จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร

จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร
เล่าประสบการณ์การลงทุนของผมที่นำไปใช้ได้ง่ายๆ

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ประสบการณ์ที่ได้จากการไปเที่ยวญี่ปุ่น



                                            ประสบการณ์ที่ได้จากการไปเที่ยวญี่ปุ่น
               ผมเพิ่งกลับมาจากการเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น  ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 3 ที่ผมเดินทางมายังประเทศนี้ โดยทิ้งช่วงห่างกันประมาณ 10 ปีในแต่ละครั้ง สิ่งที่ทำให้ครั้งล่าสุดแตกต่างจาก 2 ครั้งก่อนหน้าคือ ปริมาณนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นมีมากขึ้นจนเห็นได้ชัด หลังจากที่ไม่ต้องขอวีซ่า ผมพบคนไทยในทุกๆเมืองที่ผมไปเที่ยว ทั้งๆที่บางเมืองไม่ใช่เมื่องท่องเที่ยวหลักที่คนไทยจะไปเที่ยวกัน อย่างเช่นเมือง MORIOKA AOMORI ฯลฯ ในเขต TOHOKU ผมก็ยังเห็นคนไทยอยู่ประปราย และที่ทำให้ผมประหลาดใจแถมดีใจ คือ มีป้ายภาษาไทย และมีคู่มือท่องเที่ยวภาษาไทยให้เห็นในบางเมือง จนผมอดสงสัยไม่ได้ว่า ปริมาณนักท่องเที่ยวของคนไทยที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นมีจำนวนเท่าใด ผมได้ข้อมูลจาก WIKIPIDIA ซึ่งเป็นข้อมูลของปี 2557 ปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นรวมแล้ว 13,413,600 คน
               เรามาดูจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศญี่ปุ่น 6 อันดับแรก คือ
1.         ไต้หวัน                2.83 ล้านคน
2.         เกาหลีใต้             2.76 ล้านคน
3.         จีน                         2.41 ล้านคน
4.         ฮ่องกง                  0.93 ล้านคน
5.         สหรัฐอเมริกา     0.89 ล้านคน
6.         ไทย                       0.66 ล้านคน
ผมจึงไม่ประหลาดใจที่ภาษาจีนแทบจะเป็นภาษาที่ 3 ในญื่ปุ่น เมื่อรวมไต้หวัน จีน ฮ่องกงที่ใช้ภาษาจีนแล้วเกือบครึ่งของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด      
               ในขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเยือนประเทศไทยเราเมื่อปีที่แล้วมีถึง 23,809,683 คน นี่คือสิ่งหนึ่งที่ต้องขอชื่นชมหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ช่วยกันคนละไม้คนละมือรวมถึงอุปนิสัยของคนไทยเจ้าของฉายา THAI SMILE จนทำให้ประเทศไทยได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “THE LAND OF SMILE” ทำให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวของไทยเราแข็งแกร่งมากใน ASEAN โดยทั้งไทย และมาเลเซีย(โดยที่ปีที่แล้วมีจำนวนนักท่องเที่ยวมาเยือนมากถึง 27.40 ล้านคน)ติดอันดับ TOP 20 ของโลก ในฐานะประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุด แต่เมื่อปีที่แล้วถ้าเราไม่มีเหตุการณ์ไม่สงบรวมทั้งการทำรัฐประหาร ไม่แน่ว่า เราอาจจะชนะมาเลเซีย เพราะว่าปี 2556 เรามีนักท่องเที่ยวมาเยือน 26.50 ล้านคน ในขณะที่มาเลเซียมีเพียง 25.70 บ้านคน และปีที่แล้วมาเลเซียจัดงาน VISIT MALAYSIA 2014 ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนหนึ่งที่กังวลเรื่องความปลอดภัย เลยเบนเข็มไปเที่ยวมาเลเซียแทน นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ปริมาณนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปมาเลเซียเพิ่มขึ้นถึง 1.70ล้านคน คิดเป็น 6.7% ในขณะที่ไทยเรามีปริมาณนักท่องเที่ยวลดลง 1.80 ล้านคน คิดเป็น 6.7% เช่นกัน แต่ถ้าหันมาดูรายได้ เรากลับทำรายได้จากการท่องเที่ยวมากถึง 38,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2557 ในขณะที่ปี 2556 เราทำได้มากถึง 41,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นอันดับ 7 ของประเทศที่ทำรายได้จากการท่องเที่ยวสูงสุดของโลก โดยที่มาเลเซียไม่ติด TOP 10 เสียด้วย ดูแล้วน่าภูมิใจจริงๆ
               มาถึงตอนนี้ หลายท่านอาจจะอยากทราบว่าแล้วต่างชาติที่ใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศมากที่สุดในโลกคือชนชาติฬด ผมคาดว่าหลายๆท่านคงเดาถูกโดยท่านที่เดินทางท่องเที่ยวบ่อยๆ คำตอบคือ ชาวจีน ติดอันดับ 1 โดยปีที่แล้วคนจีนที่เดินทางต่างประเทศใช้เงินไปทั้งหมด 164,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่อันดับ 2 คือ สหรัฐอเมริกา คนอเมริกันใช้เงินไปกับการท่องเที่ยวในต่างประเทศในปีที่แล้ว 110,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับที่ 3 คือ เยอรมันใช้จ่ายรวม 92,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เห็นตัวเลขแล้วไม่แปลกใจเลย ไม่ว่าผมจะไปท่องเที่ยวต่างประเทศครั้งไหนผมล้วนแต่พบคณะทัวร์จีนหรือนักท่องเที่ยวอิสระจีน ทุกๆสถานที่ๆผมไป แม้กระทั่ง ทริป ตุรกี-รัสเซีย เมื่อเดือน พฤษภาคมที่ผ่านมาของผม รวมทั้งที่ KING POWER  รางน้ำ กะคร่าวๆด้วยสายตา น่าจะเป็นลูกค้าชาวจีนประมาณ 95% ที่เหลือเป็นคนไทยและชาติอื่นๆ โดยที่ไม่เห็นฝรั่งแม้แต่คนเดียว
               สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ ถ้ารัฐบาลจีนไม่ถูกใจประเทศไหนแล้วออกคำสั่งห้ามชาวจีนเดินทางไปเที่ยวประเทศดังกล่าว อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศนั้นๆคงจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง นับได้ว่าเป็นว่าที่อาวุธใหม่ของรัฐบาลจีน ที่เมื่อนำมาใช้กับประเทศไหนประเทศนั้นก็ตายสนิท
               ดูๆแล้วอิทธิพลจีนแผ่ขยายออกมาในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าและบริการ กลับมาที่ประสบการณ์การเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งล่าสุด ผมพบว่าคนญี่ปุ่นยังเป็นคนที่มีระเบียบวินัยสูงเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นการยืนบนบันได้เลื่อนชิดด้านเดียว เพื่อให้คนที่รีบสามารถเดินผ่านได้สะดวก การต่อแถวเข้าคิว การไม่สนทนากันบนรถไฟ แต่ใน SUBWAY เริ่มมีเสียงสนทนาของกลุ่มเด็กวัยรุ่น ซึ่งสำหรับสังคมญี่ปุ่นแล้ว ถือว่าไม่มีมารยาท ผมอยากให้สังคมไทยเป็นสังคมที่คิดถึงส่วนรวมก่อนส่วนตน ถ้าทำได้เราก็คงจะกลายเป็นชาติที่มีระเบียบวินัยอย่างญี่ปุ่นได้ เลิกค่านิยมที่ว่า ทำอะไรตามใจคือไทยแท้ ทิ้งเสียทีเถอะ


