จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร

จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร
เล่าประสบการณ์การลงทุนของผมที่นำไปใช้ได้ง่ายๆ

วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2556

ธุรกิจท่องเที่ยวในไทยยังจะดีต่อเนื่อง, 10/4/13


ธุรกิจท่องเที่ยวในไทยยังจะดีต่อเนื่อง

          ผมเพิ่งไปพักร้อนที่โรงแรม 5 ดาวแห่งหนึ่ง ริมชายหาดท้องนายปานน้อย เกาะพงัน ซึ่งหาดแห่งนี้เป็นชายหาดที่สวยงามมากหาดหนึ่งบนเกาะพงัน ผมเดินทางโดยรถทัวร์ VIP 24 ที่นั่ง เป็นนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกเกือบครึ่ง โดยรถทัวร์นี้ออกจากสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ประมาณ 20.15 น. โดยใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงเศษๆ ไปจอดแวะที่ทับสะแก เพิ่งทานอาหารเย็น (?) ซึ่งผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องไปทานอาหารเย็น (?) ที่นั่นแทนที่จะจอดแวะร้านอาหารที่ไม่ไกลจากกรุงเทพ จะได้ทานมื้อเย็นจริงๆ ไม่ดึกเกินไป พอหลังจากทานอาหารเสร็จขึ้นรถ ผู้โดยสารจะได้เตรียมตัวนอนหลับพักผ่อนได้ต่อเนื่อง แทนที่จะหลับตั้งแต่ขึ้นรถแล้วไปตื่นตอน 00.30น. เพื่อทานอาหารแล้วนอนต่อ ค่าอาหารทางบริษัททัวร์น่าจะพอหาร้านอาหารใกล้กรุงเทพในราคาค่าใช้จ่ายที่ใกล้เคียงกันได้นะครับ หลังจากทานอาหารเสร็จก็หลับยาวไปตื่นนอนเวลา 07.00 น. ที่ท่าเรือดอนสัก จ.สุราษฎร์ เพื่อลงจากรถไปขึ้นเรือเพื่อไปลงที่ท่าท้องศาลา เกาะพงัน โดยใช้เวลาบนเรือประมาณ 2 ชั่วโมง พอถึงฝั่งต้องจ้างรถสองแถวในราคา 900 บาท/จากราคาที่บอกมาทีแรก 1,500 บาทสำหรับการเดินทางเพียง 45 นาที สำหรับผู้โดยสารเพียง 2 คน ดูเป็นการค้ากำไรเกินควรจริงๆ จากประสบการณ์เมืองท่องเที่ยวโดยเฉพาะทางทะเล  เช่น ภูเก็ต  สมุย พงัน ฯลฯ ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง จะแพงกว่าปกติ โรงแรมที่ผมเข้าพักเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว มีพนักงานโรงแรมที่เป็นคนต่างชาติค่อนข้างมาก ผมประมาณว่ามีถึง 30% ซึ่งทั้งหมดมาจากคน ASEAN ซึ่งมีทั้งมาจากฟิลิปปินส์ กัมพูชา พม่า ลาว ส่วนแขกที่เข้าพัก 95% เป็นคนตะวันตก คนไทย 3% คนเอเชีย 2% ผมเชื่อว่า หลังปี 2558 น่าจะเห็นคน ASEAN เข้ามาทำงานในไทยมากขึ้น เพราะว่าประเทศไทยขาดแคลนแรงงานค่อนข้างมาก ธุรกิจการท่องเที่ยวของไทยยังน่าสนใจ โดยดูได้จากปริมาณนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นทุกปี  ธุรกิจอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว  น่าจะมีผลประกอบการดีขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนส่งทางอากาศ  ซึ่งปัจจุบันมี 2 บริษัทสายการบินที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และที่กำลังจะเข้าจดทะเบียนในตลาดอีก 2 บริษัทคือ นกแอร์กับบางกอกแอร์เวย์ และสายการบินเล็กๆ ที่จะเปิดขึ้นมาใหม่อีก เพื่อนของผมที่ทำธุรกิจด้านอสังหาและที่ปรึกษาทางการเงิน  ก็กำลังจะเปิดบริษัทสายการบินเล็กๆ โดยจะเริ่มต้นจากเครื่องบิน 2 ลำ บินแบบ CHARTER FLIGHT ดูเหมือนจะเป็นธุรกิจที่หอมหวล  จากปริมาณการเดินทางที่มากขึ้นของพลเมือง ASEAN ด้วยกัน ทำให้ธุรกิจการบินโดยเฉพาะ LOW COST AIRLINE น่าจะได้รับประโยชน์มาก  แต่หลังจากรถไฟความเร็วสูง (HIGH SPEED TRAIN) สร้างเสร็จ คาดว่าจะมีผู้โดยสารจำนวนมากโดยเฉพาะเส้นทางในประเทศ  จะเปลี่ยนจากการเดินทางโดยเครื่องบินมาเป็นรถไฟความเร็วสูงแทน  ถ้าพฤติกรรมของคนไทยเราเหมือนกับชาวญี่ปุ่นและยุโรป ลองคิดดูสิครับค่าใช้จ่ายในการเดินทางโดยเครื่องบิน  เริ่มต้นจากค่า TAXI จากบ้านไปถึงสนามบินต้นทางบวกกับค่าตั๋วเครื่องบิน  บวกกับค่า TAXI จากสนามบินปลายทางเพื่อเข้าไปในเมือง  เมื่อเทียบกับค่ารถ TAXI จากบ้านไปสถานีรถไฟต้นทาง  บวกกับค่าตั๋วรถไฟ บวกกับค่า TAXI ไปจุดหมายปลายทาง  ซึ่งโดยปกติสถานีรถไฟจะอยู่ในเมือง ขณะที่สนามบินจะอยู่นอกเมือง  ดังนั้นค่า TAXI จะต่างกัน เมื่อคำนวณเปรียบเทียบแล้วราคาสูสีกัน  ผมเชื่อว่า ผู้โดยสารส่วนใหญ่ซึ่งรวมทั้งผมด้วย  คงจะเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทาง มาใช้รถไฟความเร็วสูงแทน เพราะว่าเวลาที่ใช้ในการเดินทาง ตั้งแต่ออกจากบ้านสนามบินต้นทาง (ก่อน FLIGHT อย่างน้อย 1 ชั่วโมงสำหรับการเดินทางในประเทศและ 2 ชั่วโมง สำหรับการเดินทางไปต่างประเทศ) สนามบินปลายทาง จุดหมายปลายทาง  เมื่อเทียบกับเดินทางโดยรถไฟซึ่งนับตั้งแต่ออกจากบ้าน สถานีรถไฟต้นทาง (แต่ไปถึงก่อนรถไฟออก 5 นาที ก็ทันถมเถแล้ว) สถานีรถไฟปลายทาง  จุดหมายปลายทาง การที่สถานีรถไฟมักอยู่ในเมืองทำให้ใช้เวลาเดินทางสั้นกว่า  นอกจากนั้น  ผู้โดยสารยังได้เห็นว่าข้างทางขณะที่เครื่องบินไม่มีเสน่ห์แบบนี้  ดังนั้นช่วง 1 ปีก่อนที่ระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูงทั่วประเทศไทยจะสร้างเสร็จ  ผมแนะนำว่าควรจะลดการถือครองหุ้นกลุ่มนี้ลง
          ธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวที่คึกคัก  ก็ยังมีธุรกิจท่าอากาศยาน ธุรกิจบริการน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับสายการบิน  ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร  ธุรกิจห้างสรรพสินค้า  ธุรกิจสปา โรงพยาบาล  ซึ่งธุรกิจเกือบทั้งหมดที่ผมกล่าวถึง  ก็ล้วนแล้วแต่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  โดยธุรกิจโรงแรมบางบริษัทก็ทำธุรกิจร้านอาหารด้วย  บางบริษัทก็ทำแต่ธุรกิจโรงแรม  โดยบางบริษัทเปิดโรงแรมโดยมีแบรนด์ของตัวเอง  และรับบริหารโรงแรมให้กับเจ้าของโรงแรมอื่นๆบางบริษัทไม่มีแบรนด์ของตัวเองแต่ใช้บริการ HOTEL CHAIN MANAGEMENT ของเครือข่ายโรงแรมสากล เข้ามาบริหารโรงแรมให้หลายๆ บริษัท นอกจากจะมีโรงแรมในประเทศแล้ว ยังขยายสาขาไปยังต่างประเทศทั้งสร้างเอง บริหารเอง หรือจ้าง เช่น โรงแรมใหญ่ๆ เข้ามาบริหารให้หรือเข้าไปบริหารโรงแรมในต่างประเทศก็มี ยิ่งไปกว่านั้นยังไปเทคโอเวอร์ HOTEL CHAIN เมืองนอก ก็มีเหมือนกัน ส่วนธุรกิจร้านอาหาร นอกจากสร้างแบรนด์ของตัวเองแล้ว ยังมีการนำเข้า FRANCHE ร้านอาหารชื่อดังจากเมืองนอกโดยเฉพาะร้านอาหารญี่ปุ่น ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากของผู้บริโภคชาวไทย
          ส่วนธุรกิจห้างสรรพสินค้า  เราเริ่มเห็นการขยายตัวอย่างรวดเร็วในต่างจังหวัด  ปัจจุบันจังหวัดใหญ่ๆ ล้วนมีห้างสรรพสินค้าจากกรุงเทพไปเปิดเกือบหมด ยิ่งไปกว่านั้นบางจังหวัดมีห้างสรรพสินค้าหลายๆ ห้างเสียด้วย  จาก URBANIZATION ที่ผมเขียนถึงเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน สิ่งที่เราไม่คิดว่าจะเห็นนั่นคือการไปเทคโอเวอร์ห้างสรรพสินค้าในอิตาลีและเดนมาร์คของเครือเซ็นทรัล ยังต้องตัดใจขายหุ้นส่วนใหญ่ใน BIGC ให้ CASINO จากฝรั่งเศส และขายหุ้นส่วนใหญ่ใน TOPS SUPERMARKET ให้กับต่างชาติ และขายหุ้นให้ CARREFOUR ให้กับ CARREFOUR ฝรั่งเศส แต่หลังจากเศราฐกิจไทยฟื้นตัวเครือเซ็นทรัลก็ได้ซื้อ TOPS SUPERMARKET กลับมา  ดูแล้วเหมือนกับคำพังเพยว่า สมบัติผลัดกันชม จริงๆ ทางด้านธุรกิจสปาจากการไปใช้บริการค่อนข้างบ่อย ผมเริ่มสังเกตว่ามีคนต่างชาติโดยเฉพาะเขมรและลาวเข้ามาเป็น THERAPIST มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งฝีมือนวดของคนเหล่านี้ก็ไม่ได้ด้อยเมื่อเทียบกับ THERAPIST คนไทยเลย สมัยก่อนเห็นแต่สปาไทยไปเปิดให้บริการที่ต่างประเทศ แต่ปัจจุบัน SBA จากประเทศจีนเข้ามาเปิดให้บริการในไทย  และกำลังจะขยายสาขาเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตอันใกล้  ส่วนธุรกิจโรงพยาบาล  น่าชื่นใจนะครับ  เรามี HOSPITAL CHAIN ที่ใหญ่ติดอันดับต้นๆ ในเอเชียแปซิฟิค เรามีหลายโรงพยาบาลที่ได้รับ JCIA แสดงถึงความเป็นโรงพยาบาลที่มีคุณภาพ  และบางโรงพยาบาลก็ไปสร้างชื่อเสียงในระดับโลกเลยทีเดียว
          อย่างไรก็ตามแม้ธุรกิจทั้งหมดที่กล่าวมาดูมีแนวโน้มที่ดี  แต่การที่จะตัดสินใจเข้าลงทุน ควรจะเปรียบเทียบดูมูลค่ากิจการว่า ณ ราคาปัจจุบันมีความน่าสนใจในการลงทุนมากน้อยเพียงไหน บางครั้งหุ้นที่ดีแต่แพงก็ไม่ใช่หุ้นที่น่าลงทุนเสมอไปนะครับ

