรือบริเวณแยกอโศก-สุขุมวิทตรงปากซอยคาวบอย ซึ่งเปิดเป็นบาร์เบียร์โจ่งครึ่มถึงตี 2 ตี 3 เปิดเพลงเสียงดัง มอเตอร์ไซต์จอดบนฟุตบาทจนแทบไม่เหลือทางเดินรถ Taxi จอดซ้อนคัน ทำให้จราจรย่านอโศกแม้จะเป็นยามค่ำคืน ก็ยังติดขัด ผมมีคำถามที่อยากให้กทม.ตอบ ว่าทำไมบน Sky walk และบริเวณนอกชานชาลาของสถานีรถไฟฟ้า BTS ถึงไม่มีหาบเร่แผงลอย ผมเคยสังเกตเห็นหลายครั้งว่าเมื่อจะมีพ่อค้าแม่ค้าแอบเอาของมาขายก็จะถูกเจ้าหน้าที่รปภ.เข้ามาห้ามขายทันที แต่ทำไมเทศกิจจึงได้ปล่อยปละละเลยได้ขนาดนี้ครับ หรือว่ามีผลประโยชน์จากส่วยบังตา แล้วพอพวกพ่อค้าเหล่านี้ขายต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็มีความรู้สึกว่าบาทวิถีเป็นที่ทำกินของตน ไม่มีความคิดเลยว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย หลายๆ รายมียอดขายในแต่ละวันไม่ใช่น้อย ผมขอยกตัวอย่างรถเข็นขายก๋วยเตี๋ยวชามละ 40-50 บาทในวันหนึ่งๆ ขายได้ประมาณ 100-200 ชามลองตีซะว่าวันละ 150 ชาม ราคาเฉลี่ยชามละ 45 บาท นั่นหมายถึงยอดขายตกวันละ 6,750 บาท หยุดขายทุกวันจันทร์ ดังนั้นปีหนึ่งๆ คาดว่าจะมียอดขายประมาณ 2 ล้านบาท ซึ่งสมควรจะต้องเสียภาษี แต่ก็ไม่เคยเสียภาษีเลย ในขณะที่คนกินเงินเดือนมากกว่า 15,000 บาทปีหนึ่งรายได้เกิน 180,000 บาทต้องเริ่มเสียภาษีแล้ว กลุ่มพ่อค้าเหล่านี้ทั่วประเทศไทยมีจำนวนเท่าไหร่ ผมไม่มีตัวเลขที่แน่นอน ถ้าทางสรรพากรจับกลุ่มรถเข็นแผงลอยเหล่านี้มาขึ้นทะเบียนให้หมดและเรียกเก็บภาษี ก็น่าจะช่วยกระทรวงการคลังในยามที่ชักหน้าไม่ถึงหลังได้บ้างไม่มากก็น้อย และอยากให้ทางกทม.ช่วยจัดโซนให้กลุ่มแม่ค้าเหล่านี้ และไม่อนุญาตโดยเด็ดขาดในการขายของบนบาทวิถี แบบที่ประเทศสิงคโปร์เขาจัดการระเบียบที่บ้านเมืองของเขา อยากฝากให้กทม.ขอให้ทาง คสช. ช่วยร่วมดำเนินการปฏิรูปการใช้พื้นที่บาทวิถีให้ถูกต้อง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าบาทวิถีซึ่งหมายถึงเป็นพื้นที่สำหรับใช้เดิน ถ้าทางคสช.และกทม.ร่วมกันทำได้สำเร็จ ท่านจะซึ้อใจคน กทม. และคนหัวเมืองใหญ่ๆ ได้อย่างเต็มที่

กลับมาที่ตลาดหุ้นจากบทความฉบับที่แล้วที่ผมเตือนย้ำว่าตลาดใกล้มีการปรับตัวลงแล้ว ในที่สุดตลาดหุ้นก็ไปทำ High ที่ 1,548 จุด เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ไม่ถึง 1,550 จุดตามที่ผมทำนายเอาไว้ แล้วลงมาทำ Low เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ 1,487 จุด แล้วมีการ Rebound ขึ้นมา ผมยังมั่นใจว่าตลาดยังอยู่ในช่วงการปรับตัวลงโดยตลาดน่าจะมีการปรับตัวลงจากจุดสูงสุดประมาณ 100 จุดบวกลบโดยมีแนวรับที่แข็งแกร่งบริเวณ 1,420-1,450 จุด ใจเย็นๆ รอให้ตลาดปรับตัวลงมาบริเวณดังกล่าว แล้วค่อยเลือกซื้อหุ้นน่าจะเป็นกลยุทธที่ดีครับ

กิติชัย เตชะงามเลิศ
                                                                                          06/08/57


ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่ 

Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
Twitter     : http://twitter.com/value_talk
Instagram : Gid_Kitichai
Blog         : http://kitichai1.blogspot.com
You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9 
Google+  : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
Linkedin   : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
Pinterest   : http://www.pinterest.com/kitichai/


 หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6  และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Glow, L'Optimum และ Me(Market Evolution) ทุกเดือน
     

หาอสังหาทั้งถูกและดีเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ได้ที่  http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty