จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร

จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร
เล่าประสบการณ์การลงทุนของผมที่นำไปใช้ได้ง่ายๆ

วันพุธที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2556

ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยควรลดหรือไม่

ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยควรลดหรือไม่


          คนไทยเป็นชนชาติที่รักการช้อปปิ้ง ติดอันดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียวจากการเปิดเผย การใช้จ่ายต่อวันของนักท่องเที่ยวไทย ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และยุโรป ปรากฏว่าคนไทยติด TUP5 บ้าง TOP10 บ้าง ไม่รู้ว่าเราควรจะภูมิใจกันดีไหม หรือว่าคนไทยรวยกว่าคนชาติอื่นๆ สินค้าที่คนไทยนิยมไปช้อปปิ้งที่ต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยไม่ว่าจะเป็น เครื่องสำอาง ซึ่งพักหลังคนไทยนิยมไปซื้อเครื่องสำอางที่เกาหลี มากจนทำให้บรรดาร้านค้าเครื่องสำอางแบรนด์เกาหลีเหล่านี้ ในย่านช้อปปิ้ง เช่นเมียงดอง ต้องจ้างพนักงานคนไทยมาต้อนรับลูกค้าคนไทยกันเลยทีเดียว คงจะเป็นเพราะว่ากระแสภาพยนต์และละครเกาหลี ทำให้คนไทยรับเอาวัฒนธรรมบางอย่างรวมไปถึงเสื้อผ้า หน้า ผม ปัจจุบันถ้าสังเกตให้ดีเวลาเดินตามเคาน์เตอร์เครื่องสำอางตามห้างสรรพสินค้า ก็จะพบแบรนด์เกาหลีมากขึ้น นับดูแล้วก็ร่วม 10 แบรนด์เลยทีเดียว แต่ราคาที่เมืองไทยจะแพงกว่าที่เกาหลีพอสมควร ทำให้สาวไทยบินไปเกาหลีเพื่อซื้อสินค้าเหล่านี้กันมากมาย ทั้งซื้อใช้เอง และซื้อตามลิสต์รายการที่ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงฝากซื้อ นอกจากเกาหลีแล้วคนไทยเราเป็นชนชาติที่ซื้อนาฬิกาหรูๆ ติดอันดับของนักท่องเที่ยวที่บินไปยุโรป ไม่ว่าจะเป็นสุภาพบุรุษหรือสุภาพสตรี ในเมืองไทยเอง เวลาห้างสรรพสินค้าจัด Watch Fair ทีไร ยอดขายเป็นหลักร้อยล้าน พันล้านบาททุกที จนปีหนึ่งๆ จากเดิมเคยจัดปีละครั้งกลายเป็นปีละหลายๆ ครั้ง นอกจากนั้นกระเป๋าถือของคุณสุภาพสตรีบางแบรนด์ใบละหลายๆ แสน แล้วต้องเข้าคิวกันซื้อ บางรุ่นถ้าไม่ใช่ลูกค้าเก่าแก่ ลูกค้าชั้นหนึ่งก็ไม่สามารถซื้อได้ เพราะว่าทางร้านเขามีจำกัด เวลาผมเดินผ่านร้านพวกนี้ทีไร อดสงสัยไม่ได้เลยว่าแต่ละร้านก็ออกจะใหญ่โต ทำไมต้องให้ลูกค้าต่อคิวเพื่อจะเข้าไปช้อปปิ้งสินค้าในร้าน จะบอกว่ากลัวจะดูแลลูกค้าไม่ทั่วถึง ก็ยังดูไม่สมเหตุสมผล น่าจะเป็นกลยุทธการตลาด เรียกร้องความสนใจจากคนที่เดินผ่านไปมา ประมาณว่าร้านขายดีจนลูกค้าต้องมาต่อคิวรอกัน อีกคำถามที่คาใจก็คือ ทำไมคนเหล่านี้ยอมที่จะซื้อกระเป๋าใบละเป็นหลักแสนทั้งๆ ที่ดูแล้วต้นทุนเป็นเพียงหลักพันบาทเท่านั้น สร้างผลกำไรให้กับบริษัทที่เป็นเจ้าของแบรนด์สินค้าเหล่านี้มโหฬาร จนกระทั่งมีบริษัทหลักทรัพย์จดทะเบียนกองทุนรวมของไทยบางบริษัท เอากองทุนจากต่างประเทศที่เน้นลงทุนในสินค้า Luxury นี้โดยเฉพาะมาขายให้นักลงทุนไทย ผมไม่ได้ติดตามดูว่าผลประกอบการของกองทุนประเภทนี้เป็นอย่างไรบ้าง
          เกริ่นมาตั้งนานขอเข้าเรื่องสักที ผมไม่เห็นด้วยกับการที่จะลดภาษีสินค้าฟุ่มฟือย เพราะว่าจะทำให้สินค้าฟุ่มเฟือยจากต่างชาติเหล่านี้ถูกลงมาก (ถ้าร้านค้าลดราคาลงเท่ากับภาษีที่ลดลง ผมเกรงว่าร้านเหล่านี้จะลดราคาลงน้อยกว่า ภาษีที่ลดลงซะมากกว่า) สินค้า Made In Thailand ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องสำอาง เครื่องหนัง ฯลฯ ก็จะมีความแตกต่างในด้านราคาลดลง นิสัยคนไทยที่นิยมใช้ของนอกมากกว่าของที่ผลิตในประเทศ ก็จะทำให้บรรดาผู้ผลิตไทยโดยเฉพาะธุรกิจ SME ทั้งหลาย อาจจะลดการผลิตลง จากยอดขายที่ลดลง หรืออาจจะถึงขั้นเลิกกิจการ ถ้าธุรกิจเหล่านั้นไม่สามารถปรับตัวได้ คนก็จะตกงานมากขึ้น ผมคิดว่ามีอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวให้ Thailand เป็น Shopping Destiny แข่งกับฮ่องกงและสิงคโปร์ ก็คือ การคืนภาษีนำเข้าด้วยไม่ใช่คืนแค่ VAT อย่างเดียวที่ทำกันอยู่ เพราะว่าภาษีนำเข้าเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาสินค้าฟุ่มเฟือยของไทยแพงกว่าประเทศคู่แข่ง ถ้าทำอย่างที่ผมแนะนำ เชื่อได้เลยว่าจะมีนักท่องเที่ยว เข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทยมากขึ้นเลยทีเดียว จากราคาสินค้าที่ไม่แพงกว่าประเทศคู่แข่ง สินค้าฟุ่มเฟือยเหล่านี้ ก็จะมาเปิดสาขาในไทยมากขึ้น การจ้างงานก็จะมากขึ้น ประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงาม มีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ สิ่งปลูกสร้างสวยมากมาย นักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวก็จะดีไปด้วย มีคนมาข่วยจับจ่ายใช้สอยในประเทศมากขึ้น เศรษฐกิจไทยที่ไม่ค่อยดีจากตัวเลขที่ประกาศมาในไตรมาส 2-3 ก็จะเริ่มเห็นอนาคตที่สดใส ถ้ามีบริษัทที่ทำ Duty Free ในประเทศไทยเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผมคงต้องรีบขายหุ้นตัวนี้ทิ้งทันที เพราะว่าอนาคตเริ่มไม่ค่อยจะสดใสเสียแล้ว 

          กลับมาดูตลาดหุ้น ผมคิดว่าการปรับตัวเมื่อวันจันทร์รุนแรงเกินไป ผมคิดว่ารอบนี้ตลาดหุ้นไม่น่าจะเห็นต่ำกว่า 1,400 จุดแน่ๆ เมื่อสังเกตจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ ในช่วงเร็วๆ นี้ การปรับตัวลงรอบนี้ เป็นโอกาสดีที่นักลงทุนจะได้ซื้อสะสมแล้วถือยาวไปถึงปีหน้าเลยนะครับ

กิติชัย เตชะงามเลิศ
                                                                                          24/9/56
หนังสือ "จาก 1 ล้านเป็น 500 ล้าน ผมทำอย่างไร" ยอดขายขื้นอันดับหนื่งตั้งแต่วันแรกจำหน่ายและครองอันดับ 1 ติดต่อกันมานาน

ติดตามแนวทางการลงทุนของผมได้ที่ 
Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
Twitter : http://twitter.com/value_talk 
Youtube : http://www.youtube.com/user/wittayu9
Blog :  http://kitichai1.blogspot.com
Instagram : Gid_Kitichai

หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 หรือหน้า B10 และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Stock Review, Me(Market Evolution), Glow และ Lisa  ทุกเดือน
     

สนใจซื้ออสังหาเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ลองเข้า http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty

คอนโดหรูในซอยสุขุมวิท 23 (ประสานมิตร) (เดิน 6 นาที จาก MRT,BTS อโศก) ราคา 50,000/ตรม.



ขาย-เช่า คอนโดเพรสทรีจคอนโด อยู่ในซอยสุขุมวิท 23 (ประสานมิตร) ห่างจากสถานีรถไฟใต้ดิน (สุขุมวิท) และสถานีรถไฟฟ้า BTS (อโศก) ไม่ถึง 500 เมตร ทางไปตึกเริ่มจากปากซอยสุขุมวิท23(ซอยนี้เป็นทางลัดไปออกสุขุมวิท55ทองหล่อและถนนเพชรบุรีได้)ตรงเข้าซอยไป200ม.ถึง3แยกเลี้ยวขวา ตรงไป50ม.เป็น4แยกเล็กๆเลี้ยวซ้าย ตรงไป100ม.เป็น4แยกเล็กๆให้ตรงไปอีก30ม.ตึกอยู่ขวามีอ ในโครงการมีสระว่ายน้ำ ห้องฟิตเนส ห้องล๊อคเกอร์แยกชายหญิง ห้องที่จะขายอยู่ชั้น 5 อาคาร B เลขที่ห้อง 168/40 พื้นที่ 174.49 ตารางเมตร พร้อมที่จอดรถส่วนตัว 1 คัน ในห้องนี้ มี 2 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ รับแขก ครัว ซักล้าง และห้องคนรับใช้พร้อมห้องน้ำในตัว 1 ห้อง เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า สวยมาก ครบถ้วน ขายที่ราคา 8.5 ล้านบาทถ้วน  ให้เช่าห้อง 35,000 บาท/เดือน ค่าส่วนกลางเดือนละ4,300บาท
 
ติดต่อ 081-5549777

วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

เกษตรกรไทยจะไม่เป็นง่อยถ้า...

เกษตรกรไทยจะไม่เป็นง่อยถ้า.....

          บทความที่แล้วผมเขียนถึงเรื่องเกี่ยวกับเกษตรกร แต่ด้วยเนื้อที่จำกัดเลยต้องขอมาต่อยอดในบทความนี้  การส่งเสริมของรัฐควรจะทำทั้งในรูปแบบ Horizontal และ Vertical กล่าวคือ
1) Horizontal รัฐโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควรจะตั้งหน่วยงานหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นกรมที่จะดูแลพืชผลทางการเกษตรทุกชนิด และตั้งเป็นกองที่จะมาดูแลพืชผลเหล่านี้ในแต่ละชนิด พีชผลที่มีมูลค่าต่อ GDP มากก็เป็นกอง ที่ดูแลเฉพาะพืชผลนั้นๆ เช่น กองข้าว กองยางพารา กองปาล์ม กองน้ำตาล เป็นต้น ส่วนพืชผลที่มีมูลค่าน้อยๆ ก็อาจจะนำมารวมกันเป็นกองไม่กี่กอง ดูแลเป็นประเภทไปเลย เช่น กองผลไม้ กองผักสด เป็นต้น แล้วกองเหล่านี้เป็นผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบในทุกๆ ด้านที่เกี่ยวข้องกับพืชผลเหล่านี้ โดยดึงทีมงานบางส่วนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาพัฒนาพันธุ์พืชให้มีคุณภาพมากขึ้น มีความหลากหลายมากขึ้น ถ้าท่านสังเกตให้ดีจะพบว่าปัจจุบัน เรามีข้าวหลากหลายพันธุ์มากขึ้น เช่น ข้าวสีนิล , ข้าวลืมผัว , ข้าวดอย ฯลฯ ซึ่งข้าวเหล่านี้ขายได้ราคาดีกว่าข้าวสารธรรมดา เช่นข้าวสีนิล ราคาตามซุปเปอร์มาร์เก็ตตกกิโลละร้อยกว่าบาท ในขณะที่ข้าวสารธรรมดา ตกกิโลละประมาณ 40 บาท เท่านั้นเอง เห็นไหมครับแทนที่รัฐจะมาคอยพยุงราคาข้าว เพียงแต่รัฐลงทุนทำการวิจัยและนำเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดี แจกจ่ายให้เกษตรกรอย่างทั่วถึงและเพียงพอ และเสริมความรู้ในการทำเกษตรกรรมให้มีผลผลิตที่มีคุณภาพและได้ปริมาณผลผลิต/ไร่ สูงขึ้น การประท้วงของชาวนาเพื่อให้รัฐพยุงราคาข้าวไม่ว่าจะเป็นการรับจำนำข้าวหรือประกันราคาข้าว ก็จะหมดไป และตัดปัญหาคอร์รัปชั่นที่ทำให้รัฐสูญเสียงบประมาณซึ่งเป็นเงินจากภาษีอากรของคนไทยทั้งประเทศ ยิ่งปัจจุบันรัฐบาลต้องการนำเงินไปลงทุนทางด้าน Logistics และโครงการป้องกันน้ำท่วม รวมกันแล้วเกือบ 2.5 ล้านล้านบาท
เมื่อข้าวมีคุณภาพดี ผู้บริโภคก็ยอมจ่ายในราคาที่สูงขึ้น แม้จะแพงเกินเท่าตัวตามตัวอย่างข้างต้น การส่งออกข้าวเราก็สามารถฉีกต้วเองออกจากเวียดนาม อินเดีย ที่เน้นขายข้าวที่มีคุณภาพต่ำ อันที่จริงรัฐบาลเวียดนามและอินเดียนี่ก็ใจแคบ น่าจะส่งช่อดอกไม้มาขอบคุณรัฐบาลไทย ที่ทำให้ปีที่แล้วทั้ง 2 ประเทศขายข้าวดีเป็นเทน้ำเทท่า จากนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลเรา
          2) Vertical รัฐควรส่งเสริมให้เอกชนไทยนำพืชผลการเกษตรมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้นผมขอยกตัวอย่างเอกชนที่นำน้ำมันรำข้าวมาแปรรูปเป็นอาหารเสริม ซึ่งทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มได้สูงมาก หรือการนำเปลือกมังคุดที่เป็นสิ่งที่ไม่เคยถูกใช้มาก่อน นำมาแปรรูปเป็นเครื่องสำอาง และอาหารเสริมหรือกระทั่งข้าวกล้อง ก็มีคนนำมาอบกรอบทำเป็น Snack บรรจุซองขาย เป็นต้น ธุรกิจเหล่านี้ทางกรมและกองที่ผมกล่าวถึงในข้อที่ 1 ควรจะเป็น One Stop Service ช่วยดูแลและส่งเสริม โดยอาจจะมีเจ้าหน้าที่ของ BOI มาประจำ สามารถที่จะออกใบอนุญาต BOI ได้โดยตรงเลย และดึงเจ้าหน้าที่ Exim Bank และ SME Bank มาประจำอยู่ที่กรมเพื่อจะพิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้กับธุรกิจเหล่านี้ เมื่อเขาต้องการขยายกิจการและ/หรือ ต้องการที่จะส่งออก โดยควรจะมีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ที่คอยช่วยหาตลาดให้กับธุรกิจเหล่านี้ และหมั่นจัดงานแฟร์สินค้าที่แปรรูปจากพืชผลทางเกษตร ในประเทศต่างๆ บ่อยๆ แล้วคัดเลือกธุรกิจที่มีสินค้าดังกล่าวที่น่าสนใจไปร่วมงาน นอกจากส่งเสริม Downstream  แล้ว Upstream รัฐก็ควรจะใส่ใจมากขึ้น โดยเฉพาะปุ๋ยซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเกษตรกร ส่งเสริมให้ธุรกิจไทยผลิตปุ๋ยได้ในราคาที่ถูกเพราะว่าปุ๋ยเป็นต้นทุนสำคัญของเกษตรกรเลยทีเดียว เม็ดเงินที่รัฐบาลจะใช้ในการส่งเสริมทั้งในรูปแบบ Horizontal และ Vertical ดังที่ผมได้กล่าวมาแล้ว จะใช้เงินงบประมาณน้อยกว่าเงินที่รัฐจะต้องนำไปใช้เพื่อรับจำนำข้าวมากเลยทีเดียว เงินงบประมาณที่ประหยัดได้ ก็สามารถนำไปใช้ในการพัฒนา Logistics เผลอๆ พรบ. 2 ล้านล้านบาท อาจไม่จำเป็นเลยก็ได้เพราะว่าเม็ดเงินจากงบประมาณแผ่นดินรายปีอาจจะมีเพียงพอ
          ก่อนจบบทความขอพูดถึง SET INDEX เสียหน่อย ผมมองว่าตลาดตอนนี้อยู่ในบริเวณแนวด้านระยะสั้นคือ SET INDEX สามารถปรับตัวลงได้ทุกเมื่อ รอบนี้ SET น่าจะวิ่งได้ไม่เกิน 1,460 บวกลบแต่เมื่อ SET INDEX มีการปรับตัวลงเมื่อไหร่ให้ทยอยรับแล้วถือยาวไปจนถึงปีหน้าเลย และรอบนี้การปรับตัวลงจะไม่รุนแรงเพราะว่าแรงซื้อขนาดใหญ่ของต่างชาติช่วงนี้ค่อนข้างจะมาก
                                                                                            กิติชัย เตชะงามเลิศ
                                                                                                 17/9/56

 หนังสือ "จาก 1 ล้านเป็น 500 ล้าน ผมทำอย่างไร" ยอดขายขื้นอันดับหนื่งตั้งแต่วันแรกจำหน่ายและครองอันดับ 1 ติดต่อกันมานาน

ติดตามแนวทางการลงทุนของผมได้ที่ 
Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
Twitter : http://twitter.com/value_talk 
Youtube : http://www.youtube.com/user/wittayu9
Blog :  http://kitichai1.blogspot.com

หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 หรือหน้า B10 และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Stock Review, Me(Market Evolution), Glow และ Lisa  ทุกเดือน
     

สนใจซื้ออสังหาเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ลองเข้า http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty
ขาย คอนโด วิช สามย่าน เดิน 2 นาที จาก รถไฟใต้ดิน สถานี สามย่าน ราคาต่ำกว่าโครงการสุด ๆ 2 ห้อง(ชั้น19) ราคา 4.2 ล้าน
                
   โครงการนี้มี 25 ชั้น มีจำนวนห้องทั้งหมด ประมาณ 500 ยูนิต, ถนนสี่พระยา บางรัก ห่างจาก สถานี รถไฟใต้ดิน  สามย่าน ประมาณ 100 เมตร ใกล้ อาคารจามจุรีสแควร์ ตลาดสามย่าน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เตรียมอุดมศึกษา สาธิตจุฬา อาคารชาญอิสระ โรงพยาบาลจุฬาฯ สวนลุมพินี ฯลฯ  มีสวนลอยฟ้า สระว่ายน้ำพร้อมสระเด็ก และห้องออกกำลังกาย ที่ชั้น 19    
การเดินทางโดยทางด่วน
ขึ้นลง ทางด่วนสามย่าน หัวลำโพง
ขึ้นลง ทางด่วนเชื้อเพลิง พระรามสี่
ขึ้นลง ทางด่วนสุรวงศ์ สีลม
      การเดินทางโดยรถประจำทาง สายที่ผ่าน คือ 1 , 16 ,36 , 45 , 75, 93 และ 187

