จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร

จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร
เล่าประสบการณ์การลงทุนของผมที่นำไปใช้ได้ง่ายๆ

วันพฤหัสบดีที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ลดหย่อนประกันสุขภาพ ใครได้ประโยชน์?(ตอนที่ 2)

                                       ลดหย่อนประกันสุขภาพ  ใครได้ประโยชน์?(ตอนที่ 2)


                  จากบทความตอนที่ 1 ซึ่งผมได้ปูพื้นให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลง ของฐานประชากรไทยในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรที่ต่ำมาก และฐานอายุของคนไทยที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีฐานประชากรผู้สูงอายุอยู่เป็นจำนวนมากที่สุดในอาเซียน พอๆกับประเทศสิงคโปร์  สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือวัยแรงงานที่มีปริมาณลดลง คนกลุ่มนี้จะมีภาระที่ต้องดูแลทั้งเด็กและผู้สูงอายุมากขึ้น  เป็นปัญหาทั้งของภาคสังคมและรัฐบาล
                 จริงๆแล้วรัฐบาลเองก็เห็นปัญหานี้มานานแล้วและได้มีมาตรการลดหย่อนภาษี เพื่อจูงใจให้กับผู้เสียภาษีสามารถนำเงินที่ซื้อประกันชีวิตมาลดหย่อนภาษีได้ปีละ 100,000 บาท  ล่าสุดก็อนุญาตให้ผู้เสียภาษีที่ซื้อประกันสุขภาพสามารถนำเบี้ยดังกล่าวมาลดหย่อนภาษีได้ 15,000 บาท แต่เมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแล้ว ก็ลดหย่อนมากสุดได้แค่เพียง 100,000 บาทเท่านั้น  จากทีแรกที่หลายหลายฝ่ายคาดการณ์กันว่า รัฐจะอนุญาตให้ผู้เสียภาษีที่ซื้อประกันชีวิตในวงเงิน 30,000 ถึง 50,000 บาท มาลดหย่อนภาษีได้ต่างหากจากเบี้ยประกันชีวิตที่ลดหย่อนได้อยู่แล้วที่ 100,000 บาทในแต่ละปี  สร้างความผิดหวังให้กับธุรกิจประกันชีวิตและผู้เสียภาษีไปตามตามกัน
               ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ค่าบริการในโรงพยาบาลเอกชนได้สูงขึ้นมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่ามีบริการที่ดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่โอ่โถงขึ้น  จนบางครั้งนึกว่าเป็นโรงแรมเสียอีก บางโรงพยาบาลมีคนมาเล่นเปียโนให้ฟังอีกด้วย  มาตรฐานรับรองโรงพยาบาลสากล จำนวนโรงพยาบาลไทยที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสากล JCI (Joint Commission International Accreditation) (Hospital) มีจำนวนถึง 45 แห่ง โดย JCI เป็นองค์กรอิสระจากอเมริกาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ทำหน้าที่รับรองคุณภาพสถานพยาบาล ว่าได้มาตรฐาน มีคุณภาพดี เปรียบเทียบก็คล้ายๆกับมาตรฐาน ISO ตามโรงงาน โรงบาลไหนผ่านมาตรฐาน JCI ได้ จะสร้างความน่าเชื่อถือ และสร้างเชื่อมั่นแก่ผู้ป่วยที่มาเข้ารับการรักษา
             โดยประเทศไทยติด 1 ใน 5 ของโลก ที่มีสถานพยาบาลได้รับการรับรองมาตรฐานสากล JCI มากที่สุด(ที่มาของข้อมูล : http://www.jointcommissioninternational.org/about-jci/jci-accredited-organizations/?c=Thailand&a=Hospital%20Program)  นานๆประเทศไทยจะได้ติดอันดับ top 5 ในเรื่องดีๆของโลก น่าภูมิใจจริงๆ เราจึงเห็นคนไข้ต่างชาติ  เข้ามารับบริการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลไทยเป็นจำนวนมาก ทำให้อัตราค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากมาตรฐานที่ดีขึ้น และการที่หลายๆโรงพยาบาล เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีถึง 19 บริษัท ที่ใช้คำว่าบริษัทก็เพราะว่าทางบริษัทมีโรงพยาบาลในเครือ และบางเครือมีโรงพยาบาลมากกว่า 30 แห่งเสียด้วยซ้ำ จนกลายเป็นกลุ่มโรงพยาบาลที่ใหญ่มากในระดับภูมิภาค ซึ่งบริษัทเหล่านี้ต้องพยายามสร้างผลกำไร เพื่อให้เป็นที่พออกพอใจกับผู้ถือหุ้นของตนด้วย