กิติชัย เตชะงามเลิศ
        30/10/58





ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่
 Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
 Twitter : http://twitter.com/value_talk
 Instagram : Gid_Kitichai
 Blog : http://kitichai1.blogspot.com
 You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9
 Google+ : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
 Linkedin : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
 Pinterest : http://www.pinterest.com/kitichai/
 หรือ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B8หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Glow, และ Me(Market Evolution) ทุกเดือน 
ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยเอาเม้าส์ไปทางด้านขวามือจะมีแถบแสดงออกมา แล้วเลือกคลิกไอคอนที่เขียนว่าสมัครรับข้อมูล เมื่อผมมีบทความใหม่ ท่านก็จะทราบทันที 
หาอสังหาทั้งถูกและดีเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ได้ที่ http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty






การประมูลซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี



                การประมูลซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี
              ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งคือ ทำเล ต้องดูว่าทำเลของบ้านหรือตึกแถวนั้นทำการค้าได้หรือไม่ ถ้าทำการค้าขายได้ จะขายได้ราคาสูงกว่าปกติ ตึกบางแห่งขนาดพื้นที่เล็กนิดเดียวแต่ขาย 15 ล้าน ขณะที่ตึกละแวกเดียวกันอยู่ลึกเข้าไปแค่ 200 เมตร ราคาอาจเหลือแค่ 5-7 ล้าน เพราะค้าขายไม่ได้ อย่างไรก็ดี การลงทุนในตึกแถวที่มีทำเลการค้าอาจมีความเสี่ยงตรงที่ว่า ถ้าทำเลการค้าเปลี่ยน เช่น ย้ายป้ายรถเมล์ หรือเส้นทางเดินรถเปลี่ยน หรือมีทางยกระดับผ่านหน้าตึก ฯลฯ จะทำให้ราคาตึกแถวเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้เช่นกัน
            สมัยก่อนผู้ที่จะประมูลซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี ไม่ว่ามูลค่าทรัพย์เท่าไรต้องวางมัดจำทรัพย์สินแห่งละ 50,000 บาท ปรากฏว่ามีกลุ่มคนบางกลุ่มที่รวมตัวกัน แล้วประมูลแข่งกับคนอื่น สู้ทุกราคา สมมุติว่ากลุ่มนี้ประมูลซื้อบ้านได้ 10 หลัง รวมแล้วเท่ากับต้องเสียค่ามัดจำ  500,000 บาท เขามีเวลา 3 เดือนครึ่ง (ปกติจะต้องไปชำระเงินให้กรมบังคับคดีภายใน 15 วัน แต่สามารถขอผ่อนผันขยายเวลาได้อีก 3 เดือน) จึงจะไปจ่ายเงินให้กรมบังคับคดี กลุ่มนี้คิดว่าถ้าเขาขายบ้านได้ 3 หลัง ต้องทิ้งมัดจำอีก 7 หลังซึ่งเท่ากับ 350,000 บาท แต่ก็ยังคุ้ม เพราะบางครั้งขายบ้านหลังหนึ่ง ได้กำไรมากกว่า 350,000 บาทแล้ว เมื่อรวมกำไรที่ได้จากการซื้อขายหักลบกลบหนี้แล้วก็ยังได้กำไร
            การมีกลุ่มเหล่านี้ขึ้นมาทำให้ผมประมูลได้ยากขึ้น ซื้ออสังหาริมทรัพย์อะไรไม่ได้เลย เพราะเขาสู้ทุกราคา ขณะที่ผู้ซื้อเพื่อไว้อยู่เอง เขาจะให้ราคาสูงเกือบใกล้เคียงหรือเท่ากับตลาด ส่วนตัวผมเองจะประมูลในราคาที่ต่ำกว่าตลาดประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ เผื่อค่าใช้จ่ายต่างๆ และกำไร
            ตามปกติการประมูลจะเริ่มต้นที่ราคาประเมินอ้างอิง หากไม่มีผู้เข้าสู้ราคา เจ้าพนักงานบังคับคดีจะปรับลดราคาเริ่มต้นลงร้อยละ 10 ของราคาดังกล่าวสำหรับการขายแต่ละครั้ง แต่ราคาเริ่มต้นจะไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของราคาประเมินอ้างอิง
            ตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2557 กรมบังคับคดีเปลี่ยนวิธีวางเงินมัดจำหรือการวางหลักประกันใหม่ โดยทรัพย์สินที่นำมาประมูลที่
1)       ราคาต่ำกว่า 500,000 บาท ต้องวางหลักประกัน* ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของราคาประเมิน
2)       ราคา 500,000 บาท  – 1 ล้านบาท ต้องวางหลักประกัน 50,000 บาท
3)       ราคา 1 – 5 ล้านบาท ต้องวางหลักประกัน 250,000 บาท
4)       ราคา 5 – 10 ล้านบาท ต้องวางหลักประกัน 500,000 บาท
5)       ราคา 10 – 20 ล้านบาท ต้องวางหลักประกัน 1 ล้านบาท
6)       ราคา 20 – 50 ล้านบาท ต้องวางหลักประกัน 2.5 ล้านบาท
7)       ราคา 50 – 100 ล้านบาท ต้องวางหลักประกัน 5 ล้านบาท
8)       ราคา 100 – 200  ล้านบาท ต้องวางหลักประกัน 10 ล้านบาท
9)       มากกว่า 200  ล้านบาท ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเสนออธิบดีหรือผู้ได้รับมอบหมายเป็นผู้พิจารณากำหนด
*หมายเหตุ : หลักประกันต้องเป็นเงินสดหรือแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายสำนักงานบังคับคดีกรุงเทพมหานคร” หรือหนังสือค้ำประกันของธนาคารโดยไม่มีเงื่อนไข

            วิธีวางเงินมัดจำดังกล่าวข้างต้น ทำให้กลุ่มคนที่เคยใช้วิธีรวมกันสู้ทุกราคาต้องคิดหนัก เพราะยิ่งราคาทรัพย์สินมากก็ยิ่งเสี่ยงมาก กรมบังคับคดีต้องการกำราบกลุ่มคนเหล่านี้ที่ทำให้ระบบการประมูลเสียหาย เพราะเมื่อเขาทิ้งมัดจำ ทรัพย์สินเหล่านี้กว่าจะหมุนเข้ามาประมูลใหม่ต้องใช้เวลาอีก 6 เดือน เนื่องจากมีทรัพย์สินอื่น ๆ รอคิวอยู่มากมาย ทำให้ทรัพย์สินที่ตกค้างไม่สามารถขายทอดตลาดได้เป็นจำนวนมาก ปัจจุบันกรมบังคับคดีเริ่มมีการทำแบล็กลิสต์กลุ่มคนที่ทิ้งเงินมัดจำ ไม่ให้เข้าประมูลได้อีก
                     หมายเหตุ บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งในหนังสือ ”ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน”


กิติชัย เตชะงามเลิศ
        30/10/58





ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่
 Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
 Twitter : http://twitter.com/value_talk
 Instagram : Gid_Kitichai
 Blog : http://kitichai1.blogspot.com
 You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9
 Google+ : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
 Linkedin : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
 Pinterest : http://www.pinterest.com/kitichai/
 หรือ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B8หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Glow, และ Me(Market Evolution) ทุกเดือน 
ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยเอาเม้าส์ไปทางด้านขวามือจะมีแถบแสดงออกมา แล้วเลือกคลิกไอคอนที่เขียนว่าสมัครรับข้อมูล เมื่อผมมีบทความใหม่ ท่านก็จะทราบทันที 
หาอสังหาทั้งถูกและดีเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ได้ที่ http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty