จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร

จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร
เล่าประสบการณ์การลงทุนของผมที่นำไปใช้ได้ง่ายๆ

วันพฤหัสบดีที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ลดหย่อนประกันสุขภาพ ใครได้ประโยชน์?(ตอนจบ)

                                 ลดหย่อนประกันสุขภาพ  ใครได้ประโยชน์?(ตอนจบ)


            จากบทความ 2 ตอนที่แล้ว ซึ่งผมได้ปูพื้นให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลง ของฐานประชากรไทยในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา รวมทั้งกลุ่มโรงพยาบาลที่จะได้รับประโยชน์ จากฐานอายุของประชากรไทยที่สูงขึ้น และจำนวน EXPAT ที่มากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา 
             ที่นี้เรามาเข้าเรื่องตามชื่อบทความ "ลดหย่อนประกันสุขภาพ  ใครได้ประโยชน์?" กันครับ จากการที่กรมสรรพากร อนุญาตให้ผู้เสียภาษี ที่ซื้อประกันสุขภาพสามารถนำเบี้ยดังกล่าวมาลดหย่อนภาษีได้เพียง 15,000 บาท แต่เมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแล้ว ก็จะลดหย่อนมากสุดได้แค่ 100,000 บาทเท่าเดิม ไม่ได้ให้สิทธิ์ในการลดหย่อนเพิ่มขึ้น เพียงแต่ว่าสามารถที่จะนำเบี้ยประกันสุขภาพจำนวนดังกล่าว มารวมกับเบี้ยประกันชีวิตได้ ซึ่งแต่เดิมจะสามารถนำเพียงแต่เบี้ยประกันชีวิตมาลดหย่อนได้เท่านั้น ดังนั้นธุรกิจประกันชีวิตทั้งหลาย ก็คงจะต้องอกหักไปตามๆกัน จากการที่คาดหวังว่าจะสามารถขายประกันสุขภาพ ได้เพิ่มเติมจากคนที่ทำประกันชีวิตอยู่แล้ว  ซึ่งโดยปกติเบี้ยประกันสุขภาพ จะมีกำไรในอัตราที่ต่ำกว่าเบี้ยประกันชีวิต ซึ่งจะเห็นได้จากค่าคอมมิชชั่นของยอดขายประกันสุขภาพ ที่บริษัทประกันชีวิตให้กับตัวแทนประกันชีวิต อยู่ในอัตราที่ต่ำกว่ายอดขายประกันชีวิต รวมทั้งผู้ที่จะซื้อประกันสุขภาพ จะต้องเป็นลูกค้าที่ซื้อประกันชีวิตอยู่ก่อนแล้ว ถึงจะมีสิทธิ์ซื้อได้ ดังนั้นถ้าลูกค้าบริษัทประกันชีวิต นำจำนวนเงินที่จะซื้อประกันชีวิต มาซื้อประกันสุขภาพ โดยไม่เพิ่มเม็ดเงินที่มากขึ้น ก็น่าจะทำให้ธุรกิจประกันชีวิตมีอัตราการทำกำไรที่ลดลง
              แต่ธุรกิจที่เน้นขายประกันสุขภาพโดยตรง อย่างเช่น BUPA น่าจะได้รับประโยชน์จากมาตรการลดหย่อนภาษีครั้งนี้เป็นอย่างมาก  เรียกว่างานนี้ส้มหล่นจริงๆ เสียดายที่ไม่ได้จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มิฉะนั้นผมคงจะต้องรีบเข้าไปซื้อเสียแล้ว ทีนี้มาดูกันครับว่าเบี้ยประกันสุขภาพ 15,000 บาทสำหรับคนที่มีอายุไม่เกิน 30 ปีจะคุ้มครองอะไรกันบ้าง
  ค่าห้องและการพยาบาลสูงสุดต่อวัน                                                                                          4,000
  ค่าห้องไอซียูและการพยาบาลสูงสุดต่อวัน                                                                                 8,000
  ค่ารักษาพยาบาลทั่วไป                                                                                                      ตามจริง*