             จำนวนคนต่างชาติที่มี SKILLED ที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ที่มีใบอนุญาตทำงาน หรือที่เรานิยมเรียกสั้นๆว่า EXPAT  ที่เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ จนล่าสุดอยู่ที่ 84,387 คน ซึ่งเป็นตัวเลข ณ ไตรมาส 2 ปี 2559 โดยคนญี่ปุ่นครองสัดส่วนสูงสุดถึง 22% (ข้อมูลจาก : CBRE) โดยไม่กี่ปีนี้ คนจีนเริ่มมีสัดส่วนที่มากขึ้น คิดเป็น 13 เปอร์เซ็นต์ของจํานวน EXPAT ทั้งหมด ซึ่งตัวเลขของคนจีนในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นถึงเท่าตัว เมื่อเทียบกับอดีตก่อนหน้านี้ โดย EXPAT ส่วนใหญ่จะพักอาศัยอยู่ในบริเวณสุขุมวิทตั้งแต่ซอย 1 ถึงซอย 63 สำหรับซอยเลขคี่ และซอย 2 ถึงซอย 42 สำหรับซอยเลขคู่(โดยคนญี่ปุ่นชอบที่จะอาศัยอยู่ในซอยสุขุมวิท 39 ถึงทองหล่อ จนหลายคนเรียกย่านนั้นว่าเป็น LITTLE TOKYO)  ย่านสีลม สาทร และสยาม คนกลุ่มนี้รวมทั้งคนไทยที่อยู่ในย่านนี้ และที่กำลังย้ายมาอยู่ในย่านนี้ ดูได้จากโครงการคอนโดที่กำลังผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดในย่านนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่มีรายได้สูง ล้วนแล้วแต่ต้องการ ที่จะได้รับบริการทางด้านรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐานสูง ดังนั้นโรงพยาบาลที่ได้รับมาตรฐาน JCI ที่อยู่ในย่านดังกล่าว  จึงเป็นโรงพยาบาลที่มีลูกค้าในกลุ่มนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีบางโรงพยาบาลก็จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์(นักลงทุนหุ้น ลองทำการบ้านกันดู) ยิ่ง Mega trend ของการลงทุนในประเทศไทย ที่มีฐานอายุของประชากรที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ย่อมต้องมีกลุ่มโรงพยาบาลอยู่ในนั้นด้วย  และ P/E ที่ 30-40 เท่าที่นักลงทุนให้กับกลุ่มโรงพยาบาล ก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยของ P/E กลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วยกันที่  P/E เฉลี่ยประมาณ 16 เท่าเท่านั้น จึงทำให้หลายปีที่ผ่านมา มีกลุ่มโรงพยาบาลที่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดทรัพย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และยังมีอีก 2 3 โรงพยาบาลที่อยู่ในขั้นตอนการยื่น Filing กับกลต. เพื่อเตรียมตัวที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วยเช่นกัน มิฉะนั้นก็จะทำให้ต้นทุนทางการเงิน สูงกว่าโรงพยาบาลที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รวมทั้งความน่าเชื่อถือและความมีชื่อเสียง และความสามารถที่จะ take over โรงพยาบาลอื่นๆ เพื่อสร้างเป็นกลุ่มโรงพยาบาล จะทำให้ประหยัดต้นทุน หรือที่เรียกว่า economy of scale ซึ่งในหลายปีที่ผ่านมาเราจะเห็นแนวโน้มของการควบรวมโรงพยาบาลมากขึ้น  ยังไม่นับโรงพยาบาลไทยบางแห่งซึ่งขยายสาขาไปยังต่างประเทศอีกด้วย
             เนื้อที่หมดแล้ว มาตามอ่านบทความตอนหน้า ว่าการที่รัฐให้ลดหย่อนประกันสุขภาพ 15,000 บาทแท้จริงแล้วใครจะได้ประโยชน์กันครับ


 กิติชัย เตชะงามเลิศ
     24/8/60

ลดหย่อนประกันสุขภาพ  ใครได้ประโยชน์?(ตอนที่ 1) http://kitichai1.blogspot.com/2017/12/1.html

ลดหย่อนประกันสุขภาพ  ใครได้ประโยชน์?(ตอนจบ) http://kitichai1.blogspot.com/2017/12/blog-post.html

ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยเอาเม้าส์ไปทางด้านขวามือจะมีแถบแสดงออกมา แล้วเลือกคลิกไอคอนที่เขียนว่าสมัครรับข้อมูล เมื่อผมมีบทความใหม่ ท่านก็จะทราบทันที

  
      ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่

      หรือ 1.หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 ในคอลัมน์ "เขียนอย่างที่คิด"   
              2.หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจหน้า 15 เดือนละครั้ง ในคอลัมน์ “จับช่องลงทุน” 
              3.นิตยสาร Be Link ทุกเดือน 
              4.นิตยสาร GQ เดือนเว้นเดือน
              5.นิตยสาร Me(Market Evolution) วารสารเภตรา ของสมาคมศิษย์เก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และ จุลสารเตชะสาร ของสมาคมเตชะสัมพันธ์ ทุกไตรมาส

หาอสังหาทั้งถูกและดีเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ได้ที่  http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty


ริทึ่ม (RHYTHM) รางน้ำ 3 ยูนิตสุดสวย ซื้อมาในรอบ VVIP เจ้าของขายเอง 2 นาที จาก BTS สถานีอนุสาวรีย์ชัย   















         ห้องที่จะขายดาวน์(พร้อมอยู่อาศัยได้เลย) 3 ยูนิต

ชั้น 16 เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าครบครัน ตกแต่งสวยมาก มี ผ้าม่าน เตาไฟฟ้า เครื่องดูดควัน แอร์ 2 ตัว ตู้เย็น 10.6 คิว เครื่องซักผ้าฝาหน้า Digital TV 49 นิ้ว เครื่องทำน้ำอุ่น และ Microwave หันไปทางทิศใต้ ลมเย็นตลอดปี ไม่ใกล้ลิฟต์ วิวสวย ไม่โดนบล็อกวิว ราคา 5,400,000 บาท



รายละเอียดโครงการ  ขนาด 1-3-93 ไร่ 28 ชั้น แขวงพญาไท เขตพญาไท  ห้องพักอาศัย 385 ยูนิต ร้านค้า 1 ร้าน ที่จอดรถ 171 คัน (ไม่รวมซ้อนคัน) = 44%
-สวน KARESANSUI และ READING GARDEN ชั้น G และชั้น 6
-สระว่ายน้ำแบบ INFINITY EDGE 180 องศา
- SKY FITNESS และ STEAM ROOM ที่ชั้น 27-28
- ค่าส่วนกลางและกองทุน 58 บาท/ตร.ม.และ 450 บาท/ตร.ม. ตามลำดับ

 

รีวิวคอนโด ริทึ่ม รางน้ำ(Rhythm Rangnam) https://www.youtube.com/watch?v=YHWeVkKek94


ลดหย่อนประกันสุขภาพ ใครได้ประโยชน์?(ตอนที่ 1)

                                   ลดหย่อนประกันสุขภาพ  ใครได้ประโยชน์?(ตอนที่ 1)



         ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าการเพิ่มขึ้นของประชากรไทยมีอัตราที่ต่ำมาก ในทางกลับกันฐานอายุของประชากรไทยก็สูงขึ้นเรื่อยๆ จากข้อมูลของคุณปัทมา ว่าพัฒนวงศ์ และคุณปราโมทย์ ประสาทกุล แห่งสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล  เมื่อกลางปี พ.ศ. 2548 ประเทศไทยมีประชากร 62.2 ล้านคน ผ่านไป 10 ปี เพิ่มขึ้นเป็น 64.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.3 ล้านคน คิดเป็นอัตราเพิ่มประชากรเพียง 3.7% เฉลี่ย 0.37 เปอร์เซ็นต์ต่อปี  ซึ่งนับว่าเป็นอัตราการเพิ่มที่ต่ำมาก  ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะผลงานของคุณมีชัย วีระไวทยะ ที่รณรงค์ให้คนไทยให้มีบุตรน้อยคน ได้ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดีมากในสมัยนั้น ถ้าการเพิ่มของประชากรไทยยังคงเพิ่มขึ้นต่อไปในอัตราการเพิ่มที่ต่ำมากเหมือนในอดีต คาดว่าในปี พ.ศ. 2565 จะเป็นปีที่ประชากรไทยถึงจุดอิ่มตัว(ภาพที่ 1) อัตราเกิดจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับอัตราตาย ทำให้อัตราการเพิ่มของประชากรใกล้เคียงกับศูนย์ จำนวนเกิดในแต่ละปีพอ ๆ กับจำนวนตาย จากการฉายภาพประชากรชุดนี้แสดงว่าประชากรไทยจะถึงจุดอิ่มตัวที่จำนวนประมาณ 65 ล้านคนในราวปี พ.ศ. 2565 หลังจากนั้น เป็นไปได้ว่าอัตราเพิ่มประชากรจะติดลบคือต่ำกว่าศูนย์บ้างเล็กน้อย ทำให้จำนวนประชากรแต่ละปีลดลง เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นในช่วงที่ผ่านมา
                                 
                                                    ภาพที่ 1 อัตราเพิ่มและจำนวนประชากร, .. 2548 – 2578
                    
              เป็นผลเนื่องมาจากภาวะเจริญพันธุ์ที่ลดต่ำลงและคนไทยมีชีวิตยืนยาวขึ้นอีก ลักษณะเช่นนี้ทำให้โครงสร้างอายุของประชากรเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดเจน หากดูที่จำนวนประชากร เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ในช่วงปี พ.ศ. 2548 – 2578 จะมีจำนวนลดลงจาก 14 ล้าน (ร้อยละ 23 ของประชากรทั้งหมด) เหลือ 9 ล้านคนเศษ (ร้อยละ 14) ส่วนประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15 – 59 ปี) นั้นมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย กล่าวคือในช่วง พ.ศ. 2548 – 2558 จำนวนจะเพิ่มขึ้นจาก 41 ล้าน เป็น 43 ล้านคน หลังจากนั้นจะลดจำนวนลงเหลือ 38 ล้านคนในปี พ.ศ. 2578 อาจกล่าวได้ว่าจำนวนประชากรวัยแรงงานในอนาคตอีก 30 ปีข้างหน้าเกือบไม่เปลี่ยนแปลงเลยก็ว่าได้ อย่างไรก็ตาม การที่จำนวนประชากรวัยเด็กจะลดลงอย่างมากจะมีผลทำให้จำนวนประชากรในวัยเรียน (อายุ 6 – 21 ปี) ลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 16 ล้านคนในปี พ.ศ. 2548 เป็น 11 ล้านคนในปี พ.ศ. 2578(ภาพที่ 2)
                                         

                                                            ภาพที่ 2 จำนวนประชากรวัยต่าง ๆ พ.. 2548 – 2578
        สำหรับประชากรกลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) คนกลุ่มนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ ในปี พ.ศ. 2548 มีประชากรสูงอายุอยู่ 6 ล้านคนเศษ (ร้อยละ 10) เมื่อถึงปี พ.ศ. 2578 จำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็น 16 ล้านคน (ร้อยละ 25) เท่ากับเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัวในเวลาราว ๆ 30 ปีเท่านั้น(ภาพที่ 3)
                        