   ห้องที่จะขายอยู่ชั้น 19
1.ห้อง  18/112  ชั้น 19   พื้นที่ 36.51 ตรม. ราคา 4,200,000 บาท ชั้นนี้ มีสวนลอยฟ้า     ให้เช่าห้อง 22,000 บาท/เดือน
2.ห้อง  18/113  ชั้น 19   พื้นที่ 36.51 ตรม. ราคา 4,200,000 บาท ชั้นนี้ มีสวนลอยฟ้า     ให้เช่าห้อง 22,000 บาท/เดือน

  โปรโมชั่นพิเศษ  เข้าอยู่ได้เลย ฟรีค่าใช้จ่ายทุกรายการ พร้อมของแถมเพียบ
- ฟรีเงินกองทุนคอนโด มูลค่าเกือบ 20,000 บาท
- ฟรีเงินค่าส่วนกลางล่วงหน้าถึง 31 ธค. 56 มูลค่าเกือบ 20,000 บาท
- ฟรีเงินค่ามิเตอร์น้ำ/ไฟ มูลค่า 3,250 บาท

พิเศษสุด!!! สำหรับท่านผู้สนใจที่ตัดสินใจภายในวันที่ 31/1/56 แถมเครื่องใช้ไฟฟ้า 3 ชิ้น ได้แก่ โทรทัศน์ Samsung smart TV จอ L.E.D. 3มิติรุ่นล่าสุด 40 นิ้ว 1 เครื่อง  เครื่องทำน้ำอุ่น 1 เครื่อง ไมโครเวฟ 1 เครื่อง มูลค่าเกือบ 40,000 บาท

หมายเหตุ ทุกห้องของผมวิวดี ไม่มีตึกบัง
ดู VDO ที่ผมถ่ายภายในห้อง ที่ http://youtu.be/Y9j1a7pm-xk
 สาเหตุที่ท่านควรจะซื้อคอนโดวิช@สามย่าน
1. ที่ดินย่านนี้ส่วนใหญ่จะเป็นที่เซ้ง แต่ของโครงการวิช@สามย่าน เป็นที่ซื้อขาด เพราะฉะนั้น ท่านจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ตั้งคอนโดนี้
2. สำนักงานใหญ่ของดีแทคย้ายมาที่อาคารจามจุรีสแควร์ทั้งหมด (อาคารจามจุรีสแควร์เป็นที่เซ้ง ของจุฬาฯ)
3. อาคารพาณิชย์บริเวณตลาดสดสามย่านเก่า ทางจุฬาฯ ได้ทยอยทุบทิ้ง เพื่อจะพัฒนาปรับปรุงเป็นคอมเพล็กซ์ ซึ่งจะทำให้บริเวณสามย่านนี้มีความเจริญมากขึ้น**
4. มีลูกค้าแน่นอนคือ ผู้ปกครองของนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดม สาธิตจุฬาและนิสิตจุฬา รวมทั้งข้าราชการและครูอาจารย์
5. ศูนย์ข้าราชการ กทม. บางส่วนจะย้ายมาอยู่ที่บริเวณถนนบรรทัดทอง ซึ่งอยู่ใกล้กับสามย่านมาก****
6.การขยายครอบครัวของคนเยาวราช
7. โครงการสวนลุมไนท์บาซ่าร์ ที่เซ็นทรัลประมูลได้คาดว่าจะเริ่มพัฒนาโครงการในปี 2556
8.ห่างจากสถานีรถไฟใต้ดินสามย่านเพียงแค่เดิน 3 นาที และเดิน 10 นาทีก็ถึงสวนลุมแล้ว
9. ทาง กทม. กับรัฐบาลชุดปัจจุบันมีโครงการที่จะทำรถไฟฟ้าโมโนเรลล์ จากสยาม มาบุญครอง  ผ่านหน้าบริเวณมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ไปถึงบริเวณสามย่านแล้ว อ้อมไปถึงถนน  อังรีดูนังค์
10. ความต้องการที่พักอาศัยในย่านนี้จะมีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น คนทำงานย่านสีลม สุรวงค์ ซึ่งบริเวณนี้แทบไม่มีโครงการใหม่เกิดขึ้น
****กทม.จับมือจุฬาฯ พัฒนาที่ดินสามย่าน ผุดสวนสาธารณะ 10 ไร่ ในพื้นที่ พร้อมศึกษาสร้างระบบเชื่อมรถไฟฟ้าสายสีลม ถ.พระราม 1 และรถไฟฟ้าใต้ดิน ถ.พระราม 4

นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้หารือร่วมกับ กทม.ในการพัฒนาพื้นที่บริเวณสามย่าน จำนวน 350 ไร่ หลังจากหมดสัญญากับบรรดาร้านอะไหล่รถยนต์หรือเซียงกงแล้ว โดยเบื้องต้นได้มีการตั้งคณะทำงานร่วมกัน ระหว่างสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ และ กทม.เพื่อร่วมกำหนดแผนในการปรับปรุงพื้นที่ร่วมกันตามแผนแม่บทระหว่างภาครัฐ กับเอกชน
ทั้งนี้ ทางจุฬาฯ มีนโยบายที่จะมอบพื้นที่บางส่วนเพื่อให้ กทม.ร่วมใช้ประโยชน์ โดย กทม.จะใช้พื้นที่ 5 ไร่ที่อยู่ระหว่างถนนบรรทัดทองและซอยจุฬาฯ 5 ในการสร้างศูนย์ราชการของเขตปทุมวัน แบ่งเป็น สำนักงานเขต ศูนย์อนามัย สถานีดับเพลิง และศูนย์เยาวชน และในพื้นที่ว่างบริเวณซอยจุฬาฯ 5 จำนวน 10 ไร่ จะทำการสร้างสวนสาธารณะเพื่อเป็นการปรับปรุงภูมิทัศน์ที่ดีขึ้น
นาย ธีระชน กล่าวว่า นอกจากนี้สำนักการโยธา(สนย.) จะมีการขยายถนนในพื้นที่ 2 เส้น คือ ถนนบรรทัดทอง จากเดิมกว้าง 16 เมตร จะขยายเป็น 30 เมตร และซอยจุฬาฯ 5 เดิมกว้าง 15 เมตรให้เป็น 20 เมตร เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง ระหว่างถนนพระราม 1 กับพระราม 4 ซึ่งในส่วนของการก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับ กทม.ทั้งหมด กทม.จะลงทุนก่อสร้างเอง ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะใช้งบประมาณเท่าไหร่ นอกจากนี้ ในส่วนของการอำนวยความสะดวกในการใช้พื้นที่นั้น จุฬาฯ ได้มีนโยบายให้ กทม.สามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่หน้า ฮาร์ดร็อค คาเฟ่ และลานหน้าจามจุรี สแควร์ ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ (30 สิงหาคม 2552)

กทม.ร่วมมือจุฬาฯ โครงการโมโนเรล พญาไท ยาว 2.5 กิโลเมตร มั่นใจผู้ใช้บริการหลักหมื่น จาก 4 สถานศึกษา
นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผูว่าฯ กทม.เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้ร่วมกับ รศ.น.อ.นพ.เพิ่มยศ โกศลพันธุ์ รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายจัดการทรัพย์สิน และผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น รศ.มานพ พงศทัต รศ.ประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ ถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าโมโนเรล (Monorail) หรือระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยวได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า ที่ ประชุมเห็นพ้องที่จะดำเนินโครงการก่อสร้างระบบรถไฟฟ้าโมโนเรลนำร่องสายแรกบน ถนนพญาไท ตั้งแต่อาคารจามจุรีสแควร์ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าใต้ดิน เป็นแนวยาวบนเกาะกลางถนนของถนนพญาไทมาบรรจบกับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม สแควร์ รวมระยะทางทั้งสิ้น 2.5 กิโลเมตร มีจำนวน 3 สถานี ได้แก่ สถานี CU1 จามจุรีสแควร์ CU2 เตรียมอุดมศึกษา และ CU3 สยามสแควร์
โดยจะนำต้นแบบจากการศึกษาดูงานจากเซ็นโตซาโมโนเรล ที่ข้ามไปเกาะเซ็นโตซา มีสีโบกี้รถเป็นสีลูกกวาด 5 ตู้ 5 สี โดย กทม.จะนำมาปรับให้เหมาะสมกับพื้นที่ แต่คาดว่าไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเส้นทางที่ผ่านเป็นสถานศึกษา
ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้งบประมาณในการก่อสร้าง กว่า 2,000 ล้านบาท โดยจะเป็นการของบจากโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งผู้ว่าฯ กทม.ก็เห็นชอบในเรื่องนี้ และได้มอบหมายให้บริษัทที่ปรึกษาไปหารายละเอียดที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น จำนวนผู้โดยสารที่จะเข้าระบบ ซึ่งตนคิดว่าจะมีไม่ต่ำกว่าหมื่นคน เนื่องจากมีสถานศึกษาหลายแห่ง ทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงเรียนสาธิตแห่งจุฬาฯ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครรินทรวิโรฒ ปทุมวัน
นายธีระชนกล่าวต่อว่า ในระหว่างนี้ ทางจุฬาฯ ศึกษาดูบริเวณใดเหมาะสมที่จะก่อสร้างเป็นศูนย์ซ่อมบำรุง (Depot) ส่วนเส้นทางถนนบรรทัดทอง และถนนอังรีดูนังต์นั้น คาดว่าจะเป็นเฟสที่ 2 สำหรับการก่อสร้าง
ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 ธันวาคม 2552
**โครงการจามจุรี สแควร์ 2 ตามที่จุฬาฯ ศึกษาไว้เดิม ได้วางรูปแบบการพัฒนาโครงการเป็นรูปแบบมิกซ์ยูส (ผสม) ลักษณะเป็นกลุ่มอาคารเชื่อมต่อถึงกัน มีพื้นที่รวม 1.85-2.2 แสนตารางเมตร ประกอบด้วยพื้นที่โรงแรม 1-1.5 หมื่น ตารางเมตร ศูนย์การประชุม 1,000-2,000 ตารางเมตร ศูนย์การค้า 2.5-3 หมื่นตารางเมตร พื้นที่สำนักงาน 4-5.5 หมื่นตารางเมตร พิพิธภัณฑ์ 1,000-3,000 ตารางเมตร เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ 1-1.5 หมื่นตารางเมตร และที่จอดรถอีกประมาณ 1 แสนตารางเมตร