  ค่าธรรมเนียมแพทย์ผ่าตัด                                                                                                 ตามจริง*
  ค่าแพทย์เยี่ยมไข้                                                                                                                ตามจริง*
  การรักษาพยาบาลฉุกเฉินแบบคนไข้นอก (กรณีอุบัติเหตุรักษาตัวภายใน 24 ชั่วโมง)            ตามจริง*
  ประกันอุบัติเหตุ (อ.บ.2)                                                                                                   100,000
  รวมแล้วความคุ้มครองสูงสุด( สูงสุดต่อปี )                                                                      750,000
รวมทั้งความคุ้มครองกรณีผู้ป่วยนอก ได้แก่ ค่าปรึกษาแพทย์, ค่ายา, ค่าเอ็กซเรย์และค่าตรวจในห้องแล็ป (สูงสุดไม่เกิน 1 ครั้งต่อวัน และ 30 ครั้งต่อปี)
             เมื่อดูตามความคุ้มครองข้างบนนี้แล้ว จะเห็นได้ว่ากลุ่มโรงพยาบาลที่จะได้ประโยชน์ทางอ้อม จากมาตรการลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพนี้ คงต้องเป็นกลุ่มโรงพยาบาลระดับกลางถึงล่างเท่านั้น เพราะว่าค่าบริการและค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลระดับบน สูงเกินกว่าความคุ้มครองที่จะได้จากเบี้ยประกันในระดับนี้  ดังนั้นคนที่เคยซื้อประกันสุขภาพ ซึ่งต้องการความคุ้มครองในระดับสูง คงแทบจะไม่เห็นประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว หรืออาจจะมีบ้างที่นำเงินที่จ่ายค่าเบี้ยประกันสุขภาพ ซึ่งเคยจ่ายอยู่แล้วทุกปี มาใช้ประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี แต่จะมีกลุ่มผู้ที่ไม่เคยซื้อประกันสุขภาพ ซึ่งเป็นฐานของคนกลุ่มใหญ่ หรือผู้ที่ซื้อประกันสุขภาพในระดับความคุ้มครองปานกลางอยู่แล้ว จะอาศัยมาตรการนี้เพื่อประโยชน์ในการเสียภาษีน้อยลงเพิ่มขึ้น  ซึ่งผมเองก็สนับสนุนมาตรการของกรมสรรพากรในครั้งนี้ เพื่อช่วยให้ชนชั้นกลางมีหลักประกันสุขภาพมากขึ้น ไม่ต้องเป็นห่วงคนที่รวยกันอยู่แล้ว เพราะกลุ่มนั้นเขามีกำลังซื้อที่สูง
            ถ้าผมเป็นผู้บริหารของกลุ่มโรงพยาบาลระดับกลาง ช่วงนี้ผมคงจะต้องเร่งรีบเข้าพบบริษัทประกันชีวิต และบริษัทประกันสุขภาพต่างๆ เพื่อนำเสนอโครงการคุ้มครองสุขภาพ ให้กับผู้ที่ซื้อประกันสุขภาพจากบริษัทเหล่านี้ เพื่อให้บริษัทเหล่านี้สามารถที่จะออกแบบเบี้ยประกันสุขภาพ ทันกับแรงซื้อที่จะเกิดขึ้นจากผู้ซื้อประกันสุขภาพ เพื่อหวังลดหย่อนภาษีให้ทันภายในปีนี้  เพราะว่าอัตรากำไรที่โรงพยาบาลจะได้รับ ย่อมต้องสูงกว่าอัตรากำไรที่โรงพยาบาลได้จากโครงการประกันสังคมแน่นอน ซึ่งจะทำให้อัตรากำไรโดยเฉลี่ยของโรงพยาบาลสูงขึ้น ยิ่งถ้าโรงพยาบาลระดับกลาง ที่มีโรงพยาบาลในเครือหลายแห่ง ย่อมต้องได้เปรียบกว่าโรงพยาบาลเดี่ยว เพราะลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการได้สะดวกกว่า รวมทั้งสามารถส่งผู้ป่วยที่มีเคสซับซ้อน ไปทำการรักษาในศูนย์การแพทย์ต่างๆที่อยู่ในเครือโรงพยาบาลเดียวกัน

           นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์คงจะต้องเลือกดูว่า กลุ่มโรงพยาบาลไหนที่จะได้ประโยชน์ ตามที่ผมได้เขียนมาข้างต้น จากมาตรการลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพครั้งนี้  แล้ววิเคราะห์ดูให้ดีนะครับ เพราะว่า P/E ของกลุ่มโรงพยาบาลนับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับ P/E ของตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้นต้องทำการบ้านให้ดี แล้วหาหุ้นที่มีความเหมาะสมในการลงทุนกัน เพื่อสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนสูงสุดครับ

กิติชัย เตชะงามเลิศ
     21/12/60

ลดหย่อนประกันสุขภาพ  ใครได้ประโยชน์?(ตอนที่ 1) http://kitichai1.blogspot.com/2017/12/1.html

ลดหย่อนประกันสุขภาพ  ใครได้ประโยชน์?(ตอนที่ 2)  http://kitichai1.blogspot.com/2017/12/2.html

ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยเอาเม้าส์ไปทางด้านขวามือจะมีแถบแสดงออกมา แล้วเลือกคลิกไอคอนที่เขียนว่าสมัครรับข้อมูล เมื่อผมมีบทความใหม่ ท่านก็จะทราบทันที

  
      ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่


      หรือ 1.หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 ในคอลัมน์ "เขียนอย่างที่คิด"   
              2.หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจหน้า 15 เดือนละครั้ง ในคอลัมน์ “จับช่องลงทุน” 
              3.นิตยสาร Be Link ทุกเดือน 
              4.นิตยสาร GQ เดือนเว้นเดือน
              5.นิตยสาร Me(Market Evolution) วารสารเภตรา ของสมาคมศิษย์เก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และ จุลสารเตชะสาร ของสมาคมเตชะสัมพันธ์ ทุกไตรมาส

หาอสังหาทั้งถูกและดีเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ได้ที่  http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty


นอตติ้ง ฮิลล์ ดิ เอ็กซ์คลูซีฟ เจริญกรุง 93 (Notting Hill The Exclusive CharoenKrung 93) 3 ยูนิตสุดสวย ราคาพิเศษ ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา ห่างจากเอเชียทีคเพียง 140 เมตร







ห้องที่จะขายดาวน์(พร้อมอยู่อาศัยได้เลย)

1.ห้อง 403(77/40) ชั้น 4 ประเภทห้อง B2 : 1 นอน 1 น้ำ ไม่ติดลิฟท์ พื้นที่ใช้สอย : 27.5 ตารางเมตร ระเบียงหันไปทิศตะวันออกเฉียงเหนือ วิวสระว่ายน้ำ เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าครบครัน ตกแต่งสวยมาก มี ผ้าม่าน เตาไฟฟ้า เครื่องดูดควัน แอร์ 2 ตัว ตู้เย็น 9.4 คิว เครื่องซักผ้าฝาหน้า Digital TV 40 นิ้ว เครื่องทำน้ำอุ่น และ Microwave ราคา 2,800,000 บาท ราคานี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายตอนโอน(ค่าโอน 1% +  เงินกองทุนคอนโด + เงินค่าส่วนกลางจ่ายล่วงหน้า 1 ปี + เงินค่าขอมิเตอร์ไฟ + เงินค่าบำรุงมิเตอร์น้ำ + ค่าใช้จ่ายอื่นๆ) = 51,876 บาท ปล่อยเช่า 13,000 บาท/เดือน

ลดหย่อนประกันสุขภาพ ใครได้ประโยชน์?(ตอนที่ 2)

                                       ลดหย่อนประกันสุขภาพ  ใครได้ประโยชน์?(ตอนที่ 2)


                  จากบทความตอนที่ 1 ซึ่งผมได้ปูพื้นให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลง ของฐานประชากรไทยในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรที่ต่ำมาก และฐานอายุของคนไทยที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีฐานประชากรผู้สูงอายุอยู่เป็นจำนวนมากที่สุดในอาเซียน พอๆกับประเทศสิงคโปร์  สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือวัยแรงงานที่มีปริมาณลดลง คนกลุ่มนี้จะมีภาระที่ต้องดูแลทั้งเด็กและผู้สูงอายุมากขึ้น  เป็นปัญหาทั้งของภาคสังคมและรัฐบาล
                 จริงๆแล้วรัฐบาลเองก็เห็นปัญหานี้มานานแล้วและได้มีมาตรการลดหย่อนภาษี เพื่อจูงใจให้กับผู้เสียภาษีสามารถนำเงินที่ซื้อประกันชีวิตมาลดหย่อนภาษีได้ปีละ 100,000 บาท  ล่าสุดก็อนุญาตให้ผู้เสียภาษีที่ซื้อประกันสุขภาพสามารถนำเบี้ยดังกล่าวมาลดหย่อนภาษีได้ 15,000 บาท แต่เมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแล้ว ก็ลดหย่อนมากสุดได้แค่เพียง 100,000 บาทเท่านั้น  จากทีแรกที่หลายหลายฝ่ายคาดการณ์กันว่า รัฐจะอนุญาตให้ผู้เสียภาษีที่ซื้อประกันชีวิตในวงเงิน 30,000 ถึง 50,000 บาท มาลดหย่อนภาษีได้ต่างหากจากเบี้ยประกันชีวิตที่ลดหย่อนได้อยู่แล้วที่ 100,000 บาทในแต่ละปี  สร้างความผิดหวังให้กับธุรกิจประกันชีวิตและผู้เสียภาษีไปตามตามกัน
               ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ค่าบริการในโรงพยาบาลเอกชนได้สูงขึ้นมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่ามีบริการที่ดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่โอ่โถงขึ้น  จนบางครั้งนึกว่าเป็นโรงแรมเสียอีก บางโรงพยาบาลมีคนมาเล่นเปียโนให้ฟังอีกด้วย  มาตรฐานรับรองโรงพยาบาลสากล จำนวนโรงพยาบาลไทยที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสากล JCI (Joint Commission International Accreditation) (Hospital) มีจำนวนถึง 45 แห่ง โดย JCI เป็นองค์กรอิสระจากอเมริกาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ทำหน้าที่รับรองคุณภาพสถานพยาบาล ว่าได้มาตรฐาน มีคุณภาพดี เปรียบเทียบก็คล้ายๆกับมาตรฐาน ISO ตามโรงงาน โรงบาลไหนผ่านมาตรฐาน JCI ได้ จะสร้างความน่าเชื่อถือ และสร้างเชื่อมั่นแก่ผู้ป่วยที่มาเข้ารับการรักษา
             โดยประเทศไทยติด 1 ใน 5 ของโลก ที่มีสถานพยาบาลได้รับการรับรองมาตรฐานสากล JCI มากที่สุด(ที่มาของข้อมูล : http://www.jointcommissioninternational.org/about-jci/jci-accredited-organizations/?c=Thailand&a=Hospital%20Program)  นานๆประเทศไทยจะได้ติดอันดับ top 5 ในเรื่องดีๆของโลก น่าภูมิใจจริงๆ เราจึงเห็นคนไข้ต่างชาติ  เข้ามารับบริการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลไทยเป็นจำนวนมาก ทำให้อัตราค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากมาตรฐานที่ดีขึ้น และการที่หลายๆโรงพยาบาล เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีถึง 19 บริษัท ที่ใช้คำว่าบริษัทก็เพราะว่าทางบริษัทมีโรงพยาบาลในเครือ และบางเครือมีโรงพยาบาลมากกว่า 30 แห่งเสียด้วยซ้ำ จนกลายเป็นกลุ่มโรงพยาบาลที่ใหญ่มากในระดับภูมิภาค ซึ่งบริษัทเหล่านี้ต้องพยายามสร้างผลกำไร เพื่อให้เป็นที่พออกพอใจกับผู้ถือหุ้นของตนด้วย
             จำนวนคนต่างชาติที่มี SKILLED ที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ที่มีใบอนุญาตทำงาน หรือที่เรานิยมเรียกสั้นๆว่า EXPAT  ที่เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ จนล่าสุดอยู่ที่ 84,387 คน ซึ่งเป็นตัวเลข ณ ไตรมาส 2 ปี 2559 โดยคนญี่ปุ่นครองสัดส่วนสูงสุดถึง 22% (ข้อมูลจาก : CBRE) โดยไม่กี่ปีนี้ คนจีนเริ่มมีสัดส่วนที่มากขึ้น คิดเป็น 13 เปอร์เซ็นต์ของจํานวน EXPAT ทั้งหมด ซึ่งตัวเลขของคนจีนในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นถึงเท่าตัว เมื่อเทียบกับอดีตก่อนหน้านี้ โดย EXPAT ส่วนใหญ่จะพักอาศัยอยู่ในบริเวณสุขุมวิทตั้งแต่ซอย 1 ถึงซอย 63 สำหรับซอยเลขคี่ และซอย 2 ถึงซอย 42 สำหรับซอยเลขคู่(โดยคนญี่ปุ่นชอบที่จะอาศัยอยู่ในซอยสุขุมวิท 39 ถึงทองหล่อ จนหลายคนเรียกย่านนั้นว่าเป็น LITTLE TOKYO)  ย่านสีลม สาทร และสยาม คนกลุ่มนี้รวมทั้งคนไทยที่อยู่ในย่านนี้ และที่กำลังย้ายมาอยู่ในย่านนี้ ดูได้จากโครงการคอนโดที่กำลังผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดในย่านนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่มีรายได้สูง ล้วนแล้วแต่ต้องการ ที่จะได้รับบริการทางด้านรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐานสูง ดังนั้นโรงพยาบาลที่ได้รับมาตรฐาน JCI ที่อยู่ในย่านดังกล่าว  จึงเป็นโรงพยาบาลที่มีลูกค้าในกลุ่มนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีบางโรงพยาบาลก็จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์(นักลงทุนหุ้น ลองทำการบ้านกันดู) ยิ่ง Mega trend ของการลงทุนในประเทศไทย ที่มีฐานอายุของประชากรที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ย่อมต้องมีกลุ่มโรงพยาบาลอยู่ในนั้นด้วย  และ P/E ที่ 30-40 เท่าที่นักลงทุนให้กับกลุ่มโรงพยาบาล ก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยของ P/E กลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วยกันที่  P/E เฉลี่ยประมาณ 16 เท่าเท่านั้น จึงทำให้หลายปีที่ผ่านมา มีกลุ่มโรงพยาบาลที่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดทรัพย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และยังมีอีก 2 3 โรงพยาบาลที่อยู่ในขั้นตอนการยื่น Filing กับกลต. เพื่อเตรียมตัวที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วยเช่นกัน มิฉะนั้นก็จะทำให้ต้นทุนทางการเงิน สูงกว่าโรงพยาบาลที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รวมทั้งความน่าเชื่อถือและความมีชื่อเสียง และความสามารถที่จะ take over โรงพยาบาลอื่นๆ เพื่อสร้างเป็นกลุ่มโรงพยาบาล จะทำให้ประหยัดต้นทุน หรือที่เรียกว่า economy of scale ซึ่งในหลายปีที่ผ่านมาเราจะเห็นแนวโน้มของการควบรวมโรงพยาบาลมากขึ้น  ยังไม่นับโรงพยาบาลไทยบางแห่งซึ่งขยายสาขาไปยังต่างประเทศอีกด้วย
             เนื้อที่หมดแล้ว มาตามอ่านบทความตอนหน้า ว่าการที่รัฐให้ลดหย่อนประกันสุขภาพ 15,000 บาทแท้จริงแล้วใครจะได้ประโยชน์กันครับ