ติดตามแนวทางการลงทุนของผมได้ที่
หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 หรือหน้า B10
 และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Stock Review, Me(Market Evolution), Glow และ Lisa  ทุกเดือน

                            กิติชัย เตชะงามเลิศ

วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2556

ตลาดหุ้นปรับตัวตามที่ผมคาด 26/3/13



ตลาดหุ้นปรับตัวตามที่ผมคาด
          ถ้าท่านผู้อ่านได้ติดตามบทความของผม เมื่อ 2 อาทิตย์ที่แล้ว  ผมได้เตือนไว้ล่วงหน้าว่าภายใน 2 อาทิตย์เราน่าจะเห็นการปรับตัวของ SET INDEX และจะลงไม่ต่ำกว่า 100 จุด ซึ่งในขณะนั้นนักลงทุนหลายท่านยังเพลิดเพลินกับการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนอันหอมหวน  เรามาดูกันนะครับ SET INDEX ณ วันสิ้นปี 2555 ปิดที่  1,391.93 ซึ่งก็ได้ขึ้นมา 35.76% จาก ณ วันสิ้นปี 2554  ซึ่งปิดที่ 1,025.32  แต่ถ้านับจากต้นปี 2556 SET INDEX ขึ้นมาทำจุดสูงสุดที่ 19 มีนาคม ที่ 1,601.30 เพิ่มขึ้น 209.37 หรือคิดเป็น 15.04% ภายในเวลาเพียง 2  เดือนกว่าๆ เท่านั้น นับว่าเป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนที่ดีมากๆ ทีเดียวนะครับ  แต่งานเลี้ยงย่อมมีการเลิกราหลังจากแตะระดับ 1,600 จุด ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในรอบกว่า 19 ปี หลังจากที่ SET INDEX เคยไปทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่ 1,789.16 ในเดือนมกราคม 2537 ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา SET INDEX ลงมาแตะจุดต่ำสุดที่ 1,464.72 จุด เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ลดลงไป 136.58 จุด  คิดเป็น 8.53% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 101,361 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ นับว่าเป็นการลงที่เร็วและแรงพอสมควร  เมื่อปีที่แล้ว SET INDEX ก็มีการปรับตัวแรงๆ ช่วงหนึ่งเหมือนกันคือ SET INDEX เริ่มปรับตัวลงจาก 1,241.13 2/5/55 ลงมาทำจุดต่ำสุดที่ 1,099.15 5/6/55 ลงไป 141.98 จุด คิดเป็น 11.44% ใช้เวลาปรับตัวลง 1 เดือน กับ 3 วัน
          การปรับตัวของ SET INDEX รอบนี้หลายๆ ท่านพยายามหาสาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งมีนักวิเคราะห์หลายๆ ท่าน พยายามไปโยงใยกับปัญหาทางการเงินในไซปรัส ซึ่งผมคิดว่าไม่น่าจะใช่ เพราะว่าขนาดเศรษฐกิจของไซปรัสนั้นเล็กมาก ไม่ถึง 10% ของขนาดเศรษฐกิจไทยเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นผลกระทบต่อ EU หรือเศรษฐกิจโลกน้อยมาก ดูปัจจัยภายนอกแล้วกลับมาดูปัจจัยภายในประเทศ จะเห็นว่าช่วงเร็วๆ นี้ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากและเร็ว เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักๆ ของโลก เงินบาทเราแข็งค่ามากกว่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาค ทำให้เกรงว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) จะมีมาตรการแรงๆ ออกมาหยุดยั้งการแข็งค่าของเงินบาท  ดังเช่น อดีตผู้ว่า BOT คนก่อนเคยทำไว้ ซึ่งครั้งนั้นทำให้ SET INDEX ตกลงอย่างรุนแรงมากเมื่อปลายธันวาคม 2549 โดยตกลงจาก 737.66 จุด ลงมาที่ 587.92 จุด ลดลง 149.74 จุด คิดเป็น 20.30% ทำให้อดีตผู้ว่า BOT ท่านนั้นต้องยกเลิกมาตรการ CAPITAL CONTROL อย่างรีบด่วน บทเรียนครั้งนั้นคงยังฝังใจหลายๆ คน รวมทั้งผมด้วย ดังนั้นผมไม่เชื่อว่าท่านผู้ว่า BOT คนปัจจุบันจะออกมาตรการรุนแรงทำนองนี้ขึ้นมาอีก และท่านเองก็เพิ่งให้สัมภาษณ์ เมื่อเร็วๆ นี้ว่าทาง BOT ยังไม่เห็นว่าจะต้องมีมาตรการอะไรในสถานการณ์ปัจจุบัน และทาง รมต.คลังคนปัจจุบัน ท่านก็เคยเป็นผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์มาก่อน และท่านก็มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มาก่อน ค่อนข้างมาก และเมื่อไม่กี่วันท่านรมต.คลังและผู้ว่า BOT ได้ปรีกษาหารือกันในเรื่องนี้แล้ว และยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องใช้มาตรการ CAPITAL CONTROL
          นอกจากนี้ ยังมีมาตรการของสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ ที่จะเพิ่มหลักประกันบัญชีเงินสด จากเดิม 15% เป็น 20% นั่นหมายความว่า ท่านนักลงทุนต้องวางหลักประกันจากเดิม 150,000 บาท  กลายเป็นต้องวางหลักประกัน 200,000 บาท สำหรับการซื้อหลักทรัพย์มูลค่า 1 ล้านบาท เป็นการจำกัดอำนาจการซื้อได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนั้นอาจจะมีนักลงทุนบางท่านอาจโดนบังคับขาย (FORCE SELL) จากบริษัทหลักทรัพย์ที่ตนไปเปิดบัญชีมาร์จินซึ่งขายหุ้นเพราะว่า 3-4 วัน ที่ SEX INDEX ตกลงมา 8.53% แต่หุ้นบางตัวลงไปแล้วเกือบ 50% ก็มีหลายตัว เช่น ลงไป 42.86% IEC ลงจาก 0.07 มาทำจุดต่ำสุดเมื่อวันศุกร์ที่ 0.04 บาทลงไป 42.86% AAV ลงจาก 7.95 ไปทำ LOW ที่ 5.05 บาท ลงไปถึง 36.08% LOXLEY ลงจาก 7.85 ไปทำ LOW ที่ 4.76 ลดลงมากกว่า 39.36% เป็นต้น ท่านนักลงทุนที่ถือหุ้นเหล่านี้ซึ่งมีหลายสิบตัวทีเดียวที่ลงมามากว่า 30% ภายใน 3-4 วัน ในบัญชีมาร์จิน  ท่านอาจจะถูกบริษัทโบรกเกอร์เรียกให้นำเงินมาวางเป็นหลักประกัน (CALL MARGIN) เพิ่มขึ้นหรือมิฉะนั้นก็จะถูกบังคับขาย (FORCE SELL) ซึ่งผมเชื่อว่าน่าจะมีหลายรายเลยทีเดียว เพราะว่าหุ้นเหล่านี้ช่วงที่ผ่านมาเป็นขวัญใจนักเก็งกำไรค่อนข้างมาก มีมูลค่าซื้อขายของหุ้นเหล่านี้ต่อวันค่อนข้างสูง กอรปกับ PANIC ของนักลงทุนทั้วไป และคงมีนักลงทุนบางท่านสั่งคำสั่งขายแบบ MARKET PRICE(MP) ทำให้ราคาหุ้นหลายตัวไหลลงเร็วมาก เพราะว่าไม่มีคำสั่งซื้อตั้งรองรับไว้ เราได้เห็นหุ้นหลายตัวลงแตะฟลอร์ หรือเกือบแตะฟลอร์มากมายเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาอยากให้จำไว้เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่าคำสั่ง MP ไม่ควรจะใช้ในช่วงที่มี PANIC SELL เพราะว่าท่านจะไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าท่านจะขายได้ในราคาใด โดยเฉพาะคำสั่งขายที่มีมูลค่าสูงในหุ้นที่มีสภาพคล่องไม่สูงนัก อาจเห็นฟลอร์ได้เลยทีเดียว ท่านควรจะเลี่ยงเป็นส่งคำสั่งขายถอยลงไปสัก 4-5 ช่วงก็พอ แล้วค่อยสั่ง ORDER ขายใหม่เพิ่มไปถ้าท่านต้องการขายเพิ่มอีก เป็นการลดโอกาสที่จะได้ราคาที่ท่านคาดไม่ถึงได้พอสมควร นอกจากนั้นท่านนักลงทุนโดยเฉพาะนักเก็งกำไรควรจะใช้วิจารณญาณมากขึ้นในการลงทุน ควรจะหลีกเลี่ยงลงทุนในหุ้นเก็งกำไร มิฉะนั้นท่านก็จะประสบการขาดทุนอย่างมากได้
          อย่างไรก็ตามการปรับตัวของหุ้นในรอบนี้จะทำให้การขึ้นในรอบหน้ามีความแข็งแรงมากขึ้น ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในขาขึ้น  การปรับตัวรอบนี้เป็นการพักตัวในทิศทางขาขึ้นเท่านั้น ท่านนักลงทุนที่พอร์ตการลงทุนยังว่างอยู่ นี่เป็นจังหวะที่ดีมากในการเลือกลงทุนในหุ้นดีมีอนาคตในราคา SALES นะครับ แล้วอาทิตย์นี้จะมีเม็ดเงินใหม่จากกองทุนต่างๆ รวมทั้งกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ ประมาณ 6 กองทุน วงเงินร่วม 1 หมื่นล้าน ขอให้นักลงทุนทุกท่านประสบความสำเร็จในการลงทุนนะครับ 


กิติชัย เตชะงามเลิศ

ติดตามแนวทางการลงทุนของผมได้ที่ https://www.facebook.com/VI.Kitichai , http://twitter.com/value_talk , http://www.youtube.com/user/wittayu9 และ http://kitichai1.blogspot.com
หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 หรือหน้า B10 และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Stock Review, Me(Market Evolution), Glow และ Lisa  ทุกเดือน