                                       ภาพที่ 3 ดัชนีผู้สูงอายุของประเทศไทย พ.ศ. 2548 – 2578

เราอาจจะรู้สึกว่าแรงงานไม่ถึงกลับขาดแคลน แต่แรงงานไทยก็ยังเลือกงานมากขึ้น  เพราะว่าเรามีแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามาทำงานในประเทศไทยมากขึ้น สิ่งที่เป็นน่าเป็นห่วงก็คือ ประเทศเหล่านี้เริ่มมีพัฒนาการ และการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจดีขึ้น สักวันหนึ่งแรงงานเหล่านี้ คงไม่ต้องดิ้นรนที่จะมาทำงานในประเทศไทยอีกต่อไป สวนทางกับแรงงานของไทยที่จะลดลง เพราะฐานประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ดูแล้วช่างน่าเป็นห่วงจริงๆ  เพราะเขาเหล่านั้นคงอยากทำงานในประเทศของเขามากกว่า ถ้าสามารถหางานทำได้สะดวก และมีรายได้พอใช้ในแต่ละวัน จะได้ไม่ต้องจากครอบครัวของตนเพื่อมาทำงานที่ประเทศไทย  ซึ่งอาจทำให้เขารู้สึกว่าเป็นพลเมืองชั้นสอง เนื้อที่หมดแล้ว มาตามอ่านบทความตอนหน้า ว่าการที่รัฐให้ลดหย่อนประกันสุขภาพ 15,000 บาทแท้จริงแล้วใครจะได้ประโยชน์กันครับ


 กิติชัย เตชะงามเลิศ
     21/12/60

ลดหย่อนประกันสุขภาพ  ใครได้ประโยชน์?(ตอนที่ 2)  http://kitichai1.blogspot.com/2017/12/2.html
ลดหย่อนประกันสุขภาพ  ใครได้ประโยชน์?(ตอนจบ) http://kitichai1.blogspot.com/2017/12/blog-post.html

ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยเอาเม้าส์ไปทางด้านขวามือจะมีแถบแสดงออกมา แล้วเลือกคลิกไอคอนที่เขียนว่าสมัครรับข้อมูล เมื่อผมมีบทความใหม่ ท่านก็จะทราบทันที

  
      ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่


      หรือ 1.หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 ในคอลัมน์ "เขียนอย่างที่คิด"   
              2.หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจหน้า 15 เดือนละครั้ง ในคอลัมน์ “จับช่องลงทุน” 
              3.นิตยสาร Be Link ทุกเดือน 
              4.นิตยสาร GQ เดือนเว้นเดือน
              5.นิตยสาร Me(Market Evolution) วารสารเภตรา ของสมาคมศิษย์เก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และ จุลสารเตชะสาร ของสมาคมเตชะสัมพันธ์ ทุกไตรมาส

หาอสังหาทั้งถูกและดีเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ได้ที่  http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty


     ชีวาทัย เรสซิเดนท์ อโศก (CHEWATHAI RESIDENCE ASOKE) ยูนิต สุดสวย ซื้อมาในรอบ VVIP เจ้าของขายเอง เดิน 5 นาทีจากสถานี MRTพระราม 9 และ 4 นาทีจาก AIRPORT LINK สถานีมักกะสัน ติดกับทางด่วนศรีรัชที่ทางลงรัชดา

  พื้นที่ใช้สอยรวม 35.14(28.63+6.51) ตรม. 1ห้องนอน 1 ห้องน้ำ เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าครบครัน ตกแต่งสวยมาก มี ผ้าม่าน เตาไฟฟ้า เครื่องดูดควัน แอร์ ตู้เย็น เครื่องซักผ้าฝาหน้า เครื่องอบผ้า Digital TV 40 นิ้ว เครื่องทำน้ำอุ่น และ Microwave ราคา 4,700,000 บาท หันไปทางทิศเหนือ ไม่มีอะไรบล็อกวิว ไม่ใกล้ห้องขยะ พร้อมปล่อยเช่าในเดือนมกราคม 2561 ค่าเช่าเดือนละ 19,000



ดูวีดีโอได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=Ur4i41afEmU








วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560

Maximize กำไรคอนโด ทำไง?(ตอนจบ)

                                                        Maximize กำไรคอนโด ทำไง?(ตอนจบ)
          โดยทั่วไป เวลาคนส่วนใหญ่ ที่นำเงินไปซื้อสินทรัพย์ต่างๆ หลายครั้งที่จะลืมต้นทุนตัวหนึ่ง นั่นคือต้นทุนค่าเสียโอกาส อย่าลืมนะครับว่า ถ้าท่านไม่นำเงินจำนวนนั้น ไปซื้อสินทรัพย์นั้นๆแล้ว แต่นำเงินไปลงทุนสินทรัพย์อื่น ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนได้ในระดับหนึ่ง  ผมถึงย้ำเสมอว่า คนที่กำลังจะรวย คือคนที่ใช้จ่ายต่ำกว่าฐานะของตัวเอง ส่วนคนที่กำลังจะจน ก็คือคนที่ชอบใช้จ่ายเกินฐานะของตัวเอง และถ้าอยากจะรวย ก็ไม่ควรซื้อสินทรัพย์ที่เสื่อมมูลค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสินทรัพย์นั้นมีราคาสูงเช่น รถยนต์ เป็นต้น แต่ควรจะซื้อสินทรัพย์ที่ทวีมูลค่าเช่น อสังหาริมทรัพย์ต่างๆเป็นต้น ติดตามรับชมได้ที่ https://youtu.be/698EcGwt0hw

          ผลตอบแทนจากการลงทุนและต้นทุนค่าเสียโอกาส เป็นสองปัจจัยที่ เป็น 2 ปัจจัยที่ควรจะนำมาคำนึงถึงเวลาจะซื้อสินทรัพย์อะไรก็ตาม เรื่องความสามารถในการลงทุน รวมทั้งการหาช่องทางในการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆของแต่ละบุคคล ย่อมมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความรู้และประสบการณ์ของคนนั้นๆ  บางคนรู้จักแต่เพียงฝากธนาคารเท่านั้น ซึ่งหลายปีที่ผ่านมานี้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับต่ำติดดิน ผมเคยพูดแบบไม่สุภาพว่าคนเหล่านี้เป็น "คนสิ้นคิด" คือไม่คิดที่จะเรียนรู้ หรือหาช่องทางในการลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ดีไปกว่านี้ ถึงเวลาแล้วที่ควรจะเปลี่ยนเป็น "คนได้คิด" คือฉวยโอกาสในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยต่ำๆแบบนี้ เอาเงินต้นทุนถูกๆจากสถาบันการเงิน มาใช้ในการซื้อสินทรัพย์ที่จะทวีมูลค่า อย่างเช่นอสังหาเป็นต้น

     กลับมาที่เรื่องของการผ่อนคอนโดจาก 2 บทความที่แล้วซึ่งผมกล่าวถึง 2 แนวทางในการผ่อนค่างวดโดย
แนวทางที่ 1 ผ่อนค่างวดเท่าเดิม แต่ระยะเวลาการผ่อนสั้นขึ้น
แนวทางที่ 2 ผ่อนค่างวดลดลง แต่ระยะเวลาการผ่อนเท่าเดิม
      บทความนี้จะมาเปรียบเทียบ ระหว่าง 2 แนวทางว่า สุดท้ายแล้วแนวทางไหนน่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด สำหรับผู้ที่มีภาระต้องผ่อนค่างวดกับสถาบันการเงิน เพื่อจะได้เป็นข้อคิดในการพิจารณาว่า แนวทางใดจะเหมาะสมกับตัวท่านเอง  เพราะว่าแต่ละท่านล้วนแล้วแต่มีปัจจัยที่แตกต่างกัน ซึ่งไม่สามารถที่จะฟันธงลงไปเลยทีเดียว ว่าแนวทางไหนเป็นแนวทางที่ดีที่สุด แต่เมื่อท่านอ่านจบหมดแล้ว ผมมีความมั่นใจว่า ท่านจะสามารถเลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่ง ที่สอดคล้องกับปัจจัยของตัวท่านเองได้ วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ  นำอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน ที่ท่านสามารถจะทำได้ มาเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ผ่อนบ้าน  ถ้าอัตราผลตอบแทนดังกล่าว ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ท่านควรจะเลือกแนวทางที่ 1 แต่ถ้าอัตราผลตอบแทนดังกล่าวสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ท่านควรจะเลือกแนวทางที่ 2 แล้วนำเงินส่วนต่างค่าผ่อนงวดที่แตกต่างกัน นำไปลงทุนเพื่อหาผลตอบแทน จะเป็นวิธีที่เพิ่มความมั่งคั่งให้กับท่านได้ดีกว่าแนวทางที่ 1

           เพื่อทำให้มีความเข้าใจเพิ่มขึ้นลองดูจากรูปข้างล่างนี้นะครับ




1.         ผลตอบแทนจากเงินลงทุนในระหว่างปี โดยทุกสิ้นเดือน จัดสรรเงินลงทุนจำนวน 7,250 บาท(เงินส่วนต่างค่าผ่อนงวดระหว่างแนวทางที่ 1 กับแนวทางที่ 2) แล้วนำไปลงทุนทันที ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี ดังนั้น
ณ สิ้นเดือนมกราคม ระยะเวลาการลงทุนจนถึงสิ้นปี = 11 เดือน
ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ระยะเวลาการฝากธนาคารหรือลงทุนจนถึงสิ้นปี = 10 เดือน
ไล่เรียงไปทุกๆเดือนต่อเนื่องจนกระทั่งถึง ณ สิ้นเดือนธันวาคม ระยะเวลาการลงทุนจนถึงสิ้นปี = 0 เดือน
     หากเฉลี่ยระยะเวลาในการลงทุนจะเท่ากับ 5.5 เดือน (หรือ 5.5/12 = 0.45833 ปี) เมื่อคำนวณผลตอบแทน ของแต่ละงวดรวม 1 ปี สมมุติว่าสร้างผลตอบแทนการลงทุนได้ปีละ 8 เปอร์เซ็นต์ ณ สิ้นปีจะได้รับผลตอบแทน คิดเป็น 87,000 x 8/100 x 0.45833 = 3,190 บาท
2.          ผลตอบแทนของเงินลงทุนต้นปีเมื่อลงทุนครบปี คำนวณจากมูลค่าเงินลงทุนต้นปี x อัตราผลตอบแทนการลงทุน



           จะเห็นได้ว่าเพียงแค่เงินส่วนต่างของค่าผ่อนดาวน์ระหว่าง แนวทางที่ 1 กับแนวทางที่ 2 ถ้าไปลงทุนแล้วได้ผลตอบแทน 8% ต่อปี เมื่อเวลาผ่านไป 20 ปี จะก่อให้เกิดเม็ดเงินถึง 4,127,272 บาท  ซึ่งเมื่อนำมาหักลบกับดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ใน ของแนวทางที่ 2 ซึ่งน้อยกว่าแนวทางที่ 1 อยู่ 655,548.44 บาท  ยังมีเม็ดเงินเหลืออีก 3,471,723.56 บาท  หรือถ้าคิดในอีกแง่หนึ่งคือสามารถนำเงินค่าส่วนต่างดังกล่าว ซึ่งคิดเป็นเงินลงทุนรวม 1,740,000 บาท(7,250 บาท x 12 เดือนx 20 ปี) ไปลงทุน แล้วสร้างผลตอบแทนจนกลายเป็นกำไร 2,387,272 บาท

            เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยรวม 1,955,127.17 บาท บวกกับค่าใช้จ่ายรีไฟแนนซ์ 315,000 บาท  รวมเป็นค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 2,270,127.17 บาท จะเห็นได้ว่าเมื่อเลือกแนวทางที่ 2 แล้วทำตามแบบข้างต้น ยังมีเงินเหลืออีก 2,387,272 - 2,270,127.17 = 117,144.83 บาท  อ่านมาถึงตอนนี้แล้ว คงตัดสินใจกันได้แล้วนะครับ ว่าจะเลือกแนวทางไหน แต่ข้อสำคัญก็คือ ยังจะรออะไรกันอยู่อีก รีไฟแนนซ์สิครับ

 กิติชัย เตชะงามเลิศ
     20/9/60

Maximize กำไรคอนโด ทำไง?(ตอนที่ 1) http://kitichai1.blogspot.com/2017/08/maximize-1.html
Maximize กำไรคอนโด ทำไง?(ตอนที่ 2) http://kitichai1.blogspot.com/2017/08/maximize-2.html

ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยเอาเม้าส์ไปทางด้านขวามือจะมีแถบแสดงออกมา แล้วเลือกคลิกไอคอนที่เขียนว่าสมัครรับข้อมูล เมื่อผมมีบทความใหม่ ท่านก็จะทราบทันที

  
      ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่

 Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
 Twitter : http://twitter.com/value_talk
 Instagram : Gid_Kitichai
 Blog : http://kitichai1.blogspot.com
 You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9
 Google+ : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
  Pinterest : http://www.pinterest.com/kitichai/

      หรือ 1.หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 ในคอลัมน์ "เขียนอย่างที่คิด"   
              2.หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจหน้า 15 เดือนละครั้ง ในคอลัมน์ “จับช่องลงทุน” 
              3.นิตยสาร Be Link ทุกเดือน 
              4.นิตยสาร GQ เดือนเว้นเดือน
              5.นิตยสาร Me(Market Evolution) วารสารเภตรา ของสมาคมศิษย์เก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และ จุลสารเตชะสาร ของสมาคมเตชะสัมพันธ์ ทุกไตรมาส

หาอสังหาทั้งถูกและดีเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ได้ที่  http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty
    

 ขายคอนโดสุขุมวิทลีฟวิ่งทาวน์ อโศก สุขุมวิท เดิน 2 นาที จากรถไฟใต้ดินเพชรบุรีและท่าเรือเพชรบุรี และ 8 นาทีจากสถานีแอร์พอร์ตลิ้ง ขายพร้อมผู้เช่า ผลตอบแทนจากการเช่าดี =5.26%/ปี
   





โครงการ มี พื้นที่ 4 ไร่ 2 งาน 91 ตรว. 36ชั้น 453 ยูนิต ที่จอดรถ 540 คัน คิดเป็น 119% มี สระว่ายน้ำ ห้องออกกำลังกาย และห้องล็อคเกอร์ ซาวน่า สตีม แยกชายหญิง
         ห้องที่จะชายเลขที่ 299/40(502) ชั้น 5 แบบห้องเอ เนื้อที่ 59 ตารางเมตร ไม่มีตึกบัง ราคา 5,900,000 บาท มี   1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ  1ห้องรับแขก เฟอร์นิเจอร์ครบครัน ตกแต่งสวยมาก พร้อมเครื่องปรับอากาศ  2 เครื่อง รวมทั้งที่จอดรถ 1 คัน ห้องหันทิศเหนือ โครงการใกล้กันขนาดเท่ากัน ขายกันที่ 12,000,000 บาท

***ห้องนี้โอนลอยและไม่มีค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนมือใดๆทั้งสิ้น  และไม่มีค่าใช้จ่ายที่กรมที่ดินในการโอนด้วย รวมทั้งฟรี เงินกองทุนคอนโดและค่าส่วนกลางที่จ่ายล่วงหน้าไปให้แล้วจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2561 ***