จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร

จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร
เล่าประสบการณ์การลงทุนของผมที่นำไปใช้ได้ง่ายๆ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ #หุ้น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ #หุ้น แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2563

การบินไทย ใครๆก็รัก?


                                             การบินไทย ใครๆก็รัก
?

 

            หลังจากการบินไทยเข้าสู่ศาลล้มละลายกลางแล้ว คงจะต้องมีแผนปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการลดทุนของผู้ถือหุ้นเดิม และมีเม็ดเงินใหม่เข้ามาโปะ เพื่อให้การบินไทยมีสภาพคล่องสำหรับบริหารจัดการธุรกิจได้ต่อไป ประชาชนจะต้องเป็นหูเป็นตากัน อย่าให้รัฐบาลเอาเม็ดเงินภาษีของพวกเราไปโปะในแผนฟื้นฟูกิจการครั้งนี้ ควรจะเป็นหน้าที่ของเจ้าหนี้ทั้งหลายที่จะต้องนำเงินของตนเข้ามาโปะ เพื่อให้การบินไทยสามารถการดำเนินธุรกิจได้ต่อไป การบินไทยไม่ใช่สมบัติของชาติที่ต้องหวนแหน จะเอาเงินของชาติไปผลาญไม่ได้เป็นอันขาด

 

          สาเหตุที่ผมมีความเห็นดังกล่าวข้างต้นก็เพราะว่า งบการเงินที่ประกาศมากออกมาของการบินไทยในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา(ภาพที่ 1) ปรากฏว่าขาดทุน 6 ปี โดยมี 5 ปีที่ขาดทุนในระดับที่มากกว่า 10,000 ล้าน และมี 1 ปีที่ขาดทุน 2 พันกว่าล้าน มีอยู่ปีเดียวคือปี 2559 ที่มีกำไร ซึ่งก็ทำกำไรได้เพียง 15 ล้าน ซึ่ง เป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับผลขาดทุนในแต่ละปี สรุปตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปี 2562  รวม 7 ปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าการบินไทยมีผลประกอบการเป็นขาดทุนสุทธิรวมแล้วถึง 66,486 ล้านบาท ถ้าไม่ใช่สายการบินแห่งชาติและมีรัฐบาลอุ้มชู คงเจ๊งไปนานแล้ว นี่ขนาดว่าในอดีตกระทรวงการคลังช่วยค้ำประกันหุ้นกู้ด้วย






ภาพที่ 1: ผลประกอบการของบริษัทการบินไทยจำกัด ช่วงระหว่างปี 2556 ถึง 2562

ที่มา: finnomena           

 

             อดีตที่ผ่านมาเราก็ได้เห็นบริษัทที่จดทะเบียนและไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่ต้องเลิกกิจการไปที่มีผลประกอบการขาดทุนจนมีหนี้สินล้นพ้นตัว ต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลายแล้วมีการปรับโครงสร้างหนี้ในขั้นตอนต่อมา ล่าสุดบริษัทการบินไทยจำกัดก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่ประสบภาวะดังกล่าว เมื่อเทียบกับสายการบินอื่นๆ จะเห็นได้ว่าผลประกอบการของการบินไทยห่วยแตกจริงๆ ผมขอยกตัวอย่างกรณีผลประกอบการของสายการบิน Delta Airline(ภาพที่ 2) มาเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน ปี 2017(2560) เดลต้าแอร์ไลน์กำไร 3.205 พันล้านเหรียญ(99,996 ล้านบาท) ปี 2018(2561) มีกำไร 3.935 พันล้านเหรียญ(122,772 ล้านบาท)  กำไรเพิ่มขึ้น 22.78% ในขณะที่ปี 2019(2562) มีผลกำไร 4.767 พันล้านเหรียญ(148,730 ล้านบาท)  โดยมีผลกำไรเพิ่มขึ้น 21.14%




ภาพที่ 2: ผลประกอบการของ เดลต้าแอร์ไลน์ ช่วงระหว่างปี 2560 ถึง 2562

ที่มา: https://www.macrotrends.net/

 

 

           หรือจะมาดูผลประกอบการของ Singapore Airlines(ภาพที่ 3) ซึ่งเป็นสายการบินของเพื่อนบ้านในอาเซียนด้วยกัน  และเป็นคู่แข่งของการบินไทย จะเห็นได้ว่าปี 2017(2560) สิงคโปร์แอร์ไลน์กำไร 360.4 ล้านเหรียญสิงคโปร์(8,271 ล้านบาท) ปี 2018(2561) มีกำไร 1,301.60 ล้านเหรียญสิงคโปร์(29,872 ล้านบาท)   และปี 2019(2562) กำไร 682.70 ล้านเหรียญสิงคโปร์(15,668 ล้านบาท) ซึ่งเราจะไม่ดูผลประกอบการของปี 2020 ซึ่งทุกสายการบินทั่วโลกล้วนแล้วแต่ประสบปัญหาขาดทุน เนื่องมาจากสถานการณ์ระบาดของไวรัส covid-19 


         ผมยังจำได้ว่าเมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว การบินไทยกับสิงคโปร์แอร์ไลน์เป็นคู่แข่งที่พอฟัดพอเหวี่ยงกันได้อย่างดี  หลังจากนั้นเราก็ถูกสิงคโปร์แอร์ไลน์ทิ้งไปยังไม่เห็นฝุ่น สาเหตุสำคัญเกิดจากไม่เคยมีผู้บริหารหรือบอร์ดที่เป็นมืออาชีพจริงๆ เหมือนกับสายการบินแห่งชาติของประเทศอื่น ทั้งยังมีการคอรัปชั่นในองค์กรเกือบทุกระดับ การบริหารจัดการของการบินไทยก็แย่มากเมื่อเทียบกับ Singapore Airlines ที่เป็นคู่แข่งของเรา 




 ภาพที่ 3: ผลประกอบการของ Singapore Airlines ช่วงระหว่างปี 2560 ถึง 2562

ที่มา: Yahoo Finance

 

          ในเมื่อสภาวะที่ธุรกิจสายการบินดำเนินแบบปกติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การบินไทยเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่สายการบินที่ประสบปัญหาการขาดทุนจากผลดำเนินการ ในขณะที่สายการบินส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่มีผลประกอบการที่มีกำไรอย่างเป็นกอบเป็นกำ  เมื่อมาดูสถานการณ์การระบาดของไวรัส covid-19 ซึ่งยังไม่สามารถทำนายได้เลยว่า จะสิ้นสุดลงเมื่อใด สถานการณ์ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวและการเดินทางจะเริ่มฟื้นตัวได้เมื่อไหร่ซึ่งคาดว่าอย่างเร็วก็ไม่ต่ำกว่า ปีขึ้นไป ที่อุตสาหกรรมเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการเดินทางจะกลับเข้ามาอยู่เท่ากับระดับที่ก่อนจะเกิดการระบาดของไวรัส

 

         กระทั่งวอร์เรนบัฟเฟตต์นักลงทุนในตำนาน ยังขายทิ้งหุ้นของบริษัทสายการบินที่ถืออยู่ทั้งหมด ถึงแม้ว่าจะขาดทุนก็ตาม คงน่าจะเป็นเพราะว่ายังมองไม่เห็นอนาคตของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสายการบิน ดังนั้นรัฐบาลไทยไม่ควรจะต้องนำเงินภาษีของประชาชนมาใส่ในบริษัทการบินไทยอีกต่อไป ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหนี้ทั้งหลาย หาเงินมาใส่ในกิจการเพื่อให้กิจการสามารถดำเนินต่อไปได้ ทางคณะกรรมการปรับโครงสร้างหนี้ควรจะดูแบบอย่างจากเจแปนแอร์ไลน์ ที่ประสบปัญหาก่อนหน้านี้ว่าเขาบริหารจัดการกันอย่างไรจึ งสามารถกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงเวลาเพียงไม่นาน ถ้าธุรกิจดำเนินต่อไปได้ด้วยดี ในที่สุดเจ้าหนี้ก็จะได้รับชำระหนี้ เมื่อปรับโครงสร้างหนี้ได้สำเร็จ


กิติชัย เตชะงามเลิศ

    18/8/63







  ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยกรอกอีเมลของท่าน ในช่องใต้ Follow by Email ทางด้านขวามือ เมื่อมีบทความใหม่ๆ ก็จะมีการส่งอีเมลแจ้งเตือนให้ท่านทราบ เพื่อจะได้ไม่พลาดบทความดีๆกันนะครับ



ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่

 Instagram : https://www.instagram.com/gid_kitichai/

ทีซีกรีน พระราม 9 ห้องมุม ถูกสุดใน 3 โลก แต่งสวย วิวสุดยอด ขายและให้เช่า









      ห้องที่จะขายและให้เช่า 1 นอน 1 น้ำ 37.97 ตารางเมตร ฝ้าเพดานสูง 2.7 เมตร ไม่ติดลิฟท์ ห้องมุมที่สวยที่สุด ของตึก D วิวสวนและคลองสวยมาก แต่งสวย วิวสุดยอด มี ผ้าม่าน 2 ชั้น เครื่องดูดควัน แอร์ 2 ตัว ตู้เย็น เครื่องซักผ้าฝาหน้า Digital TV 40 นิ้ว เครื่องทำน้ำร้อน และ Microwave ไม่ติดลิฟท์และห้องขยะ ราคา 3,200,000 บาท ค่าเช่า 13,000 บาท/เดือน

 

 ดู VDO @ https://youtu.be/qxddWbHMyMo

 

สามารถดาวน์โหลดรูปภาพและวีดีโอทั้งหมดของ TC Green พระราม 9  ได้ที่

 

https://photos.app.goo.gl/BE4Eb33NVNzX2Pqu6

 

หรือ https://www.dropbox.com/sh/emat3nvre55qiy6/AADkaFSXO9scXpwFElDTBw_va?dl=0

 

ที่ตั้งโครงการ : ห่างจาก MRT พระราม 9 ประมาณ 900 เมตร ติดถนน 2 ด้านคือ ถนนพระราม 9 และ ถนนจตุรทิศ(ถนนเลียบทางด่วนขั้นที่ 2 ศรีรัช) แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10320 พิกัด 13.753889, 100.575369    

 

       

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2562

ลงทุนอะไรดีในช่วงดอกเบี้ยเงินฝาก 1.5 เปอร์เซ็นต์ (ตอนที่ 18)

 ลงทุนอะไรดีในช่วงดอกเบี้ยเงินฝาก 1.5 เปอร์เซ็นต์ (ตอนที่ 18



         เมื่ออ่านบทความชุดนี้แล้ว  อยากจะเริ่มลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์กันขึ้นมาแล้วใช่ไหมครับโดยเฉพาะคอนโดมิเนียม ปัญหาที่ตามมาคือว่าจะซื้อห้องแบบไหนดี จะเลือกกี่ห้องนอนดี ผมขอแนะนำง่ายๆครับ เฉพาะทำเลสุขุมวิท เพลินจิต สาธร จะมีความต้องการทุกประเภทครับ ส่วนทำเลอื่นๆ Studio กับ 1 ห้องนอนจะเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า เพราะว่าทำเลข้างต้นมีอุปทานที่เป็นอาคารพาณิชย์ บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์มาแย่งลูกค้าไม่มากนัก และ 3 อย่างนี้มี Expat ต้องการอาศัยอยู่มาก ซึ่ง Expat หลายๆคนมาทำงานที่เมืองไทยได้อพยพครอบครัวมาอยู่ด้วยกัน อุปทานประเภท 2-4 ห้องนอน จึงมีไม่เพียงพอ เพราะว่าโครงการใหม่ๆ จะมุ่งเน้นทำประเภท Studio และ 1 ห้องนอน มากกว่าแบบ 2-4 ห้องนอน และขนาดห้อง 2-4 ห้องนอนของโครงการที่ทำมาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะมีขนาดที่เล็กมาก ทำให้ครอบครัว Expat โดยเฉพาะชาวตะวันตกที่รูปร่างใหญ่ และคุ้นเคยกับขนาดห้องที่กว้าง รู้สึกอึดอัดกับขนาดของคอนโดรุ่นหลังๆที่มีขนาดเล็ก จึงเป็นโอกาสดีที่คอนโดเก่าๆที่มีอายุ 10-20 ปีขึ้นไป กระโดดขึ้นมาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการที่จะตอบโจทย์ทางกลุ่มที่ต้องการห้องที่มีขนาดใหญ่หน่อย อีกทั้งราคาค่าเช่าคอนโดเก่าที่ถูกกว่าคอนโดใหม่ๆจึงทำให้พักหลังๆมีการเปลี่ยนมือของคอนโดขนาด 2-4 ห้องนอนมากขึ้น เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมากสำหรับคอนโดเก่าในเมืองไทย ที่มีราคาต่ำกว่าคอนโดใหม่ในบริเวณเดียวกันถึง 40-60% ในขณะที่ถ้าเป็น London หรือ Newyork ราคาจะต้องต่างกันประมาณ 20-30% เท่านั้น

ลงทุนอะไรดีในช่วงดอกเบี้ยเงินฝาก 1.5 เปอร์เซ็นต์ (ตอนที่ 10)

 ลงทุนอะไรดีในช่วงดอกเบี้ยเงินฝาก 1.5 เปอร์เซ็นต์ (ตอนที่ 10)  




             รูปแบบถัดมา DOUBLE TOP และ TRIPLE TOP ซึ่งทั้ง 2 รูปแบบเป็นการเคลื่อนไหวที่มีการสร้างจุดสูงสุดอยู่ในระดับเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน โดยที่ DOUBLE TOP จะเป็นจุดสูงสุด 2 จุดในขณะที่ TRIPLE TOP จะมีจุดสูงสุด 3 จุด โดยปกติเมื่อราคาหุ้นเมื่อเกิด DOUBLE TOP หรือ TRIPLE TOP แล้ว ถ้ามีการดีดราคาขึ่นมาอีกครั้ง ส่วนใหญ่จะมีจุดสูงสุดดังกล่าวนั้นเป็นแนวต้าน ทำให้ราคาหุ้นต้องปรับตัวลง ยกเว้นแต่การปรับขึ้นมารอบหลังมีมูลค่าการซื้อขายมากกว่า 2 หรือ 3 รอบ กรณี DOUBLE TOP และ TRIPLE TOP ตามลำดับ ก็อาจจะทำให้ราคาหุ้นที่ขึ้นมารอบหลังสามารถตีทะลุขึ้นไปได้ ซึ่งจุดสูงสุดเดิมก็จะกลายเป็นแนวรับที่แข็งแกร่งในทันที  ในทางกลับกัน DOUBLE BOTTOM และ TRIPLE BOTTOM โดยทั้ง 2 รูปแบบเป็นการเคลื่อนไหวที่มีการสร้างจุดต่ำสุดอยู่ในระดับเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน โดยที่ DOUBLE BOTTOM จะเป็นจุดต่ำสุด 2 จุด ในขณะที่ TRIPLE BOTTOM จะมีจุดต่ำสุด 3 จุด  โดยปกติเมื่อราคาหุ้นเมื่อเกิด DOUBLE BOTTOM หรือ TRIPLE BOTTOM แล้วถ้ามีการปรับตัวลงมาอีกรอบหนึ่ง ส่วนใหญ่จะมีจุดต่ำสุดดังกล่าวเป็นแนวรับ ทำให้ราคาหุ้นมีการเด้งกลับขึ้นไป เว้นแต่การปรับตัวลงมารอบนี้มีมูลค่าซื้อขายเข้ามาหนาแน่นกว่าเดิมมากๆ โอกาสที่จะทะลุจุดต่ำสุดเดิม สร้างจุดต่ำสุดใหม่ก็จะมีมากขึ้น ซึ่งจุดต่ำสุดเดิมก็จะกลายเป็นแนวต้านที่แข็งแกร่งขึ้นมาทันที เมื่อราคาหุ้นมีการดีดกลับขึ้นมา