เศรษฐกิจครึ่งปีหลังจะเป็นอย่างไร

                                          เศรษฐกิจครึ่งปีหลังจะเป็นอย่างไร

          หลังจาก สศช.ประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 2 ออกมา ก็มีหลายหน่วยงานปรับตัวเลขการคาดการณ์ GDP ลงแต่บางหน่วยงานทั้งของรัฐและเอกชนก็ได้ปรับลงไปก่อนหน้านี้ไปแล้ว แต่ที่น่าตกใจก็คือ การปรับลดการคาดการณ์ GDP ไทย โดยเครดิตสวิสซึ่งได้ปรับลดลงจากเดิม 4% เหลือเพียง 2.70% และปรับคาดการณ์เติบโตของการส่งออกของไทย เหลือเพียง 3% จากเดิมที่ 4.5% มิหนำซ้ำยังปรับลดการคาดการณ์ GDP ไทยปี 2557 ลงเหลือ 4.5% จากเดิมที่ 5% โดยเครดิตสวิสให้เหตุผลว่าการใช้จ่ายที่ลดลงของผู้บริโภคโดยเฉพาะครัวเรือนในชนบท และความล่าช้าในการลงทุน แต่มองว่าการส่งออกในครึ่งปีหลังน่าจะดีกว่าครึ่งปีแรก ส่วนกรรมการ กนง. บางท่านก็เป็นห่วงเรื่องการลดขนาดมาตรการผ่อนคลายการเงิน QE ของสหรัฐ จะมีผลต่อการลงทุนในเอเชียอีกนาน ดูแล้วมีโอกาสที่การประชุม กนง.ครั้งต่อไป 16 ตุลาคม อาจจะมีเซอร์ไพรส์ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% เพราะว่าครั้งที่แล้ว คำพูดของกนง. ออกมาในโทนเป็นห่วงภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนตัวลงอยู่ด้วย ก็จะเป็นข่าวดีข่าวหนึ่งท่ามกลางข่าวร้ายมากมายในช่วงนี้ นอกจากนั้นเราคงยังต้องติดตามดูตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐหลายๆ ตัว ที่จะประกาศในเดือนนี้ รวมทั้งตัวเลขอื่นๆ  ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขยอดของรถยนต์ กิจกรรมทั้งภาคการผลิตและบริการ ที่จะทยอยประกาศ ซึ่งจะทำให้เราพอจะคาดเดาว่า FED จะมีการลดเม็ดเงิน QE ลงไหม หรือถ้าลด จะลดมากน้อยแค่ไหน ในเดือนกันยายนนี้ซึ่งจะมีผลต่อเม็ดเงินที่จะเข้ามาลงทุนในไทยด้วย ความเห็นของผมต่อการลดขนาดของมาตรการ QE ถ้าไม่เกิน 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน(ซึ่งไม่น่าจะเกิน) น่าจะไม่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก เพราะว่าเรื่องนี้ได้ถูก Priced in ไปเรียบร้อยแล้ว แต้ถ้าขนาดของเม็ดเงินที่ลดลงมากกว่านี้มากๆ เช่น ลดไป 40,000 ล้านเหรียญ(ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้น) คงจะส่งผลให้ตลาดหุ้นมีการปรับตัวลงแน่นอน แต่จะเป็นการลดลงชั่วคราว เพราะว่าถ้า FED ลดขนาดของเม็ดเงินลงมากขนาดนี้ ก็น่าจะแสดงว่าตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐในมือ FED น่าจะมีตัวเลขที่ชี้ให้เห็นว่ามีการฟื้นตัว ของเศรษฐกิจสหรัฐอย่างชัดเจน ซึ่งน่าจะทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นได้ ในภายหลัง เพราะว่าในภาวะที่เศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุนที่สุด เพราะว่าการที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว นั่นหมายความว่ายังมีเวลาอีกหลายปีที่เศรษฐกิจจะขึ้นไปถึงจุดอิ่มตัว ผลประกอบการของบริษัทห้างร้านต่างๆ จะดีขึ้น ทำให้นักวิเคราะห์และนักลงทุนปรับการคาดการณ์ตามไปด้วย และยอมจ่ายเงินซื้อหุ้นที่ระดับ  P/E สูงขึ้น ยิ่งทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นเป็นทวีคูณ หลังจากเศรษฐกิจดีขึ้นราคาหุ้นสูงขึ้น ก็จะมีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ทำให้ความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์มากขึ้นตามไปด้วย ก็จะเป็นจังหวะที่ควรจะลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์หรือหุ้นของกิจการที่ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ
          วกกลับมาดูเศรษฐกิจไทย ทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค) มองว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 น่าจะเป็นจุดที่ต่ำสุดแล้ว เพราะว่ามีตัวเลขเศรษฐกิจบางตัวในเดือนกรกฎาคม เริ่มมีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้น เช่น ตัวเลขการส่งออกเดือนกรกฏาคม เริ่มมีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้น เช่น ตัวเลขการส่งออกเดือนกรกฎาคมที่ขยายตัว 0.8% เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งได้อานิสงค์จากการขยายตัวของการส่งออกหมวดอิเลคทรอนิกส์ ส่วนการนำเข้าเดือนกรกฎาคมขยายตัว 1.10% ซึ่งเกิดจากการนำเข้าสินค้าประเภทวัตถุดิบที่ขยายตัวมากถึง 12.50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและ 2.50% จากเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แสดงว่าผู้ผลิตไทยน่าจะได้รับออร์เดอร์จากลูกค้ามาแล้ว จึงมีการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อมาใช้ในการผลิตเพื่อส่งออกและจำหน่ายในประเทศมากขึ้น ตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนถึงแม้ยอดการจัดเก็บภาษี VAT ณ ราคาคงที่ในเดือนกรกฎาคมจะหดตัวลง 1.90% แต่ถ้าเจาะลึกลงไปจะเห็นว่า VAT บนฐานการบริโภคในประเทศยังขยายตัวเป็นบวกถึง 5.50% แต่ที่ขยายตัวติดลบ คือ VAT จากการนำเข้าโดยติดลบถึง 9.30% ส่วนปัจจัยที่น่าเป็นห่วงก็คือหมวดพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน ถ้าสหรัฐซีเรียจริง ก็จะทำให้ราคาน้ำมันโลกสูงขึ้นทันที เมื่อมารวมกับการขึ้นราคาของก๊าซ LPG ในประเทศ ก็อาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของเราสูงขึ้น แต่โชคดีที่เงินเฟ้อของเราช่วงนี้ค่อนข้างต่ำจึงไม่น่าจะส่งผลกระทบมากมายนัก ความเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท) เองก็สอดคล้องกับการ สศค. ที่เห็นว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะทยอยปรับตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลัง ส่วนรายงานภาวะอสังหาริมทรัพย์ในเขต. กรุงเทพฯและปริมณฑล ในเดือนกรกฏาคมยังมีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่องทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน คุณอนันต์ อัศวโภคิน แห่งแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ก็เพิ่งให้สัมภาษณ์ว่าภาวะอสังหาครึ่งปีหลังจะชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก
          ส่วนตลาดหุ้นบ้านเรา น่าจะมีจุดต่ำสุดไม่ต่ำกว่า 1,250-1,260 จุด ยกเว้นแต่จะมีข่าวร้ายใหม่ๆ หรือ พรบ. 2 ล้านล้านบาท ซึ่งผมเชื่อว่าจะผ่านสภาได้แน่นอน แต่ไปตกม้าตายที่ศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าศาลตีความว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ พรบ.นี้ก็จะตกไป ตลาดหุ้นไทยก็คงลงไปอีกรอบเป็นแน่

                                                                                                                                             กิติชัย เตชะงามเลิศ
                                                                                          17/9/56
หนังสือ "จาก 1 ล้านเป็น 500 ล้าน ผมทำอย่างไร" ยอดขายขื้นอันดับหนื่งตั้งแต่วันแรกจำหน่ายและครองอันดับ 1 ติดต่อกันมานาน

ติดตามแนวทางการลงทุนของผมได้ที่ 
Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
Twitter : http://twitter.com/value_talk 
Youtube : http://www.youtube.com/user/wittayu9
Blog :  http://kitichai1.blogspot.com

หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 หรือหน้า B10 และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Stock Review, Me(Market Evolution), Glow และ Lisa  ทุกเดือน
     

สนใจซื้ออสังหาเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ลองเข้า http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty

ขายดาวน์คอนโดสุขุมวิทลีฟวิ่งทาวน์ อโศก เดิน 2 นาที จากรถไฟใต้ดินเพชรบุรี, 8 นาทีจากสถานีแอร์พอร์ตลิ้ง และ 1 นาทีจากท่าเรือเพชรบุรี ราคาต่ำกว่าโครงการสุด ๆ

          โครงการ มี 36ชั้น 453 ยูนิต ที่จอดรถ 540 คัน   มี สระว่ายน้ำ ห้องออกกำลังกาย และห้องล็อคเกอร์ ซาวน่า สตีม แยกชายหญิง
            ห้องเลขที่ 299/40(502) ชั้น 5 แบบห้องเอ เนื้อที่ 60 ตารางเมตร ไม่มีตึกบัง ราคา 4,800,000 บาท มี   1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ  1ห้องรับแขก เฟอร์นิเจอร์บางส่วน พร้อมเครื่องปรับอากาศ  2 เครื่อง รวมทั้งที่จอดรถ 1 คัน ห้องหันทิศเหนือ ให้เช่าห้อง 22,000 บาท/เดือน โครงการใกล้กันขนาดเท่ากัน ขายกันที่ 9,000,000 บาท

ดู VDO ที่ผมถ่ายภายในห้อง ที่ http://youtu.be/MejmuRp3pGQ