 กิติชัย เตชะงามเลิศ
     24/8/60

ลดหย่อนประกันสุขภาพ  ใครได้ประโยชน์?(ตอนที่ 1) http://kitichai1.blogspot.com/2017/12/1.html

ลดหย่อนประกันสุขภาพ  ใครได้ประโยชน์?(ตอนจบ) http://kitichai1.blogspot.com/2017/12/blog-post.html

ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยเอาเม้าส์ไปทางด้านขวามือจะมีแถบแสดงออกมา แล้วเลือกคลิกไอคอนที่เขียนว่าสมัครรับข้อมูล เมื่อผมมีบทความใหม่ ท่านก็จะทราบทันที

  
      ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่

      หรือ 1.หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 ในคอลัมน์ "เขียนอย่างที่คิด"   
              2.หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจหน้า 15 เดือนละครั้ง ในคอลัมน์ “จับช่องลงทุน” 
              3.นิตยสาร Be Link ทุกเดือน 
              4.นิตยสาร GQ เดือนเว้นเดือน
              5.นิตยสาร Me(Market Evolution) วารสารเภตรา ของสมาคมศิษย์เก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และ จุลสารเตชะสาร ของสมาคมเตชะสัมพันธ์ ทุกไตรมาส

หาอสังหาทั้งถูกและดีเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ได้ที่  http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty


ริทึ่ม (RHYTHM) รางน้ำ 3 ยูนิตสุดสวย ซื้อมาในรอบ VVIP เจ้าของขายเอง 2 นาที จาก BTS สถานีอนุสาวรีย์ชัย   















         ห้องที่จะขายดาวน์(พร้อมอยู่อาศัยได้เลย) 3 ยูนิต

ชั้น 16 เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าครบครัน ตกแต่งสวยมาก มี ผ้าม่าน เตาไฟฟ้า เครื่องดูดควัน แอร์ 2 ตัว ตู้เย็น 10.6 คิว เครื่องซักผ้าฝาหน้า Digital TV 49 นิ้ว เครื่องทำน้ำอุ่น และ Microwave หันไปทางทิศใต้ ลมเย็นตลอดปี ไม่ใกล้ลิฟต์ วิวสวย ไม่โดนบล็อกวิว ราคา 5,400,000 บาท



รายละเอียดโครงการ  ขนาด 1-3-93 ไร่ 28 ชั้น แขวงพญาไท เขตพญาไท  ห้องพักอาศัย 385 ยูนิต ร้านค้า 1 ร้าน ที่จอดรถ 171 คัน (ไม่รวมซ้อนคัน) = 44%
-สวน KARESANSUI และ READING GARDEN ชั้น G และชั้น 6
-สระว่ายน้ำแบบ INFINITY EDGE 180 องศา
- SKY FITNESS และ STEAM ROOM ที่ชั้น 27-28
- ค่าส่วนกลางและกองทุน 58 บาท/ตร.ม.และ 450 บาท/ตร.ม. ตามลำดับ

 

รีวิวคอนโด ริทึ่ม รางน้ำ(Rhythm Rangnam) https://www.youtube.com/watch?v=YHWeVkKek94


ลดหย่อนประกันสุขภาพ ใครได้ประโยชน์?(ตอนที่ 1)

                                   ลดหย่อนประกันสุขภาพ  ใครได้ประโยชน์?(ตอนที่ 1)



         ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าการเพิ่มขึ้นของประชากรไทยมีอัตราที่ต่ำมาก ในทางกลับกันฐานอายุของประชากรไทยก็สูงขึ้นเรื่อยๆ จากข้อมูลของคุณปัทมา ว่าพัฒนวงศ์ และคุณปราโมทย์ ประสาทกุล แห่งสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล  เมื่อกลางปี พ.ศ. 2548 ประเทศไทยมีประชากร 62.2 ล้านคน ผ่านไป 10 ปี เพิ่มขึ้นเป็น 64.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.3 ล้านคน คิดเป็นอัตราเพิ่มประชากรเพียง 3.7% เฉลี่ย 0.37 เปอร์เซ็นต์ต่อปี  ซึ่งนับว่าเป็นอัตราการเพิ่มที่ต่ำมาก  ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะผลงานของคุณมีชัย วีระไวทยะ ที่รณรงค์ให้คนไทยให้มีบุตรน้อยคน ได้ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดีมากในสมัยนั้น ถ้าการเพิ่มของประชากรไทยยังคงเพิ่มขึ้นต่อไปในอัตราการเพิ่มที่ต่ำมากเหมือนในอดีต คาดว่าในปี พ.ศ. 2565 จะเป็นปีที่ประชากรไทยถึงจุดอิ่มตัว(ภาพที่ 1) อัตราเกิดจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับอัตราตาย ทำให้อัตราการเพิ่มของประชากรใกล้เคียงกับศูนย์ จำนวนเกิดในแต่ละปีพอ ๆ กับจำนวนตาย จากการฉายภาพประชากรชุดนี้แสดงว่าประชากรไทยจะถึงจุดอิ่มตัวที่จำนวนประมาณ 65 ล้านคนในราวปี พ.ศ. 2565 หลังจากนั้น เป็นไปได้ว่าอัตราเพิ่มประชากรจะติดลบคือต่ำกว่าศูนย์บ้างเล็กน้อย ทำให้จำนวนประชากรแต่ละปีลดลง เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นในช่วงที่ผ่านมา
                                 
                                                    ภาพที่ 1 อัตราเพิ่มและจำนวนประชากร, .. 2548 – 2578
                    
              เป็นผลเนื่องมาจากภาวะเจริญพันธุ์ที่ลดต่ำลงและคนไทยมีชีวิตยืนยาวขึ้นอีก ลักษณะเช่นนี้ทำให้โครงสร้างอายุของประชากรเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดเจน หากดูที่จำนวนประชากร เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ในช่วงปี พ.ศ. 2548 – 2578 จะมีจำนวนลดลงจาก 14 ล้าน (ร้อยละ 23 ของประชากรทั้งหมด) เหลือ 9 ล้านคนเศษ (ร้อยละ 14) ส่วนประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15 – 59 ปี) นั้นมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย กล่าวคือในช่วง พ.ศ. 2548 – 2558 จำนวนจะเพิ่มขึ้นจาก 41 ล้าน เป็น 43 ล้านคน หลังจากนั้นจะลดจำนวนลงเหลือ 38 ล้านคนในปี พ.ศ. 2578 อาจกล่าวได้ว่าจำนวนประชากรวัยแรงงานในอนาคตอีก 30 ปีข้างหน้าเกือบไม่เปลี่ยนแปลงเลยก็ว่าได้ อย่างไรก็ตาม การที่จำนวนประชากรวัยเด็กจะลดลงอย่างมากจะมีผลทำให้จำนวนประชากรในวัยเรียน (อายุ 6 – 21 ปี) ลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 16 ล้านคนในปี พ.ศ. 2548 เป็น 11 ล้านคนในปี พ.ศ. 2578(ภาพที่ 2)
                                         

                                                            ภาพที่ 2 จำนวนประชากรวัยต่าง ๆ พ.. 2548 – 2578
        สำหรับประชากรกลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) คนกลุ่มนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ ในปี พ.ศ. 2548 มีประชากรสูงอายุอยู่ 6 ล้านคนเศษ (ร้อยละ 10) เมื่อถึงปี พ.ศ. 2578 จำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็น 16 ล้านคน (ร้อยละ 25) เท่ากับเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัวในเวลาราว ๆ 30 ปีเท่านั้น(ภาพที่ 3)
                        


                                       ภาพที่ 3 ดัชนีผู้สูงอายุของประเทศไทย พ.ศ. 2548 – 2578

เราอาจจะรู้สึกว่าแรงงานไม่ถึงกลับขาดแคลน แต่แรงงานไทยก็ยังเลือกงานมากขึ้น  เพราะว่าเรามีแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามาทำงานในประเทศไทยมากขึ้น สิ่งที่เป็นน่าเป็นห่วงก็คือ ประเทศเหล่านี้เริ่มมีพัฒนาการ และการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจดีขึ้น สักวันหนึ่งแรงงานเหล่านี้ คงไม่ต้องดิ้นรนที่จะมาทำงานในประเทศไทยอีกต่อไป สวนทางกับแรงงานของไทยที่จะลดลง เพราะฐานประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ดูแล้วช่างน่าเป็นห่วงจริงๆ  เพราะเขาเหล่านั้นคงอยากทำงานในประเทศของเขามากกว่า ถ้าสามารถหางานทำได้สะดวก และมีรายได้พอใช้ในแต่ละวัน จะได้ไม่ต้องจากครอบครัวของตนเพื่อมาทำงานที่ประเทศไทย  ซึ่งอาจทำให้เขารู้สึกว่าเป็นพลเมืองชั้นสอง เนื้อที่หมดแล้ว มาตามอ่านบทความตอนหน้า ว่าการที่รัฐให้ลดหย่อนประกันสุขภาพ 15,000 บาทแท้จริงแล้วใครจะได้ประโยชน์กันครับ


 กิติชัย เตชะงามเลิศ
     21/12/60

ลดหย่อนประกันสุขภาพ  ใครได้ประโยชน์?(ตอนที่ 2)  http://kitichai1.blogspot.com/2017/12/2.html
ลดหย่อนประกันสุขภาพ  ใครได้ประโยชน์?(ตอนจบ) http://kitichai1.blogspot.com/2017/12/blog-post.html

ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยเอาเม้าส์ไปทางด้านขวามือจะมีแถบแสดงออกมา แล้วเลือกคลิกไอคอนที่เขียนว่าสมัครรับข้อมูล เมื่อผมมีบทความใหม่ ท่านก็จะทราบทันที

  
      ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่


      หรือ 1.หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 ในคอลัมน์ "เขียนอย่างที่คิด"   
              2.หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจหน้า 15 เดือนละครั้ง ในคอลัมน์ “จับช่องลงทุน” 
              3.นิตยสาร Be Link ทุกเดือน 
              4.นิตยสาร GQ เดือนเว้นเดือน
              5.นิตยสาร Me(Market Evolution) วารสารเภตรา ของสมาคมศิษย์เก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และ จุลสารเตชะสาร ของสมาคมเตชะสัมพันธ์ ทุกไตรมาส

หาอสังหาทั้งถูกและดีเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ได้ที่  http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty


     ชีวาทัย เรสซิเดนท์ อโศก (CHEWATHAI RESIDENCE ASOKE) ยูนิต สุดสวย ซื้อมาในรอบ VVIP เจ้าของขายเอง เดิน 5 นาทีจากสถานี MRTพระราม 9 และ 4 นาทีจาก AIRPORT LINK สถานีมักกะสัน ติดกับทางด่วนศรีรัชที่ทางลงรัชดา

  พื้นที่ใช้สอยรวม 35.14(28.63+6.51) ตรม. 1ห้องนอน 1 ห้องน้ำ เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าครบครัน ตกแต่งสวยมาก มี ผ้าม่าน เตาไฟฟ้า เครื่องดูดควัน แอร์ ตู้เย็น เครื่องซักผ้าฝาหน้า เครื่องอบผ้า Digital TV 40 นิ้ว เครื่องทำน้ำอุ่น และ Microwave ราคา 4,700,000 บาท หันไปทางทิศเหนือ ไม่มีอะไรบล็อกวิว ไม่ใกล้ห้องขยะ พร้อมปล่อยเช่าในเดือนมกราคม 2561 ค่าเช่าเดือนละ 19,000



ดูวีดีโอได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=Ur4i41afEmU