ตลาดน่าจะลงไปต่ำกว่า 1,500 จุดอีกรอบ 03-04-13


ตลาดน่าจะลงไปต่ำกว่า 1,500 จุดอีกรอบ
          หลังจากตลาดขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 1,601.30 19 มีนาคมที่ผ่านมา  แล้วปรับตัวลงไปตามคาดทำจุดต่ำสุดที่ 1,465.38 22 มีนาคมลงไป 135.72 จุด  และตลาดก็ปรับตัวขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งช่วงที่ปรับตัวลงมาเป็นการลงที่แรงและเร็ว  เปรียบเสมือนกับการอัดลูกบอลลงพื้นด้วยความแรง  การเด้งของลูกบอลซึ่งเป็น Reaction ที่แรงเช่นกัน โดยเด้งกลับมาที่ 1,589.21 ณ วันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา  ปรับตัวขึ้นมา 103.83 จุด ซึ่งเป็นการดีดกลับที่มากทีเดียว  โดยใช้เวลาดีดกลับเพียง 3 วันทำการ  พอมาถึงจุดนี้แล้ว  ท่านผู้อ่านคงอยากจะทราบแล้วสิครับว่า  ตลาดจะมีทิศทางใดในช่วงนี้  ผมคิดว่าตลาดน่าจะมีการปรับตัวลงอีกรอบหนึ่ง  โดยน่าจะลงไปต่ำว่า 1,500 จุดอีกรอบ  โดยตลาดจะทำจุดต่ำที่สุดที่ต่ำกว่า 1,415.58 หรือไม่  ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ ประการ ดังต่อไปนี้ครับ
1)  การตัดสินความผิดของท่านนายกยิ่งลักษณ์โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช) เรื่องการแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ กรณีการปล่อยเงินกู้ 30 ล้านบาทให้บริษัทแอ็ดอินเด็กซ์ โดยทางกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช) จะออกมาเคลื่อนไหวประท้วงครั้งใหญ่ถ้า ปปช ตัดสินว่าท่านนายกผิด นอกจากการเคลื่อนไหวของ นปช แล้ว ทางพรรคเพื่อไทยก็ได้เตรียมการแล้วโดยให้คุณเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาว พตท.ทักษิณ ชินวัตร ลงเลือกตั้งซ่อมที่เชียงใหม่เดือนเมษายนนี้ เผื่อกรณีท่านนายกปูหลุดจากตำแหน่ง คุณเยาวภาคงจะเสียบแทน
2)  การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะถกกันในสภาต้นเมษายนนี้ ถึงแม้ฝ่ายรัฐบาลจะไม่รับเป็นเจ้าภาพ แต่อย่าลืมนะครับ ฝ่ายรัฐบาลมีเสียงมากกว่าฝ่ายค้านอยู่มากนะครับ ถ้ามีการแก้ไขออกมาแล้วไม่ถูกใจประชาชนส่วนใหญ่ อาจจะมีการประท้วงวุ่นวายขึ้นได้
3)  กรณีเขาพระวิหาร ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาจนเกิดการปะกันเมื่อปี พ.ศ. 2552-2553 ในสมัยรัฐบาลของอดีตนายกอภิสิทธิ์ จนกัมพูชาได้นำความขัดแย้งนี้เข้าสู่ UN เพื่อตัดสิน ซึ่งคาดว่าจะทราบผลในเดือนกันยายนปีนี้ ถ้าตัดสินให้เป็นของกัมพูชา สถานการณ์ในประเทศคงจะมีการประท้วงวุ่นวายเกิดขึ้นเป็นแน่
4)  พรบ. 2.20 ล้านล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะผ่านรัฐสภาในเดือนกันยายนปีนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันถึงความเหมาะสมของพรบ.ฉบับนี้ ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มากมายมหาศาลจริงๆ คาดว่าทางพรรคประชาธิปัตย์กับกลุ่ม 40 ส.ว. แต่งตั้งคงจะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความด้วย
 5)  กฎหมายนิรโทษกรรมซึ่งหลายฝ่ายไม่เห็นด้วยและมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
6)  เทศกาล XD ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ซึ่งจะมีหุ้นขึ้น เครื่องหมาย XD 175 บริษัท ซึ่งหลัง XD จะส่งผลให้ตลาดตกลงประมาณ 14 จุด
7)  ตลาดช่วงก่อนหน้านี้มีการเก็งกำไรสูงมาก จะเห็นหุ้นที่ติด Turn Over List ทุกสัปดาห์ๆ ละหลายตัว บางสัปดาห์ร่วม 10 ตัว ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากภาะตลาดที่ดีเอื้ออำนวยให้มีการเก็งกำไรสร้างราคากอรปกับ 2 เดือนแรกของปีนี้ เรามีนักลงทุนหน้าใหม่ที่มาเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นเพิ่มขึ้นถึง 40,000 บัญชี และเม็ดเงินได้ไหลเข้าไปลงทุนในหุ้นตัวเล็กนอกกลุ่ม SET 100 ปีที่แล้วมีเพียง 18% แต่เดือนมกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม ปีนี้อยู่ที่ 24% , 28% และ 36% ตามลำดับ หุ้น P/E เกิน 100 เท่ามีถึง 22 ตัว ผมจึงไม่แปลกใจ ทำไมหุ้นหลายๆ ตัวลงไปแตะฟลอร์หรือเกือบฟลอร์ ในวันศุกร์ที่ 22 มีนาคม ที่ผ่านมา อยากให้นักลงทุนจำไว้เป็นบทเรียนสอนใจในการลงทุนครั้งต่อไป
8)  ตลาดหุ้นไทยปัจจุบันซื้อขายที่ Forward P/E และ P/BV ปี 2556 ที่ 14.4 และ 2.4 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์สูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต และเมื่อเทียบกับภูมิภาคที่ 11.5 และ 1.40 เท่าตามลำดับ แต่ถ้าเทียบกับกลุ่ม TIP (ไทยอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์) ตลาดหุ้นไทยยังมากกว่า
9)  ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องกันมา 10 เดือนแล้วตั้งแต่มิถุนายน 55 จนถึงมีนาคม 56 เมื่อดูตามสถิติโอกาสที่ตลาดจะปรับขึ้นเป็นเดือนที่ 11 มีน้อยมาก จากข้อมูลการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี 2518 มีเพียง 2 ครั้ง เท่านั้นที่ตลาดปรับตัวขึ้นมากกว่า 10 เดือนติดต่อกันถึงเดือนสิงหาคม 2520 โดขขึ้น 11 เดือนติดต่อกัน และธันวาคม 2532 โดยขึ้น 12 เดือนติดต่อกัน
10)  ภาวะการแข็งค่าของเงินบาทจะทำให้ตลาดกังวลมากขึ้นกับเป้าการส่งออกของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการประกาศยอดเติบโตของการส่งออกที่ลดลง 5.83% YOY ถึงแม้ว่ามกราคม 56 จะโตถึง 16.09% ซึ่งมาจากฐานการส่งออกที่ต่ำในเดือนมกราคม 55 ที่เราเพิ่งฟื้นไข้จากน้ำท่วม คงต้องติดตามดูว่าทางรัฐบาลโดย รมต.คลังและผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย จะมีนโยบายและมาตรการอะไรออกมา และวันที่ 3 เมษายนนี้ก็จะมีการประชุม กนง. ผลการประชุมจะมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบื้ยหรือไม่
11)  ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในยุโรป เริ่มจากไซปรัสเมื่อเร็วๆ นี้และการเมืองอิตาลีที่ยังยืดเยื้อ ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยอิตาลีกำลังจะมีพันธบัตรที่จะครบกำหนดไถ่ถอน 47,500 ล้านบาทยูโร ถ้าอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี ของอิตาลีปรับตัวขึ้นถึง 5% อาจจะกระตุ้นให้เกิดแรงขายสินทรัพย์เสี่ยงได้
12)  เกาหลีเหนือประกาศสงครามกับเกาหลีใต้ถึงแม้ว่าเราจะชินชากับ 2 ประเทศนี้แล้ว แต่ประธานาธิบดีเกาหลีเหนือคนปัจจุบันอายุอานามยังไม่มากถ้าเกิดตัดสินใจบ้าขึ้นมา ตลาดหุ้นเอเชียคงได้ตกระนาวเลยทีเดียว
          10 ปัจจัยแรกเป็นปัจจัยในประเทศ ส่วน 2 ปัจจัยหลังเป็นปัจจัยต่างประเทศครับเก็บเงินไว้ในกระเป๋าก่อน 50 ตลาดหุ้นลงมาต่ำกว่า 1,500 จุด ค่อยมาดูกันอีกทีนะครับ ว่าจะซื้อหรือไม่ และถ้าจะซื้อจะเลือกซื้ออะไรดี

 กิติชัย เตชะงามเลิศ

ติดตามแนวทางการลงทุนของผมได้ที่ https://www.facebook.com/VI.Kitichai , http://twitter.com/value_talk , http://www.youtube.com/user/wittayu9 และ http://kitichai1.blogspot.com
หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 หรือหน้า B10 และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Stock Review, Me(Market Evolution), Glow และ Lisa  ทุกเดือน


วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2556

พฤติกรรมการใช้รถไฟฟ้าของคนกรุงเทพ


พฤติกรรมการใช้รถไฟฟ้าของคนกรุงเทพ
          ผมรู้สึกแปลกใจทุกครั้งเวลาใช้บริการรถไฟใต้ดินบ้านเรา  ซึ่งจะมีประกาศวิธีการใช้บันไดเลื่อนอยู่เสมอๆ ว่า “กรุณาอย่านั่ง ยิ้ม เดินหรือวิ่งบนบันไดเลื่อน”  โดยเฉพาะบางครั้งที่ผมใช้บริการดังกล่าวพร้อมกับเพื่อนชาวต่างชาติซึ่งพอได้ยินคำประกาศใน VERSION ภาษาอังกฤษ เขาแซวผมว่าดูท่าประเทศไทยคงจะเริ่มมีใช้บันไดเลื่อนไม่นานใช่ไหม จึงต้องแนะนำวิธีการใช้ดังกล่าว ตัวผมเองใช้บริการรถไฟฟ้าในหลายๆ ประเทศ ไม่เห็นมีประเทศไหนเขาต้องประกาศแนะนำวิธีการใช้แบบนี้เลยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งผมชื่นชมวัฒนธรรมอันดีงานในการใช้บันไดเลื่อนของเขา โดยเขาจะยืนชิดไปด้านเดียวกัน แล้วปล่อยให้มีทางโล่งด้านข้างของบันไดเลื่อนสำหรับคนที่รีบ สามารถเดินขึ้นหรือลงได้  การที่ผู้โดยสารมายืนสลับฟันปลาหรือยืนตรงกลางบันได ผมบอกว่าทำให้โลกของคนที่อยู่ข้างหลังคุณต้องหยุดเดินไปด้วย ผมมานั่งคำนวณเล่นๆ นะครับว่า ในหนึ่งวันมีคนใช้บันไดเลื่อนในประเทศ (ไม่เพียงแต่ในสถานีรถไฟฟ้า BTS รถไฟใต้ดิน MRT แต่รวมถึงในห้างสรรพสินค้าและอาคารต่างๆ ) วันหนึ่งน่าจะมีผู้ใช้บริการไม่ต่ำกว่าล้านคนแต่ละคนต้องหยุดยืนบนบันไดเลื่อนคนละ 5 วินาที/ครั้ง  ใน 1 วันใช้บริการเฉลี่ย 4 ครั้ง  หมายถึง 20 วินาที/คน/วัน  สมมติว่ามีคนใช้บันไดเลื่อน 1.50% ของประชากรไทย 68 ล้านคน ก็ประมาณ 1.02 ล้านคน ขอใช้ตัวเลขกลมๆ เป็น 1 ล้านคน นั่นหมายถึงเวลาที่สูญเสียไป 20 ล้านวินาที/วัน  หรือเท่ากับ 5,555 ชั่วโมงทำงานต่อวัน 1 ปีก็จะเท่ากับ 2,027,777 ชั่วโมงทำงาน  นี่คือเวลาที่สูญเสียไปอย่างน่าเสียดาย  ผมเคยดูภาพยนตร์เมริกันเรื่อง “SLIDING DOOR” ซึ่งเนื้อเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สร้างเป็น 2 SCENAR10 คือนางเอกขึ้นรถไฟฟ้าทันขบวนแรกกับขึ้นไม่ทันแต่ต้องไปขึ้นขบวนถัดไปแล้วเรื่องราวต่อมาได้สร้างความเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ  ต่อชีวิตของนางเอกทีเดียวครับ (ผมลืมบอกไปว่านางเอกในเรื่องนี้คือคุณ GWYNETH PALTROW ดาราโปรดของผม) ผมอยากให้คนที่ชอบยืนบล็อคทางบันไดเลื่อนได้มีโอกาสดูภาพยนตร์เรื่อง บางครั้งเพียงแค่เสี้ยวนาทีที่พลาดรถไฟฟ้าอาจทำให้คนบางคนพลาดเวลานัด  ไปทำงานสายไปเรียนไม่ทันถึงแม้จะไม่กี่นาทีก็ตาม  เพราะว่า BTS และ MRT บางช่วงเวลาความถี่ 5-10 นาที/ขบวน  บางครั้งผมอยากจะแอบถ่าย VDO พฤติกรรมเหล่านี้  โดยเฉพาะผู้โดยสารหลายๆ ท่าน จะยืนบนบันไดเลื่อนเฉยๆ ทั้งๆ ที่จุดที่เขายืนบนบันไดเลื่อนเห็นรถไฟฟ้าจอดรอที่สถานีแล้ว  ค่อยมาวิ่งตาลีตาเหลือกเมื่อพ้นบันไดเลื่อนเพื่อจะให้ทันประตูรถไฟฟ้าที่กำลังจะปิด  ทำไมเขาเหล่านั้นไม่เลือกที่จะเดิน CHILLED CHILLED  บันไดเลื่อนแล้วเดินเข้ารถไฟ  นอกจากนั้นการที่หลายๆ ท่านชอบมายืนตรงช่องทางเดินที่ทางสถานีเข้าทำเครื่องหมายให้เป็นช่องสำหรับให้ผู้โดยสารข้างในเดินออกมาลำบากมาก โดยก้าวออกมาได้ทีละคนๆ ทำให้ทุกๆ คนเสียเวลาไปหมดหรือหลายๆ ครั้งผมพบว่า  ผู้โดยสารยังเดินออกมาไม่หมด บางท่านก็เดินเข้าไปในขบวนรถไฟแล้วและคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะชอบเดินเข้ามาด้านใน  ทำให้อัดแน่นกันตรงบริเวณประตู  แทนที่จะจุผู้โดยสารได้มากขึ้น  โดยเฉพาะในช่วงเวลา RUSH HOUR และบางคนชอบยืนพิงประตู  ซึ่งผมคิดว่าอันตรายมาก เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาผมอ่านจากหนังสือพิมพ์  M2F  ซึ่งลงข่าวว่า ประตูรถไฟฟ้า BTS เปิดเอง  ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้จอดเทียบท่าที่สถานี  โชคดีที่ไม่มีคนตกรถไฟฟ้า  ซึ่งถ้ามีรับรองผู้โดยสารท่านนั้นคงจะดังไปทั่วโลก ผมเชื่อว่าได้ขึ้นหน้า 1 หนังสือพิมพ์ไทยรายวันทุกฉบับแน่ๆ อย่าลืมนะครับ BTS เป็นรถไฟลอยฟ้า  ถ้าตกลงมาจะเป็นอย่างไรคงจินตนาการภาพออกนะครับ  สิ่งที่ผมชื่นชม BTS ถึงแม้ช้าไปเป็น 10 ปี ก็คือ การทำกำแพงกั้นระหว่างรางรถไฟฟ้ากับชานชาลาสถานี  ลองคิดดูสิครับ  ถ้าเกิดมีคนสติไม่ดีผลักคนที่ยืนรอรถไฟฟ้าที่ยืนอยู่ข้างหน้าเขาแรงๆ ทำให้คนข้างหน้าล้มลงไปในรางรถไฟฟ้าขณะที่รถไฟฟ้ากำลังวิ่งเข้ามาเทียบท่าที่สถานี  อะไรจะเกิดขึ้นครับ  แต่ตอนนี้ผมเพิ่งเห็น BTS เพิ่งจะเริ่มทำที่สถานีสยามซึ่งเป็นสถานีชุมสายและคึกคักที่สุด หวังว่าจะติดตั้งทุกชานชาลาของทุกสถานีโดยเร็วนะครับ  ถึงแม้อาจจะทำให้ BTS ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ดีกว่าปล่อยให้เกิดอุบัติเหตุคนตกลงไปในรางรถไฟฟ้าเหมือนกับที่สาววัยรุ่นไทยคนหนึ่งที่ไปเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวที่สิงคโปร์ จนต้องตัดขาทิ้งไป ชื่อเสียงที่เสียไปบวกกับความหวาดกลัวของผู้ใช้รถไฟฟ้าอาจจะแพงกว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวถึงแม้ว่าทาง BTS อาจจะทำประกันความรับผิดชอบด้านอุบัติเหตุของผู้โดยสารกับบริษัทประกันภัยไว้ก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ผมแปลกใจมาก ว่าทางกทม. ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้ามานานเป็น 10 ปี อย่างนี้หวังว่าในส่วนต่อขยายและเส้นทางรถไฟสีอื่นๆ ที่กำลังจะประมูลหรือกำลังก่อสร้าง จะใส่ใจในเรื่องเหล่านี้ให้มากขึ้น อย่าปล่อยให้วัวหายแล้วค่อยล้อมคอกนะครับ ส่วนเราในฐานะผู้โดยสาร อยากให้รณรงค์เรื่องวัฒนธรรมการใช้รถไฟฟ้าและบันไดเลื่อนผมว่าการเลียนแบบวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเราชอบลอกเลียนแบบวัฒนธรรมชาติอื่นๆมากมาย ทั้งส่วนที่ดีและไม่ดี ทำไมวัฒนธรรมดีๆ แบบนี้เราไม่เอามาเป็นเยี่ยงอย่างกันบ้างล่ะครับ
          บ่นมาซะนานขอเข้าเรื่องกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 62,500 ล้านบาทซึ่งเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดประเภทนี้เพื่อจะระดมทุน โดยทาง BTS จะขายหรือโอนรายได้ค่าโดยสารสุทธิที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากการดำเนินงานของระบบรถไฟฟ้า BTS สายหลัก ระยะทาง 23.5 กิโลเมตร ตามอายุสัญญาสัมปทานที่เหลืออยู่ประมาณ 17 ปี ให้กับกองทุนรวมดังกล่าวโดยไม่รวมส่วนต่อขยายจากสะพานตากสินไปตลาดพลูและจากอ่อนนุชไปแบริ่งซึ่งเป็นรายได้ของกทม. โดย BTS ได้รับเพียงค่าจ้างการให้บริการระยะเวลา 30 ปี เท่านั้น ซึ่งทาง บล.ภัทรธนกิจ ซึ่งเป็น LEAD UNDERWRITER ได้จัดงานแนะนำกองทุนดังกล่าว เมื่อเร็วๆนี้ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลงทุน สำหรับท่านนักลงทุนที่สนใจลงทุนในอะไรที่มีความเสี่ยงต่ำ รายได้ค่อนข้างแน่นอนนะครับ



ติดตามแนวทางการลงทุนของผมได้ที่ 
https://www.facebook.com/VI.Kitichai , http://twitter.com/value_talk , http://www.youtube.com/user/wittayu9 และ http://kitichai1.blogspot.com

หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 หรือหน้า B10 และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Stock Review, Me(Market Evolution), Glow และ Lisa  ทุกเดือน
     
สนใจซื้ออสังหาเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ลองเข้า http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty

กิติชัย เตชะงามเลิศ

วันอังคารที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2556

ตลาดหุ้นไทยเราขึ้นมาร้อนแรงมาก


     ช่วงนี้ตลาดหุ้นไทยเราขึ้นมาร้อนแรงมาก  จริงๆ แล้วไม่เพียงแต่ปีนี้นับตั้งแต่พฤศจิกายน 2551 เมื่อ SET INDEX ลงไปถึงจุดต่ำสุด แถวๆ 380 จุด หลังจากนั้นตลาดหุ้นไทยก็เปลี่ยนเป็นขาขึ้น ไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ จนมาสร้างจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 13 ปีกับ 1 เดือน หลังจาก SET INDEX สร้างจุดสูงสุดในประวัติการณ์ที่ 1,789 จุด เมื่อเดือนมกราคม 2537 นักวิเคราะห์บางค่ายทำนายว่าจุดสูงสุดของปีนี้จะอยู่ที่ 1,800 จุด ถ้าเป็นเช่นนั้นเราก็จะมีจุดสูงสุดใหม่ แต่ส่วนใหญ่จะทำนายจุดสูงสุดไว้ที่ 1,600-1,700 จุด เท่านั้น นี่เพิ่งผ่านปีใหม่มาแค่ 2 เดือนกว่าๆ เท่านั้นเอง หลังประกาศงบไตรมาส 1 หรือไตรมาส 2 อาจจะมีการปรับเป้าหมายของราคาหุ้นและ SET INDEX โดยอิงกับผลประกอบการที่ประกาศเหล่านั้น  ถ้างบออกมาดีก็มีความเป็นไปได้ว่าจะปรับคำทำนาย SET INDEX ให้สูงขึ้นไปอีก น่าดีใจแทนนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ทุกๆ ท่าน
          เรามาดูสาเหตุว่าทำไมตลาดหุ้นไทยถึงสร้างผลตอบแทนโดดเด่นเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลก ในช่วงกี่ปีนี้ ปีที่แล้วตลาดหุ้นไทยพุ่งขึ้น 35.80% เป็นอันดับที่ 7 ของโลกและเป็นอันดับที่ 2 ของเอเซียรองจากตลาดหุ้นปากีสถานที่พุ่งขึ้น 48.98% แต่เป็นอันดับหนึ่งของ ASEAN โดยนำฟิลิปปินส์ที่พุ่งขึ้นมา 32.95% ไหนๆ ก็ดูตลาดที่พุ่งแรง เราลองมาดูตลาดที่แย่ๆ เมื่อปีที่แล้ว โดยตลาดหุ้นไซปรัสมีผลตอบแทนติดลบถึง 61.19% ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจมากนัก เพราะว่าประเทศนี้เป็น 1 ในประเทศที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่แล้วมา ส่วนปีนี้นับแต่ต้นปีมา SET INDEX ขึ้นจากจุดปิดเมื่อปลายปีที่แล้วที่ 1,391.93 มาทำจุดสูงสุดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (11/3/56) ที่ 1,580.67 จุด ขึ้นมาแล้ว 188.74 จุด คิดเป็น 13.56% ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 2 เดือนกว่าๆ นับว่าเป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนได้ดีมาก ยิ่งเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ประมาณ 3% ต่อปี แล้วยังต้องเสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝากอีก ในขณะที่กำไรจากการซื้อขายหุ้นของบุคคลธรรมดาไม่ต้องเสียภาษี นี่ผมยังไม่ได้เอาปันผลที่บางบริษัทประเทศจ่ายและ XD ไปแล้ว มาคำนวณด้วย  ถ้าคำนวณรวมไปผลตอบแทนจากการลงทุนหุ้นไทย ก็จะมากกว่าตัวเลขข้างต้น แต่เงินปันผลผู้ถือหุ้นต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% แต่ท่านสามารถนำไปเครดิตภาษีได้  ตอนยื่นเสียภาษีซึ่งบุคคลธรรมดาจะต้องยื่นภายใน 31 มีนาคมนี้แล้วนะครับ การที่ตลาดหุ้นไทยสร้างผลตอบแทนดีขนาดนี้ จึงทำให้หลายๆ คนที่ไม่เคยเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น  เริ่มสนใจมาเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นมากขึ้น ผมเห็นนิสิต นักศึกษา คุยกันเรื่องหุ้นมากขึ้น น่าเป็นที่ดีใจนะครับที่มีนักลงทุนหน้าใหม่เข้ามาในตลาด นอกจากนี้เงินทุนต่างชาติที่เข้ามาในตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ปี 2552 จำนวน 1,137 ล้านเหรียญสหรัฐ ปี 2553 2,687 ล้านเหรียญ  ปี 2554 ไหลออกไป 167 ล้านเหรียญแล้วกลับเข้ามาใหม่ในปี 2555 ถึง 2,504 ล้านเหรียญ ทำให้มูลค่าซื้อขายต่อวันของตลาดหุ้นไทยสูงที่สุดใน ASEAN แซงสิงคโปร์ที่ครองความเป็นเจ้าอยู่นาน โดยปีนี้ตลาดหุ้นไทย มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยอยู่ที่ 1,770 ล้านเหรียญ/วัน ในขณะที่สิงคโปร์แชมป์เก่าอยู่ที่ 1,250 ล้านเหรียญ/วัน  โดยไทยเพิ่งจะแซงสิงคโปร์ปีนี้  เพราะว่าปีที่แล้วมูลค่าการซื้อขายของตลาดหุ้นไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 1,004 ล้านเหรียญ/วัน เท่านั้น มูลค่าการซื้อขายที่ร้อนแรงโตขึ้น 76.29% YOY ทำให้หุ้นตัวเล็กๆ หลายตัวได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่า  มูลค่าการซื้อขายหุ้นขนาดเล็กและขนาดกลางหลายตัวติดอันดับ TOP 10 รายวัน  ด้วยความร้อนแรงขนาดนี้ ทำให้ตลาดหลักทรัพย์และกลต. ได้เปลี่ยนแปลงระยะเวลาสำหรับหุ้นที่ติด TURNOVER LIST จาก 3 สัปดาห์เป็น 6 สัปดาห์ เพื่อกำหราบและป้องกันการเก็งกำไรกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเหล่านี้ ซึ่งหลายๆ ตัวมีผลประกอบการขาดทุนหรือมีกำไรน้อย P/E สูงกว่า 40 เท่า หรือมีการซื้อขายเปลี่ยนมือสูงเมื่อเทียบกับ MARKET CAP ซึ่งผมเห็นว่าเป็นมาตรการที่ดี เพราะทุกวันนี้มีนักลงทุนหน้าใหม่เข้ามาในตลาดหุ้นทุกวัน อาจจะลงทุนด้วยความไม่ระมัดระวัง  หรือเล่นหุ้นผีบอก ผมกำลังหมายถึงหุ้นที่มีคนโน้นคนนี้บอกให้ซื้อ โดยที่ตัวเองวิเคราะห์หุ้นยังไม่เป็น อย่างไรก็ตามถึงแม้มีมาตรการเหล่านี้ ดูเหมือนว่าก็ยังมีการเก็งกำไรในตลาดค่อนข้างสูง จะเห็นได้ว่าปีนี้เพียงแค่ 2 เดือนกว่าๆ มีหุ้นติด TURNOVER LIST หลายสิบตัวแล้ว มากที่สุดนับตั้งแต่มีมาตรการนี้เกิดขึ้นมา
          ส่วน MARKET CAP ของตลาดหุ้นไทยขยับขี้นมาเป็นอันดับ 2 ของ ASEAN แซงมาเลเซียที่ครองตำแหน่งนี้มานาน โดยเป็นรองเพียงสิงคโปร์ที่มี MARKET CAP ที่ 8 แสนล้านเหรียญ ขณะที่ไทยและมาเลเซียอยู่ที่ 4.54 และ 4.50 แสนล้านเหรียญสหรัฐตามลำดับ ดูท่าไทยน่าจะรักษาเก้าอี้เบอร์ 2 ได้ อีกหลายปี เพราะว่าผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยในปีนี้ที่คาดว่าจะโตขึ้นประมาณ 20% เมื่อเทียบกับมาเลเซียที่ประมาณ 10 กว่า% ดูยังไงๆ ตลาดหุ้นไทยก็ยังมีเสน่ห์มากกว่า จึงไม่แปลกใจที่เงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยน่าจะยังมีประเภทที่มากกว่ายิ่ง FITCH เพิ่ง UPGRADE RATING ประเทศไทย จาก BBB เป็น BBB+ และไทยเรามีโอกาสที่จะหลุดจากรายชื่อประเทศที่เป็นแหล่งฟอกเงินในปีนี้ก็จะทำให้กองทุนอีกมากมายที่เคยไม่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย  เพราะว่าติดข้อปัญหานี้ ต่อไปก็จะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย นอกจากนี้เงิน RE ของสหรัฐ LTRO ของ EU เงินที่จะปั้มออกมาในอนาคตอื่นใกล้จากญี่ปุ่น ซึ่งรวมแล้วเป็นเม็ดเงินมหาศาลที่จะเข้ามา และธรรมชาติของเงินจะตรงกันข้ามกับน้ำ คือ เงินจะไหลจากที่ที่มีผลตอบแทนต่ำไปสู่ที่ที่มีผลตอบแทนสูง การที่การเติบโตของ GDP ไทยและผลประกอบการของไทยที่โดดเด่น และ AEC ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปลายปี 2558 ย่อมเป็นแม่เหล็กอย่างดีที่จะดึงดูดเม็ดเงินเหล่านี้เข้ามาลงทุนในไทย ทั้ง FDI (เงินลงทุนทางตรง) และเงินลงทุนทางอ้อม (เงินลงทุนในตลาดหุ้น)
          อย่างไรก็ตามแม้จะมีปัจจัยดีมากมายแต่ระยะสั้นตลาดหุ้นไทยก็ขึ้นมาพอสมควรแล้ว ถึงแม้ตลาดหุ้นไทยยังเป็นขาขึ้นอยู่แต่น่าจะมีการปรับตัวเพื่อลดความร้อนแรง และทำให้การปรับตัวขึ้นในรอบต่อไป มีฐานที่แข็งแรงขึ้น ผมคาดว่าเราน่าจะเห็นการปรับตัวลงของตลาดหุ้นภายในอาทิตย์ 2 อาทิตย์แน่ๆ และผมมั่นใจว่าน่าจะลงมากกว่า 100 จุดครับ อย่าลืมนะครับการลงทุนมีความเสี่ยง คิดพิจารณาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน เงินทองหายากนะครับ


ติดตามแนวทางการลงทุนของผมได้ที่ 
https://www.facebook.com/VI.Kitichai , http://twitter.com/value_talk , http://www.youtube.com/user/wittayu9 และ http://kitichai1.blogspot.com

หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 หรือหน้า B10 และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Stock Review, Me(Market Evolution), Glow และ Lisa  ทุกเดือน
     
สนใจซื้ออสังหาเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ลองเข้า http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty

กิติชัย เตชะงามเลิศ

วันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2556

ภาวะเศรษฐกิจและการส่งออก


ภาวะเศรษฐกิจและการส่งออก

          กระทรวงพาณิชย์เพิ่งประกาศตัวเลขส่งออกเดือนมกราคม  ที่ทำได้ค่อนข้างดีทีเดียวมีมูลค่า 18,629 ล้านเหรียญสหรัฐโตขึ้น 16.09% ขณะที่ตัวเลขนำเข้า 23,756 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 40.87% ส่งผลให้เดือนมกราคม ขาดดุลการค้า 5,487 ล้านเหรียญ   โดยในเดือนมกราคมมีการนำเข้าเครื่องบินมูลค่า 600 ล้านเหรียญ บวกกับการนำเข้าทองคำมูลค่า  2,700  ล้านเหรียญ ถ้าหัก 2 รายการนี้ออกไป  ยอดขาดดุลการค้าก็จะเหลือเพียง 2,150 ล้านเหรียญ แต่ยังไม่น่าหนักใจ เพราะสินค้านำเข้าอื่นๆ ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าทุนเครื่องจักร และวัตถุดิบ เพื่อนำมาใช้ในการผลิตสินค้า ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นค่าบาท ที่แข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงทำให้มีการเร่งนำเข้าสินค้าดังกล่าวมากขึ้น กอรปกับราคาทองในตลาดโลกที่ต่ำลง จึงมีการนำเข้ามาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเป็นช่วงเวลาใกล้เทศกาลตรุษจีน  ซึ่งทั้งคนไทยและคนไทยเชื้อสายจีน นิยมมาซื้อทองในช่วงเวลานี้  ส่วนตลาดส่งออกจะเห็นได้ว่าตลาดหลักๆ มีการขยายตัวค่อนข้างดีทีเดียว  โดยสหรัฐขยายตัว 16.70% สภาพยุโรปขยายตัว 24.5% ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจหลายประเทศในสภาพนี้ มีปัญหาเศรษฐกิจอยู่  ASEAN ขยายตัว 18%  จีน 19.40%  อินเดียขยายตัวน้อยมากเพียง 5.90% ขณะที่ฮ่องกงขยายตัวถึง 74.10% และเกาหลีขยายตัว 24.70%  โดยสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 20.90% โดยมียานยนต์และชิ้นส่วนเป็นพระเอกขยายตัวมากขึ้น 40.30%  ขณะที่กลุ่มอิเล็กทรอนิคส์ขยายตัว  20.80% และกลุ่มผลิตภัณฑ์พลาสติกขยายตัว 22.80% ส่วนด้านสินค้าเกษตรกรรมขยายตัวเพียง 7.20% โดยมีข้าวเป็นพระเอกขยายตัวถึง 31.30% เพราะว่าปี 2554 เราส่งออกข้าวลดลง จากราคาข้าวของเราที่ตั้งราคาสูงมาก ทำให้คู่แข่งของเราโดยเฉพาะเวียดนามแย่งตลาดข้าวของเราไปมาก รองลงมาเป็นผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังขยายตัวถึง 26.50% กลุ่มอาหารทะเลเพิ่มขึ้น  17.10% ขณะที่ผู้ร้ายก็คือ  น้ำตาล ส่งออกลดลงถึง 36.60%
          หันมาดูสินค้านำเข้าหมวดเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นถึง 61% โดยน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 135.10% น้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 42.40% เรามาคอยดูตัวเลขนำเข้าสินค้าหมวดนี้กันทุกเดือน ดูว่าจะมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นแค่ไหน นโยบายรถคันแรกมีทั้งข้อดีและข้อเสียมากมาย ข้อดีคือกระตุ้นการใช้จ่าย ทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วนมียอดขายดีขึ้น เศรษฐกิจก็ดีขึ้น เมื่อยอดขายมากขึ้นก็กระตุ้นให้เกิดการขยายกำลังการผลิต มีเม็ดเงินลงทุนมากขึ้น การสร้างงานมากขึ้นรายได้ของคนงานก็มากขึ้นไปด้วยคนมีงานทำมากขึ้น แต่ข้อเสียก็คือทำให้ต้องมีการนำเข้าชิ้นส่วนบางอย่างที่ประเทศไทยผลิตไม่ได้ทำให้รถติดมากขึ้น มีการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น  การสูญเสียเงินตราต่างประเทศในการนำเข้าน้ำมันมากขึ้นจากตัวเลขนำเข้าน้ำมันเดือนมกราคม  ก็เริ่มเห็นสัญญาณดังกล่าวได้เงินเกือบแสนล้านสำหรับโครงการถคันแรก  สามารถไปทำส่วนขยายรถไฟฟ้าได้ 3-4 สาย
          กระทรวงพาณิชย์คาดว่าการส่งออกของไทยปีนี้น่าจะโตประมาณ 8-9% โดยจะมียอดส่งออกทั้งปี ประมาณ 250,410 ล้านเหรียญ โดยคาดว่ากลุ่มนี้จะมีการเติบโตที่ดีคือ กลุ่มรถยนต์และชิ้นส่วน กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารทะเล และไก่แปรรูป โดยจะพยายามขยายตลาดในอินเดียและแอฟริกามากขึ้น ซึ่งผมเชื่อว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูง ถ้าค่าบาทไม่แข็งไปถึง 28 บาท/เหรียญสหรัฐ ตามที่ BoAML (แบงค์ออฟอเมริกาเมอร์ริลรินซ์) ทำนายไว้  ซึ่ง BoAML ยังทำนายอีกว่า ปีหน้า ค่าเงินบาทจะแข็งไปถึง 27 บาท  ผู้ส่งออกทั้งหลายควรจะทำฟอร์เวิร์ดไว้บ้างก็จะดีนะครับ มิฉะนั้นหลังจากส่งของไปแล้วพอเรียกเก็บเงิน  แลกกลับมาเป็นเงินบาท จะได้เป็นจำนวนเงินที่น้อยกว่าที่คำนวณไว้แต่แรก  ทำให้กำไรลดลงได้
          ส่วนดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม  ซึ่งรายงานโดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ) คาดว่าปีนี้จะขยายตัว 5-6% โดยเดือนมกราคมดัชนีดังกล่าวอยู่ที่ 175.97 เพิ่มขึ้น 10.10% YOY เพราะต้นปี 2555 เรายังได้รับผลกระทบของภาวะน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ทำให้ผลผลิตอยู่ในระดับต่ำ โดยอุตสาหกรรมยานยนต์มีการผลิตถึง  236,025 คัน โตขึ้น 68.10%  โดยคาดว่าไตรมาส 1 ปีนี้  จะผลิตได้ 711,662 คัน โดขึ้น 42.51% ทั้งปีจะอยู่ที่ 2.80 ล้านคัน โตขึ้น 14.80% โดยขายในประเทศ 1.60 ล้าน ส่งออก 1.20 ล้านคัน  
          แต่ว่าตัวเลขที่ (สศอ) ทำนายไว้จะเป็นจริงหรือเปล่ายังน่าสงสัยนะครับ โดยเฉพาะตัวเลขยอดขายในประเทศ  เพราะโตโยต้า เจ้าตลาดรถยนต์ในไทย คาดว่ายอดขายรถยนต์ในประเทศน่าจะอยู่ที่ 1.20 ล้านคันเท่านั้นจากยอดขายปีที่แล้วที่ 1.43 ล้านคัน ซึ่งผมเชื่อในคาดการณ์ของโตโยต้ามากกว่า เพราะว่ายอดขายปี 2555 เป็นยอดขายซึ่งเกิดจากการรวม DEMAND ของไตรมาส 4 ปี 2554 ช่วงน้ำท่วมบวกกับ DEMAND ของปี 2555 เอง และบวกกัน DEMAND ส่วนหน้าของปี 2555 และ DEMAND จากโครงการรถคันแรก จึงเป็นยอดขายผิดปกติ  ซึ่งอาจทำให้ยอดขาย 4-5 เดือนแรกของปีนี้ยังอยู่ดีอยู่  จากการส่งมอบรถให้แก่ผู้จองเมื่อปลายปีที่แล้ว เราจะเห็นการขยายตัวแบบติดลบในครึ่งปีหลังของปีนี้แน่นอน

          กลับมาดูที่ตลาดหุ้น  ยิ่งสูงก็ยิ่งหนาวนะครับ ผมยังมั่นใจว่าจะเห็นการปรับตัวลงระดับ 100 จุดขึ้นไปในเดือนมีนาคมนี้ ท่านที่ยังไม่ได้ซื้อหุ้น เอามือกุมกระเป๋าสตางค์ของท่านไว้ก่อน รอการปรับตัวที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ แล้วค่อยเลือกดูว่าจะซื้อหุ้นตัวไหนลงทุนนะครับ ขอให้ท่านผู้อ่านโชคดีในการลงทุนนะครับ


ติดตามแนวทางการลงทุนของผมได้ที่ 
https://www.facebook.com/VI.Kitichai , http://twitter.com/value_talk , http://www.youtube.com/user/wittayu9 และ http://kitichai1.blogspot.com

หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 หรือหน้า B10 และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Stock Review, Me(Market Evolution), Glow และ Lisa  ทุกเดือน
     
สนใจซื้ออสังหาเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ลองเข้า http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty

กิติชัย เตชะงามเลิศ