               ภาพที่ 1: DOUBLE TOP เครดิตภาพ : forex

ลงทุนอะไรดีในช่วงดอกเบี้ยเงินฝาก 1.5 เปอร์เซ็นต์ (ตอนที่ 9)

ลงทุนอะไรดีในช่วงดอกเบี้ยเงินฝาก 1.5 เปอร์เซ็นต์ (ตอนที่ 9)  




              จากบทความตอนที่ผ่านมา ได้รู้จัก INDICATOR ไป 7 ตัวแล้ว แต่เท่านั้นยังไม่พอ การรู้จักเส้นแนวโน้มจากราคาก็เป็นความรู้พื้นฐานที่ท่านนักลงทุนที่สนใจจะใช้การวิเคราะห์เทคนิคช่วยในการตัดสินใจได้ง่ายๆ เช่นกัน เช่น เส้นแนวโน้มขาขึ้น (UPTREND LINE) หรือขาลง (DOWNTREND LINE) สามารถลากด้วยตัวเองได้ไม่ยากเลย  เมื่อเราเห็นจุดต่ำสุด ที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ เราก็สามารถลากเส้นแนวโน้มขาขึ้นโดยมาจากจุดที่ต่ำสุดจุดก่อนไปยังจุดต่ำสุดถัดไป แล้วลากต่อยาวออกไปทางด้ายขวามือ ก็จะได้เส้นแนวโน้มขาขึ้นแล้ว เมื่อใดที่หุ้นปรับตัวลงมา เส้นแนวโน้มเส้นนี้ก็จะเป็นแนวรับที่ดีที่จะรองรับการปรับตัวลงได้ แต่ถ้าทะลุลงมา หมายความว่าหุ้นอาจจะกำลังเปลี่ยนแนวโน้มแล้ว จะเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาลง หรือ SIDE WAY ออกด้านข้างก็ได้

               โดยจะเริ่มจากเส้นแนวโน้มขาลง ซึ่งง่ายมาก เมื่อเราเห็นจุดสูดที่ต่ำลงมาเรื่อยๆ เราก็สามารถลากเส้นแนวโน้มขาลง โดยการลากจากจุดที่อยู่สูงที่สุดก่อนหน้าไปยังจุดสูงที่สุดถัดไป แล้วลากต่อไปทางขวามือ ก็จะได้เส้นแนวโน้มขาลง เมื่อหุ้นตัวนี้เด้งขึ้นมาก็จะเจอกับเส้นแนวโน้มขาลงตัวนี้สกัดต้านเอาไว้ แต่ถ้าการดีดตัวมีความแข็งแกร่งมาก อาจจะทะลุเส้นแนวโน้มนี้ได้ แล้วอาจจะเปลี่ยนจากแนวโน้มลงเป็นแนวโน้มขึ้น หรืออาจจะเปลี่ยนเป็น SIDE WAY

               นอกจากเส้นแนวโน้มขาขึ้นและขาลงแล้ว ยังมี รูปแบบต่อเนื่อง (CONTINUOUS PATTERN) อีกหลายรูปแบบ รูปแบบที่เห็นได้บ่อยๆคือ รูปแบบสามเหลี่ยม(TRIANGLE) ซึ่งรูปแบบนี้ ท่านอาจจะต้องมีจินตนาการที่ดีในการมองเห็นรูปจากกราฟของแท่งราคาหุ้นแล้วสามารถมองออกมาได้ว่าเป็นรูปทรงสามเหลี่ยม หรืออาจจะต้องหาประสบการณ์ในการดูกราฟมากๆเข้าไว้ ในที่สุดพอเห็นรูปกราฟที่พอจะพล็อตเป็นรูปสามเหลี่ยมได้ ท่านจะสังเกตเห็นได้ทันทีที่เห็นรูปภาพนั้นๆ โดยที่รูปแบบสามเหลี่ยมนี้ยังแบ่งออกเป็น

ลงทุนอะไรดีในช่วงดอกเบี้ยเงินฝาก 1.5 เปอร์เซ็นต์ (ตอนที่ 8)

ลงทุนอะไรดีในช่วงดอกเบี้ยเงินฝาก 1.5 เปอร์เซ็นต์ (ตอนที่ 8)  




           จากบทความตอนที่ผ่านมา ได้รู้จัก INDICATOR ไป 4 ตัวแล้ว น่าจะพอได้แนวทางในการวิเคราะห์ทางเทคนิคกันบ้างพอสมควร แต่ยังไม่จบเพียงเท่านี้นะครับ ยังมี INDICATOR ตัวอื่นๆที่ควรจะทำความรู้จัก เพื่อทำให้การวิเคราะห์มีความถูกต้องและแม่นยำมากขึ้นครับ 

            5. BOLLINGER BAND ซึ่งประกอบด้วยเส้น 3 เส้นคือ เส้น UPPER BAND,  LOWER BAND และเส้นค่าเฉลี่ย ซึ่งปกติจะใช้ 20 วัน โดยเล้น UPPER BAND และเส้น LOWER BAND จะสร้างกรอบของราคาที่มีระยะห่างจากค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงกลาง ซึ่งระยะห่างของทั้งเส้น UPPER BANDและเส้น LOWER BAND จากเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่จะเท่ากับ 2 เท่าของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( STANDARD DEVIATION ) ในช่วงที่หุ้นตัวนี้มีราคาเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ระยะห่างของเส้นUPPER BAND และเส้น LOWER BAND จะน้อยมาก และเมื่อใดก็ตามที่ระยะห่างระหว่างเส้น UPPER BAND และเส้น LOWER BAND บีบตัวเข้าหากันจนแคบมากๆ นั่นหมายถึงการพร้อมที่จะมีการระเบิดของราคาหุ้นในระยะเวลาใกล้ๆแล้ว โดยที่จะมีการระเบิดของราคาขึ้นหรือลงของราคา ผมจะสังเกตุว่าถ้าราคาหุ้นในขณะนั้นขยับเข้าใกล้เส้น UPPER BAND ผมจะมองว่า หุ้นตัวนั้นมีแนวโน้มที่จะมีการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง ถ้าผมคิดจะซื้อ ก็จะรีบซื้อ ณ จุดนั้นทันที


 
เครดิตภาพ : commodity.com

ลงทุนอะไรดีในช่วงดอกเบี้ยเงินฝาก 1.5 เปอร์เซ็นต์ (ตอนที่ 7)

ลงทุนอะไรดีในช่วงดอกเบี้ยเงินฝาก 1.5 เปอร์เซ็นต์ (ตอนที่ 7)  




        บทความที่แล้วผมพูดถึง INDICATOR ตัวหนึ่งที่ชื่อว่า Moving average เรามาดู INDICATOR ตัวถัดไปกันครับว่ามีอะไรอีกบ้าง

            2. MACD (MOVING AVERAGE CONVERGENCE DIVERGENCE)  INDICATOR ตัวนี้เป็นตัวที่ดูไม่ยาก เพราะว่า ประกอบด้วยเส้น 2 เส้นเท่าน้น โดยเส้นแรกคือ เส้น MACD ส่วนเส้นที่ 2 คือ เส้นสัญญาน เมื่อเส้น MACD ตัดเส้นสัญญานขึ้นเหนือแกนศูนย์ นั้นคือสัญญาณบ่งบอกถึงภาวะBULLISH ในทำนองกลับกัน ถ้าเส้น MACD ตัดเส้นสัญญานลง ที่เหนือแกนศูนย์ แสดงว่าภาวะBEARISH มาแล้ว ยิ่งการตัดกันอยู่ใกล้กับแกนศูนย์ ความน่าเชื่อถือของสัญญาณที่เกิดขึ้นจะมีความแม่นยำมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการตัดขึ้นหรือตัดลงก็ตาม แต่ถ้าเป็นการตัดกันใต้เส้นศูนย์ ไม่ว่าจะเป็นการตัดขึ้นหรือตัดลงก็ตาม จากประสบการณ์ของผมบอกว่าความแม่นยำมีน้อย

ภาพที่ 1: MACD   เครดิตภาพ : Commodity

             เช่นเดียวกัน เวลาดู MACD ผมก็ดูทั้งรายวัน สัปดาห์ และรายเดือน เพราะว่าจะทำให้เห็นภาพทั้งระยะสั้น กลาง ยาว โดยปกติผมจะเริ่มดูจากเส้นรายเดือนก่อน เพื่อที่จะดูภาพระยะยาว ถ้าระยะยาวบอกว่าดี ด็มาดูระยะกลางต่อ แล้วตามด้วยระยะสั้น ถ้าสั้น กลาง ยาว เส้น MACD ตัดเส้นสัญญาณขึ้นในระดับเหนือเส้นศูนย์ แล้วเส้นระยะสั้นพึ่งจะตัดขึ้นด้วย ยิ่งดีใหญ่เลย แสดงว่าหุ้นตัวนี้เพิ่งส่งสัญญาณซื้อในระยะสั้น  อย่างนี้คงต้องรีบลุยกันเลย บางทีท่านอาจจะมีคำถามว่า แล้วจะตั้งค่า MACD และเว้นสัญญาณเท่าใดจึงจะดี จากที่ผมเคยใช้เป็นประจำคือใช้ตามค่า DEFAULT ที่ APPLICATION ตั้งค่าไว้

               3. RSI ( RELATIVE STRENGTH INDEX ) เป็นตัวที่บอกว่าราคาหุ้นตัวนั้นๆ OVERBOUGHหรือ OVERSOLD โดยปกติถ้าเส้น RSI ลงมาต่ำกว่า 30 แสดงว่าหุ้นตัวนั้นอยู่ในภาวะ OVERSOLD ในทางกลับกัน ถ้าเส้น RSI อยู่สูงกว่า 70 ก็แสดงว่าหุ้นตัวนั้นอยู่ในภาวะ OVERBOUGHT แต่จากประสบการณ์ของผมบอกว่า ถ้ายึดติดตัวเลข 30 และ 70 ก็มีโอกาสซื้อแพงขายหมูได้ตามลำดับ ดังนั้นทางที่ดีก็ควรดูอดีตของค่า RSI สำหรับหุ้นตัวนั้นๆว่าเคยลงไปต่ำสุดและขึ้นไปสูงสุดแค่ไหน แล้วสามารถอยู่ในระดับนั้นๆได้กี่วัน เพื่อเลี่ยงการซื้อแพงและขายหมู และโดยปกติผมจะใช้ RSI 14 วันเป็นหลัก นอกจากนั้นผมยังสร้างเส้นค่าเฉลี่ยแบบ EXPONENTIAL 7 วัน โดยเมื่อ RSI ตัดทะลุเส้นค่าเฉลี่ยขึ้นไป เป็นการแสดงสัญญาณที่ดี ในขณะที่เมื่อเส้น RSI ตัดเส้นค่าเฉลี่ยลง ก็เป็นแนวโน้มที่ไม่ดีและอย่าลืมดูทั้งรายวัน สัปดาห์ และรายเดือน เพื่อดูทั้ง ระยะสั้น กลาง และยาว


ภาพที่ 2: RSI   เครดิตภาพ : Investors Underground

ลงทุนอะไรดีในช่วงดอกเบี้ยเงินฝาก 1.5 เปอร์เซ็นต์ (ตอนที่ 6)

ลงทุนอะไรดีในช่วงดอกเบี้ยเงินฝาก 1.5 เปอร์เซ็นต์ (ตอนที่ 6)  




          บทความที่แล้วผมเกริ่นเกี่ยวกับเรื่องการวิเคราะห์ด้วยปัจจัยทางเทคนิค  บทความนี้มาดูกันครับว่าผมเลือกใช้ indicator ตัวไหนบ้างในการช่วยวิเคราะห์ และตัดสินใจในการจับไทม์มิ่งเพื่อซื้อหรือขายหุ้นกันครับ

         1. MOVING AVERAGE (MA) หรือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ มีหลายคนที่เริ่มศึกษาเรื่อง TECHNICAL ANALYSIS ใหม่ๆ มักจะชอบถามว่า ที่มาของ INDICATOR ทั้งหลายนั้น มีสูตรในการคำนวณเพื่อที่จะได้มาอย่างไร ผมเองก็เป็นคนหนึ่งในช่วงเวลาที่เริ่มศึกษาแนวทางนี้ ก็มีความสงสัยดังกล่าวเช่นกัน อาจจะเป็นเพราะสมัยเรียนหนังสือ วิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ผมชอบกระมัง ทำให้มีความอยากรู้ที่มาที่ไป แต่พอผ่านไปสักพัก ผมพบว่ามันไม่มีความจำเป็นแม้แต่น้อยที่จะรู้ที่มาของค่า INDICATOR ต่างๆ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดของการวิเคราะห์แบบนี้คือ การดูที่ผลลัพธ์ หรือกราฟที่แสดงออกมา แล้วเราตีความว่าอย่างไร การวิเคราะห์ทางเทคนิคนี้ ผมมีความรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่จะต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ เพราะว่ากราฟรูปเดียวกัน นักวิเคราะห์หลายคนอาจจะเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในรูปนั้นแตกต่างกัน ผู้ที่มีประสบการณ์ในการดูกราฟมานาน และมีความเชี่ยวชาญอาจจะเห็นหลายๆภาพซ้อนกันอยู่ในภาพเดียวกัน ซึ่งผมจะพูดถึงในโอกาสต่อไป 

ภาพที่ 1: MOVING AVERAGE (MA)    เครดิตภาพ : cns.bu.edu

ลงทุนอะไรดีในช่วงดอกเบี้ยเงินฝาก 1.5 เปอร์เซ็นต์ (ตอนที่ 5)

ลงทุนอะไรดีในช่วงดอกเบี้ยเงินฝาก 1.5 เปอร์เซ็นต์ (ตอนที่ 5)  




             บทความที่แล้วผมจบลงที่ตัวอย่าง หุ้นที่อยู่ในธุรกิจวัฏจักรตัวหนึ่ง ที่ให้ผลตอบแทนที่สุดมหัศจรรย์ และในทางกลับกัน ก็ให้อารมณ์ประเภทนรกมีจริง ดังนั้นการประเมินราคาที่เหมาะสมหุ้นกลุ่มวัฏจักรเป็นอะไรที่ประเมินยากมาก ถ้าคิดจะลงทุนหุ้นกลุ่มนี้ TIMING ที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงเวลาที่ธุรกิจนี้อยู่ในช่วง DOWN CYCLE มานานแล้ว และเริ่มมีสัญญาณว่าเริ่มฟื้นตัวแล้ว ช่วงนี้แหละเป็นช่วงที่เหมาะที่สุด ซื้อราคาไหนก็ได้ไม่แพง เพราะว่าเวลาขึ้นอย่างที่เห็นจากตัวอย่างหุ้น STA ซึ่งขึ้นได้รอบหนึ่งเป็นพันๆเปอร์เซนต์เลยทีเดียว แต่ปัญหาคือเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นสัญญาณฟื้นตัวที่แท้จริง เพราะว่าถึงแม้จะเป็นช่วงขาลงก็ตาม แต่ก็มีช่วง REBOUND ของราคาของผลิตภัณฑ์เป็นช่วงๆ ซึ่งก็พลอยทำให้ราคาหุ้นที่เกี่ยวข้องมีการ REBOUND ตามไปด้วยเช่นกัน บางครั้งทำให้นักลงทุนหลายคนเข้าใจผิดว่า จบช่วงขาลงแล้ว ทำให้ต้องติดหุ้นไปในที่สุด ผมจึงแนะนำว่า ถ้าเลี่ยงได้ ก็เลี่ยงเถอะ สำหรับหุ้น TURNAROUND ผมเองก็เคยเจ็บตัวและเข็ดเขี้ยวกับหุ้นกลุ่มนี้มาพอสมควร
          

เครดิตภาพ : ValueWalk

              กลับมากันที่ P/อันที่จริงตัว E ที่ท่านควรจะใช้ ควรจะเป็น ตัว E ในอนาคต โดยการประเมินกำไรที่จะเกิดขึ้นใน 3 ปีข้างหน้าและ G ควรจะมีการเติบโตเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 20% ตัดปัญหาคำถามที่ควรจะให้ค่า P/หุ้นแต่ละตัวที่เท่าใดก็หมดไป ส่วนท่านที่ชอบให้ HISTORICAL P/(P/E ในอดีต) โดยเอาค่าเฉลี่ยในอดีตมาใช้ แล้วอาจจะบวกหรือลบ 1 หรือ 2 STANDARD  DEVIATION พูดไปพูดมารู้สึกว่า อาจจะทำให้ท่านผู้อ่านงงมากขึ้น แทนที่จะเข้าใจมากขึ้น ขออนุญาตตัดบทเลยว่า เอาค่า PEG หรือPE/G ที่ต่ำกว่า หรือเท่ากับ 1 เท่า นี่แหละครับดีที่สุด

ลงทุนอะไรดีในช่วงดอกเบี้ยเงินฝาก 1.5 เปอร์เซ็นต์ (ตอนที่ 4)

ลงทุนอะไรดีในช่วงดอกเบี้ยเงินฝาก 1.5 เปอร์เซ็นต์ (ตอนที่ 4)  




          บทความตอนที่แล้วผมได้กล่าวถึงหลักในการลงทุนในตราสารทุนตามปัจจัยพื้นฐาน โดยพูดถึงเรื่อง Top Down ขอยกตัวอย่างจากประสบการณ์ตรงของผม เมื่อ 10 ปีที่แล้ว  สิ่งที่จุดประกายให้ผมสนใจธุรกิจประกันชีวิต มาจากการอ่านคำสัมภาษณ์ของนายกสมาคมประกันชีวิตจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ทำให้ผมเห็นโอกาสในการเจริญเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทย ว่ายังมีอีกมาก เนื่องจากฐานของคนไทยที่ทำประกันชีวิตยังต่ำอยู่ จนทำให้ผมได้เข้าไปลงทุนในหุ้นของบริษัทไทยพาณิชย์นิวยอร์คไลฟ์ประกันชีวิต (SCNYL) (ชื่อย่อในขณะนั้น ส่วนปัจจุบันคือบริษัทไทยพาณิชย์ประกันชีวิต  หรือชื่อย่อ SCBLIF) (ภาพที่ 1) ซึ่งสร้างผลตอบแทนแก่ผมมากกว่า 1,800%(จากเงินปันผลและ Capital gain) ภายในเวลาที่ถือครองหุ้นตัวนี้มา 7-8 ปี




ภาพที่ 1: SCBLIF

            ส่วนงบการเงินนั้น สิ่งที่ต้องดู ไม่ใช่เพียงแค่บรรทัดสุดท้าย หรือกำไรสุทธิ/หุ้นเท่านั้น ควรจะดูทุกรายละเอียดของงบการเงินนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นยอดขาย ต้นทุนขาย ซึ่งทำให้สามารถเปรียบเทียบการเติบโตของยอดขายทั้ง YOY ของบริษัททั้ง 3 และอัตราส่วน GROSS PROFIT MARGIN เทียบ YOY ของบริษัทเดียวกัน และเทียบกันระหว่าง 3 บริษัท ดูว่าบริษัทไหนที่มี GROSS PROFIT MARGIN ที่ดีกว่า และยังมียอดรายได้ที่โตขึ้น YOY มาตลอด 3 ปี บริษัทนี้เข้าเค้าแล้วว่า น่าจะเป็นบริษัทที่น่าสนใจลงทุน แต่ช้าก่อนเรายังมีขั้นตอนการสกรีนหุ้นที่จะลงทุนขั้นต่อไป โดยดูค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เพื่อดู EBIT/ยอดขายสุทธิ (EBIT=EARNING BEFORE INTEREST & TAX) เช่นเดียวกัน บริษัทไหนที่มีอัตราส่วนนี้ดีขึ้น YOY และดีกว่าบริษัทที่เหลือ บริษัทนั้นน่าสนใจที่สุด แต่ตอนจะเหลียวไปดูบรรทัดสุดท้าย ก็ควรตรวจสอบดูว่ามีรายการพิเศษบ้างไหม เช่น กำไร (ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยนหรือกำไร (ขาดทุน)จากราคาวัตถุดิบ หรือกำไรขาดทุนที่เกิดจากการขายทรัพย์สินหรือหุ้นของบริษัทในเครือหรือบริษัทย่อย  ถ้ามีรายการพวกนี้ควรจะนำไปหักออกจากกำไรสุทธิ แล้วควรจะบวกกลับภาษีที่เกิดขึ้นจากรายการเหล่านี้กลับเข้าไป เพื่อจะได้กำไรปกติสุทธิ/หุ้น ซึ่งจะเป็นตัวที่เราจะนำมาใช้คำนวณหา NET PROFIT MARGIN เปรียบเทียบทั้ง YOY และเทียบเคียงกันระหว่าง 3 บริษัท 

ลงทุนอะไรดีในช่วงดอกเบี้ยเงินฝาก 1.5 เปอร์เซ็นต์ (ตอนที่ 3)

ลงทุนอะไรดีในช่วงดอกเบี้ยเงินฝาก 1.5 เปอร์เซ็นต์ (ตอนที่ 3)  




              2 บทความที่แล้วผมที่กล่าวถึงผลตอบแทนที่ได้จากการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เมื่อเปรียบเทียบกับการฝากเงินธนาคาร โดยเน้นกล่าวถึงการลงทุนในตราสารหนี้ ตราสารทุนและอสังหาริมทรัพย์  โดยได้แนะนำหลักการลงทุนในตราสารหนี้ไปในบทความตอนที่ 2 ไปแล้วในบทความนี้จะมาพูดถึงหลักการลงทุนในตราสารทุนกันครับ

              ตราสารทุน เป็นตราสารที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของกิจการ โดยผู้ถือตราสารทุนจะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผล เมื่อกิจการประกาศจ่ายเงินปันผล  ซึ่งตราสารทุนมีทั้งในประเทศและต่างประเทศ ยิ่งปัจจุบันนี้เป็นโลกไร้พรมแดน ทำให้นักลงทุนทั่วโลกสามารถที่จะไปลงทุนในประเทศต่างๆได้ง่ายดายมากขึ้น สำหรับนักลงทุนไทยเอง ปัจจุบันนี้ทางธนาคารแห่งประเทศไทย ก็อนุญาตให้สามารถนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศได้ในปริมาณเงินที่กำหนดไว้ ทำให้นักลงทุนไทยมีทางเลือกในการลงทุนมากขึ้นและเป็นการกระจายความเสี่ยงของการลงทุนได้อีกทางหนึ่ง เปรียบเสมือนกับว่าไม่ได้เอาไข่มาใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียว เพียงแต่ว่าการลงทุนในตราสารทุนต่างประเทศ ก็จะมีความเสี่ยงเกี่ยวกับเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน

            อย่างเช่น นักลงทุนไทยหลายรายที่ไปลงทุนในตลาดหุ้นประเทศเวียดนาม บางครั้งถึงแม้ว่าจะได้กำไรจากราคาตราสารทุนที่ถือไว้ที่มีราคาสูงขึ้น แต่พอแลกเงินด่องเวียดนามเป็นเงินบาท กลับขาดทุนก็เห็นอยู่เรื่อยๆ นอกจากนั้นการเข้าใจวัฒนธรรมและนิสัยใจคอของคนในชาติต่างๆที่เข้าไปลงทุน ก็อาจจะไม่ลึกซึ้งเท่ากับที่นักลงทุนไทยเข้าใจคนไทยด้วยกัน โอกาสที่จะวิเคราะห์และตัดสินใจผิดพลาดก็มีอยู่สูงมากกว่า ทั้งยังข้อมูลในการประกอบการตัดสินใจ ก็น่าจะน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการลงทุนภายในประเทศ

            หลักในการลงทุนในตราสารทุนจะมีความซับซ้อนในการวิเคราะห์มากกว่าตราสารหนี้ โดยหลักๆจะแบ่งการวิเคราะห์เป็นแบบ

ลงทุนอะไรดีในช่วงดอกเบี้ยเงินฝาก 1.5 เปอร์เซ็นต์ (ตอนที่ 2)

ลงทุนอะไรดีในช่วงดอกเบี้ยเงินฝาก 1.5 เปอร์เซ็นต์ (ตอนที่ 2)  


                 
                จากบทความตอนที่ 1 การฝากเงินปีละ 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี(หลังหักภาษีดอกเบี้ยเงินฝากแล้ว) เมื่อครบ 30 ปี คุณจะได้เงินรวม 4,822,958 บาท  ดูเหมือนว่าจะเป็นจำนวนเงินที่มาก แต่อย่าลืมนะครับว่า เงินจำนวนนี้เป็นเงินรวมที่คุณจะได้เมื่อเวลาผ่านไปอีก 30 ปี นั่นหมายความว่าค่าของเงิน ณ ช่วงเวลานั้น เมื่อเทียบกับค่าของเงินในปัจจุบันนี้ อาจจะอยู่ที่ประมาณแค่ 600,000 บาทก็ได้ เพราะเมื่อเปรียบเทียบราคาข้าวแกงเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่จานละประมาณ 5 บาท ในขณะที่ปัจจุบันนี้ราคาข้าวแกงอยู่ที่จานละ 40 บาท  ดังนั้นจำนวนเงินเท่านี้ใน 30 ปีข้างหน้า คงจะไม่สามารถทำให้ชีวิตของท่านอยู่ได้แบบสบายๆเป็นแน่ ในขณะที่ถ้าท่านนำเงินดังกล่าวไปลงทุนตามตารางที่ 2 จากบทความตอนที่ 1 เมื่อครบ 30 ปีท่านจะได้เงินรวมอยู่ที่ 46,463,388 บาท ด้วยจำนวนเงินเท่านี้คงทำให้ท่านมีความเป็นอยู่ค่อนข้างสบาย หมดกังวลเกี่ยวกับความเป็นอยู่หลังเกษียณ



ภาพที่ 1:  ผลลัพธ์จากการฝากเงินเป็นเวลา 30 ปี   เครดิตภาพ : หนังสือ "ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน"


ลงทุนอะไรดีในช่วงดอกเบี้ยเงินฝาก 1.5 เปอร์เซ็นต์ (ตอนที่ 1)


ลงทุนอะไรดีในช่วงดอกเบี้ยเงินฝาก 1.5 เปอร์เซ็นต์ (ตอนที่ 1)  



            การบริหารจัดการเงินลงทุน โดยกระจายสินทรัพย์เพื่อการลงทุน เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะทำให้เกิดความมั่งคั่งในระยะยาว บนความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เราเคยได้ยินคำพูดนี้”การลงทุนมีความเสี่ยง”อยู่เสมอ เวลาเราจะลงทุน แต่ผมจะบอกว่าการไม่ลงทุนก็มีความเสี่ยงเช่นกัน ยิ่งโดยเฉพาะในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยต่ำๆเช่นช่วงระยะเวลานี้ ผมได้ทำตาราง Excel เปรียบเทียบระหว่างผู้ที่ไม่ยอมลงทุนอะไรเลย เอาแต่ฝากธนาคารอย่างเดียว กับผู้ที่กระจายการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งนานยิ่งจะเห็นความแตกต่าง ถึงแม้ว่าจะฝากเงินหรือนำเงินไปลงทุนด้วยเม็ดเงินจำนวนเดียวกัน ในช่วงระยะเวลาเดียวกันก็ตาม
   

           
ภาพที่ 1 แสดงถึงการนำเงินไปฝากธนาคารปีละ 100,000 บาท ที่อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี(หลังหักภาษีดอกเบี้ยเงินฝากแล้ว) เครดิตภาพ : หนังสือ "ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน"

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561

การเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด ( ตอนจบ )

                         การเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด ( ตอนจบ )




            บทความนี้เรามาต่อที่  INDICATOR ตัวถัดไปกันครับ

                6. PARABOLIC SAR หลายครั้งเลยที่นักวิเคราะห์ทางเทคนิคเกิดความอึดอัดใจ เพราะว่า INDICATOR แต่ละตัวส่งสัญญาณซื้อ หรือขาย ราคาก็ขึ้นหรือลงไประดับหนึ่งแล้ว  อย่างเช่น กว่า MACD จะตัดขึ้น หรือตัดลง นั่นหมายความว่า ราคาก็มีการปรับตัวขึ้นหรือลงไประดับหนึ่งแล้ว จึงทำให้มีการพัฒนา INDICATOR ตัวนี้ขึ้นมาโดยนักเทคนิคชื่อดังนาย WELLES WILDER ผู้เป็นผู้สร้างตัว RSI ตัวชี้วัดที่ผมได้กล่าวถึงเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน  โดยตัวชี้วัด SAR นี้ จะมีลักษณะเป็นจุดๆ ซึ่งมีนักเทคนิคหลายคนเรียกมันว่าเป็นตัว STOP AND REVERAL SYSTEM คือ เป็นจุดกลับเปลี่ยนทิศทางของราคา โดยตราบใดที่ตัวจุด SAR เหล่านี้อยู่ภายใต้แท่งราคาหุ้น ตราบนั้นหุ้นตัวนั้นยังอยู่ในภาวะ BULLISH เช่นเดียวกัน ตราบใดที่จุด SAR เหล่านั้นอยู่เหนือแท่งราคาหุ้นตัวนั้นอยู่ในภาวะ BEARISH และจุดที่เริ่มเข้าซื้อก็ต่อเมื่อตัวจุด SAR ที่เคยอยู่เหนือแท่งราคาได้กลับลงมาอยู่ใต้แท่งราคาโดยจุดแรกที่เริ่มกลับลงมาคือจุดที่จะเริ่มเข้าซื้อนั่นเอง  ในทำนองกลับกับ จุดที่ท่านจะต้องรีบตัดสินใจขายก็คือ เมื่อจุดSAR ที่เคยอยู่ใต้แท่งราคาได้กลับไปอยู่เหนือแท่งราคาจุดที่กลับขึ้นไปเป็นจุดแรกก็คือ จุดที่ท่านควรจะตัดสินใจขายหุ้นตัวนั้นทิ้งในทันที  ซึ่งจาก 6 INDICATOR ดูเหมือนตัวชี้วัดนี้จะมีวิธีการที่ง่ายที่สุดใช่ไหมครับ และนอกจากง่ายที่สุดแล้ว มันยังได้ผลดีด้วยครับ

การเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด ( ตอนที่ 4 )

                                       การเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด ( ตอนที่ 4 )




           เรามาต่อ indicator ตัวถัดไปครับ

             2.MACD (MOVING AVERAGE CONVERGENCE DIVERGENCE)  INDICATOR ตัวนี้เป็นตัวที่ดูไม่ยาก เพราะว่า ประกอบด้วยเส้น 2 เส้นเท่าน้น โดยเส้นแรกคือ เส้น MACD ส่วนเส้นที่ 2 คือ เส้นสัญญาน เมื่อเส้น MACD ตัดเส้นสัญญานขึ้นเหนือแกนศูนย์ นั้นคือสัญญาณบ่งบอกถึงภาวะ BULLISH ในทำนองกลับกัน ถ้าเส้น MACD ตัดเส้นสัญญานลง ที่เหนือแกนศูนย์ แสดงว่าภาวะ BEARISH มาแล้ว ยิ่งการตัดกันอยู่ใกล้กับแกนศูนย์ ความน่าเชื่อถือของสัญญาณที่เกิดขึ้นจะมีความแม่นยำมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการตัดขึ้นหรือตัดลงก็ตาม แต่ถ้าเป็นการตัดกันใต้เส้นศูนย์ ไม่ว่าจะเป็นการตัดขึ้นหรือตัดลงก็ตาม จากประสบการณ์ของผมบอกว่าความแม่นยำมีน้อย

             เช่นเดียวกัน เวลาดู MACD ผมก็ดูทั้งรายวัน สัปดาห์ และรายเดือน เพราะว่าจะทำให้เห็นภาพทั้งระยะสั้น กลาง ยาว โดยปกติผมจะเริ่มดูจากเส้นรายเดือนก่อน เพื่อที่จะดูภาพระยะยาว ถ้าระยะยาวบอกว่าดี ด็มาดูระยะกลางต่อ แล้วตามด้วยระยะสั้น ถ้าสั้น กลาง ยาว เส้น MACD ตัดเส้นสัญญาณขึ้นในระดับเหนือเส้นศูนย์ แล้วเส้นระยะสั้นพึ่งจะตัดขึ้นด้วย ยิ่งดีใหญ่เลย แสดงว่าหุ้นตัวนี้เพิ่งส่งสัญญาณซื้อในระยะสั้น  อย่างนี้คงต้องรีบลุยกันเลย บางทีท่านอาจจะมีคำถามว่า แล้วจะตั้งค่า MACD และเว้นสัญญาณเท่าใดจึงจะดี จากที่ผมเคยใช้เป็นประจำคือใช้ตามค่า DEFAULT ที่ APPLICATION ตั้งค่าไว้

การเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด ( ตอนที่ 3 )

                                     การเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด ( ตอนที่ 3 )


                บทความก่อนพูดถึงการติดตามข่าวสารต่างๆเกี่ยวกับบริษัทที่เราสนใจจะลงทุน รวมทั้งข่าวคราวของอุตสาหกรรมที่บริษัทที่เราสนใจอยู่ว่ามีสภาวะการณ์อย่างไรบ้าง รวมทั้งการตรวจสอบงบการเงินของบริษัทที่เราเลือกลงทุน นอกจากสิ่งที่ต้องตรวจสอบและวิเคราะห์ดูแล้ว ยังมีอัตราส่วนอื่นๆที่ต้องใช้ประกอบการพิจารณา เช่น ROE ( RETURN ON EQUITY ) และ ROA (RETURN ON ASSET ) ค่า 2 ตัวนี้ยิ่งมากจะยิ่งดี นั่นหมายถึงผลตอบแทนจากส่วนของทุน และผลตอบแทนจากการใช้สินทรัพย์ที่มีเพื่อสร้างกำไรให้กับบริษัทได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อท่านทำตามขั้นตอนตามที่เขียนมาทั้ง 6 ขั้นตอน ท่านก็จะพอมีแนวทางที่จะเลือกหุ้นที่จะลงทุนได้แล้ว

                ขั้นตอนต่อไป ก็คือการดูว่าราคาหุ้นของบริษัทที่ท่านได้คัดเลือกไว้แล้วว่ามีราคาถูกเพียงพอให้ท่านเข้าไปลงทุนหรือไม่ ค่า P/E จะบอกท่านได้ โดยตัว P ก็ดูจากราคาตลาดของหุ้นบริษัทที่ท่านสนใจ ส่วนตัว E ก็คือตัว EPS แต่ไม่ใช่ EPS ที่บริษัทประกาศออกมา แต่ต้องเป็นกำไรปกติสุทธิ/หุ้นที่ท่านคำนวณตามที่ผมได้อธิบายไว้เบื้องต้น แต่ P/E ที่ท่านคำนวณได้จะเป็น P/E ที่เกิดขึ้นจากกำไรที่ประกาศออกมาแล้วของปีล่าสุด หรือถ้าท่านเอากำไรของ 4 ไตรมาสล่าสุด มาคำนวณ ก็จะเป็น TRAILING P/E สิ่งที่ต้องระวังคือ กรณีที่บริษัทนั้นๆ ถ้าเป็น CYCLICAL STOCK คือเป็นหุ้นของบริษัทที่ธุรกิจเป็นวัฏจักรอาจจะทำให้ท่านตัดสินใจในการลงทุนผิดพลาดไปได้ เพราะว่าช่วงที่ธุรกิจอยู่ในวัฏจักรช่วงขาขึ้น ผลประกอบการของบริษัทจะดีเป็นพิเศษจะทำให้เมื่อคำนวณ P/E แล้วจะได้ค่าP/E ที่ต่ำมาก ทำให้นักลงทุนเข้าใจว่าเป็นหุ้นที่ดีมีราคาถูก พอช่วงวัฏจักรขาลงหลายๆบริษัทเลยที่จะมีผลประกอบการที่ติดลบ คือขาดทุนเลยทีเดียว ซึ่งก็จะสร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุนได้ โดยปกติถ้าเลี่ยงได้ก็น่าจะเลี่ยงที่จะลงทุนในหุ้นที่อยู่ในธุรกิจแบบวัฏจักร เพราะว่ามีความเสี่ยงในการลงทุนเป็นอย่างมาก 

               ผมจะยกตัวอย่างราคาหุ้นที่อยู่ในธุรกิจวัฏจักรตัวหนึ่งให้ท่านได้เห็นถึงผลตอบแทนที่สุดมหัศจรรย์ และอารมณ์ประเภทนรกมีจริง เรามาดูราคหุ้น STA กันครับ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2552 ราคาหุ้นตัวนี้อยู่ที่ 1.90 บาท ซึ่งช่วงนั้นราคายางตกต่ำอย่างมาก จึงทำให้ราคาหุ้น STA ที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับยางที่มีราคาต่ำลง แต่พอช่วงที่ราคายางฟื้นตัวขึ่นมา ราคาหุ้นตัวนี้ดีดขึ้นไปถึง 41.25 บาท เมื่อเดือนมกราคม 2554 ราคาขึ้นมาถึง 39.35บาท/หุ้น คิดเป็น 2,071% เลยทีเดียว แต่พอราคายางตกลงมาอีกรอบ ราคาหุ้นตัวนี้ก็หล่นลงมาเหลือเพียง 11.30 บาท เมื่อเดือนสิงหาคม 2556 เป็นการลดลงถึง 29.45 บาท คิดเป็น 71.39% ซึ่งปัจจุบันราคาตัวนี้ก็ยังต้วมเตี้ยม อยู่แถวๆ 10 บาทต้นๆอยู่เลย นี่กระมังที่นักลงทุนบางท่านกลับเห็นว่าเป็นหุ้นที่มีเสน่ห์ เพราะว่าเห็นผลกำไรจากราคาหุ้นในช่วงที่หุ้นเหล่านี้เริ่ม TURNAROUND แต่หุ้นประเภทนี้ ที่สุดแล้วก็สร้างบาดแผลให้กับนักลงทุนไว้มากมาย 

การเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด (ตอนที่ 2)


การเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด (ตอนที่ 2)
              

               เรามาคุยกันต่อจากบทความที่แล้ว เรื่องการบริหารจัดการสภาพคล่องและการใช้บัญชี MARGIN จริงๆแล้วบัญชี MARGIN เปรียบเสมือนดาบ 2 คม คือ มีประโยชน์มากแต่ถ้าใช้ไม่เป็นก็สามารถสร้างโทษมหันต์ได้เช่นกัน เพราะว่าเวลาตลาดหุ้นขาขึ้น ถ้าคุณใช้ MARGIN คุณก็สามารถสร้างผลกำไรได้มากกว่า การใช้บัญชีเงินสด โดยเฉพาะถ้าคุณลงทุนหุ้นถูกต้องถูกจังหวะก็เปรียบเสมือนเสือติดปีกเลยทีเดียว ลองมาดูกันครับ ถ้าคุณมีเงิน 1 ล้านบาท คุณลงทุนด้วยบัญชีเงินสด คุณสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในรอบตลาดขาขึ้นนี้ ได้ 80% นั่นหมายถึง คุณสามารถทำกำไรได้ 800,000 บาท แต่ถ้าคุณลงทุนด้วยบัญชี MARGIN และหุ้นที่ซื้อทั้งหมดเป็นหุ้นที่โบรคเกอร์คุณให้ MARGIN 50% และคุณลงทุนเต็มวงเงิน นั่นหมายถึงคุณสามารถซื้อหุ้นในมูลค่าได้ถึง 2ล้านบาท คือเป็นเงินจากหลักประกันของคุณ 1ล้านบาทและเงินกู้จากโบรคเกอร์อีก 1ล้านบาท 

               สมมติต่อไปว่า ทางโบรคเกอร์คิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้คุณ 7% ต่อปี สมมติว่าคุณซื้อหุ้นแล้วลงทุนถือยาวไป 1ปีพอดี คุณต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ทั้งปีเป็นเงิน 72,290 บาท (ดอกเบี้ยคิดทุสิ้นเดือน ทบต้นไปทุกๆเดือน) สมมติว่าคุณลงทุนเหมือนกับที่คุณซื้อในบัญชีเงินสดทุกประการ แต่เม็ดเงินที่ลงทุนเป็น 2 เท่า นั้นหมายความว่าคุณจะได้กำไรจากการลงทุน1.60ล้านบาท หักดอกเบี้ยจ่าย 72,290บาทเท่ากับว่าคุณได้กำไรสุทธิ 1,527,710 บาทหรือคิดเป็นผลตอบแทนจากการลงทุนสุทธิเท่ากับ 152.77% เลยทีเดียว นี่คือเสน่ห์ของการใช้ MARGINในการลงทุนในช่วงตลาดขาขึ้น และคุณลงทุนหุ้นถูกตัว แต่ในทางกลับกันถ้าช่วงที่คุณลงทุนอยู่นั้น ตลาดหุ้นอยุ่ในช่วงวิกฤต ปรากฏว่าเงินที่คุณลงทุนไว้ 1 ล้านในบัญชีเงินสดปรากฏว่า มูลค่าหุ้นในพอร์ตลดลงไปเหลือ 700,000 บาทเท่ากับว่าคุณขาดทุนไป 30% 

การเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด ( ตอนที่ 1 )

การเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด ( ตอนที่ 1 )




               ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  ตลาดหลักทรัพย์กลายเป็นแหล่งลงทุนของนักลงทุนหน้าใหม่เข้ามาเพื่อหวังผลตอบแทนจากการลงทุน  บ้างก็ประสบความสำเร็จ บ้างก็ล้มเหลว  ตามกฏของ Pareto’s Principle  หรือที่นิยมเรียกว่า  80-20  RULE คือมี 80% ที่ล้มเหลว  20% ที่ประสบความสำเร็จ  แต่ใน 20% ที่ว่าประสบความสำเร็จนั้น มีไม่กี่% ที่ได้ผลตอบแทนต่อปีมากกว่า 15%  แบบต่อเนื่อง  การที่ใครสักคนอยากจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ  เขาเหล่านั้นควรจะทำอย่างไรบ้าง
               1. ติดตามข่าวสารข้อมูลเศรษฐกิจของโลก ว่าเป็นอย่างไรบ้าง แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของประเทศหลักๆ  โดยเฉพาะสหรัฐ  ว่าเป็นอย่างไร  กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง  โดยปกติ ราคาหุ้นกับอัตราดอกเบี้ยจะสวนทางกัน  คือ เมื่อไหร่ที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น หุ้นมักจะลง  แต่ถ้าอัตราดอกเบี้ยอยู่ในขาลง หุ้นมักจะขึ้น  เว้นแต่หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ  แล้วเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น  ดอกเบี้ยพึ่งจะเริ่มขึ้น  แบบนี้หุ้นก็อาจจะขึ้นไปได้อีกสักระยะ  จนกว่าดอกเบี้ยขึ้นใกล้จุดสูงสุด  นั่นหมายความว่า  เศรษฐกิจจะเข้าสู่จุดอิ่มตัว  นักลงทุนที่ชาญฉลาดก็จะขายหุ้นออกไปก่อนสัก 6-9 เดือนล่วงหน้า  ซึ่งเราก็จะเห็นถึงแรงขายที่มากกว่าแรงซื้อ  ซึ่งจะทำให้ตลาดหุ้นตกลงอย่างรุนแรง ในทำนองกลับกัน  ช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ  อัตราดอกเบี้ยส่วนมากมักจะเป็นขาลง  ในช่วงที่ดอกเบี้ยเริ่มลงใหม่ๆ  ยังไม่ควรรีบซื้อหุ้น  เพราะว่าหุ้นส่วนใหญ่จะทำ New Low ไปสักระยะใหญ่ๆ  จนเมื่อแน่ใจว่าอัตราดอกเบี้ยใกล้จุด Bottom แล้ว  ตัวเลขทางเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณดีขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการจ้างงาน  ยอดซื้อสินค้าคงทนที่สูงขึ้น เป็นต้น  เมื่อนั้นก็เป็นจุดที่จะกลับเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นได้แล้ว  โดยปกติอัตราดอกเบี้ยของไทยจะเป็นไปตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ ยิ่งถ้าทำตัวเป็นนักลงทุนระยะยาวเข้าสะสมหุ้นช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว  แล้วขายเอาช่วงที่เศรษฐกิจใกล้จุด Peak ผลตอบแทนน่าจะได้หลายร้อยเปอร์เซนต์  ถ้าเลือกซื้อหุ้นได้ถูกตัวแล้ว  นี่คือผลตอบแทนที่งดงามจากการทำการบ้านมาเป็นอย่างดี