จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร

จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร
เล่าประสบการณ์การลงทุนของผมที่นำไปใช้ได้ง่ายๆ

วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ธุรกิจประกันชีวิตและประกันภัย (ตอนที่ 1)

ธุรกิจประกันชีวิตและประกันภัย (ตอนที่ 1)

          เมื่อ 8 ปีที่แล้ว ผมจำได้ว่าช่วงที่ผมเริ่มสนใจธุรกิจประกันชีวิตเกิดจากการที่ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์นายกสมาคมประกันชีวิตไทยในหนังสือพิมพ์ธุรกิจฉบับหนึ่ง ท่านให้สัมภาษณ์ถึงจำนวนเปอร์เซ็นต์ของคนไทยที่ทำประกันชีวิตคิดเป็นเพียง 17% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ตอนนั้นผมรู้สึกสงสัยว่าทำไมคนไทยถึงได้ให้ความสำคัญกับการทำประกันชีวิตน้อยมาก ทั้งๆ ที่ระบบสวัสดิการของรัฐก็ยังไม่ดีและมากพอเมื่อเทียบกับประเทศที่เจริญแล้ว ถ้าสวัสดิการของไทยเราเทียบเท่าของประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย ผมจะไม่รู้สึกเป็นห่วงเลย ด้วยความสงสัยดังกล่าว ผมจึงอยากจะรู้ว่าคนในเอเชียชาติอื่นๆ เขาทำประกันชีวิตกันมากน้อยแค่ไหน ผมจึงเริ่มต้นถามอากู๋ (Google) ดูว่าคนญี่ปุ่นเขาทำประกันชีวิตกันมากน้อยแค่ไหน บางท่านสงสัยว่าทำไมเลือกที่จะค้นหาข้อมูลชาวญี่ปุ่นก่อน คำตอบคือเพราะว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เจริญสูงสุดในเอเชีย ปรากฏว่าคนญี่ปุ่นทำประกันชีวตมากกว่า 100% (สาเหตุที่มากกว่า 100% เพราะว่าคนญี่ปุ่นมักจะทำประกันชีวิตคนละหลายๆกรมธรรม์) หลังจากค้นพบข้อมูลนี้ ผมเริ่มรู้สึกเหมือนกับฝรั่งที่ไปค้นพบทวีปแอฟริกา แล้วเห็นคนแอฟริกันในสมัยนั้นไม่ใส่รองเท้า มองเห็นเป็นโอกาสที่จะขายของซึ่งก็คือ รองเท้าได้จำนวนมหาศาล ฉันใดก็ฉันนั้น ผมคิดเล่นๆ ว่า ถ้าสมมติว่ารายได้ของคนญี่ปุ่นหยุดนิ่งเป็นเวลา 15-20 ปี รายได้ต่อหัวของคนไทยผ่านไปอีก  15-20 ปี ก็คงมีโอกาสที่จะเท่ากับรายได้ต่อหัวของคนญี่ปุ่น นั่นหมายถึงโอกาสที่คนไทยจะทำประกันชีวิตใกล้ๆ 100% ก็มีความเป็นไปได้จากพื้นฐานที่เป็นคนเอเชียเหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะมีความแตกต่างทางด้านความคิดและวัฒนธรรมกันอยู่บ้างก็ตาม นั่นหมายถึงโอกาสที่เบี้ยประกันชีวิตจะเติบโตได้ถึงเกือบๆ 13% ต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ซึ่งถือว่าเป็นการเติบโตที่สูงมากเลยทีเดียว เพราะว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยของ GDP ไทย ประมาณ 4% ต่อปีเท่านั้น แสดงว่าการเติบโตในอนาคตคิดเป็น 3 เท่ากว่าๆ ของ GDP (GDP เป็นตัวเลขค่าเฉลี่ยรวมของทุกธุรกรรมในประเทศ) นี้ยังไม่นับที่ GDP เฉลี่ยของไทยเริ่มมีอัตราการเติบโตที่ลดลงในปัจจุบันที่เหลือประมาณ 3% เท่านั้น และเมื่อผมค้นหาข้อมูลย้อนหลัง ปรากฎว่าอัตราการเติบโตของเบี้ยประกันชีวิตก็มีการเติบโตเป็น 3-4 เท่าของ GDP มาตลอด คือเติบโตในระดับ 10-20% ต่อปีมายาวนาน ทำให้ผมยิ่งเพิ่มความสนใจใคร่จะลงทุนหุ้นในกลุ่มนี้ จนเป็นที่มาของการซื้อหุ้นบริษัทไทยพาณิชย์ประกันภัย (SCBLIF) หรือชื่อในสมัยนั้นคือ บริษัทไทยพาณิชย์นิวยอร์คไลฟ์ประกันชีวิต (SCNYL) ซึ่งมีการเปลี่ยนชื่อหลังจากบริษัทนิวยอร์คไลฟ์จากอเมริกาขายหุ้นคืนให้กับธนาคารไทยพาณิชย์ การลงทุนในหุ้นตัวนี้สร้างผลตอบแทนสุดมหัศจรรย์ให้กับผมเป็นอย่างมาก คือ ประมาณ 1,700 กว่า % เลยทีเดียว (รวมเงินปันผลและ  Capital gain) เป็นหุ้นที่สร้างผลตอบแทนในการลงทุนที่มากที่สุดในชีวิตการลงทุนของผม และเป็นหุ้นที่ผมถือลงทุนนานที่สุดอีกด้วย ผมเชื่อว่าหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นที่ลงสัมภาษณ์นายกสมาคมประกันชีวิต ต้องมีผู้อ่านที่อ่านข่าวนั้นเป็นจำนวนไม่น้อย แต่มีผู้อ่านที่นำข่าวมาขยายความต่อยอดแบบผม น่าจะมีเพียงไม่กี่คน นี่เป็นบทเรียนที่ดีของนักลงทุนที่อยากประสบความสำเร็จ นอกจากท่านจะต้องอ่านข่าวสารข้อมูลมากๆ แล้ว ท่านต้องอ่านให้ลึกและคิดเสมอว่า ข่าวแต่ละข่าวจะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมหรือธุรกิจใดๆ ได้บ้าง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ท่านลงทุนอยู่ ยิ่งต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะว่านั่นหมายถึงมูลค่าของเงินลงทุนของท่านจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงเลยทีเดียว ทีแรกผมคิดว่าจะเขียนจบในตอนเดียว แต่เขียนไปเขียนมา ยังมีเนื้อหาอีกมากคงต้องต่ออีกสัก 1-2 ตอนครับ แล้วพบกันตอนที่ 2 ในฉบับพุธหน้าครับ
กิติชัย เตชะงามเลิศ
                                                                                          26/11/57


ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่ 

Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
Twitter     : http://twitter.com/value_talk
Instagram : Gid_Kitichai
Blog         : http://kitichai1.blogspot.com
You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9 
Google+  : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
Linkedin   : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
Pinterest   : http://www.pinterest.com/kitichai/

 หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6  และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Glow, และ Me(Market Evolution) ทุกเดือน รายการ Whats's up Spring ช่อง Spring News TV ทุกวันพุธ ช่วง What's up Money เบรค 4 เวลา 10.45-11.00 น.

หาอสังหาทั้งถูกและดีเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ได้ที่  http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty

วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร

เศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร

          และแล้ว บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และตลาด MAI ก็ได้ประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 เกือบครบทุกบริษัท แต่ยังคงมีบางบริษัท ซึ่งเป็นส่วนที่น้อยมากที่ยังไม่ได้ส่งงบให้ตลาด ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทที่มีปัญหา ดังนั้นนักลงทุนควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในกลุ่มบริษัทเหล่านี้ ผลประกอบการที่ประกาศออกมามีทั้งดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่สร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุน และนักวิเคราะห์ ซึ่งทำให้อาจจะต้องมีการปรับประมาณการผลประกอบการของบริษัทต่างๆ ของปีนี้และปีหน้าเสียใหม่ให้ลดลง ยิ่งตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือ GDP ที่เพิ่งประกาศออกมาว่าไตรมาส 3 มีการเติบโตเพียง 0.6% ดังนั้นการที่เศรษฐกิจไทยปีนี้จะโต 1.50% เหมือนอย่างที่หน่วยงานอื่นๆ คาดการณ์ไว้ ดูแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้เลย เพราะว่าไตรมาส 4 ปีนี้ GDP จะต้องโต 5.5% ถึงจะไปเฉลี่ยกับ 3 ไตรมาสที่ผ่านมา ปัจจุบันก็ล่วงเลยเข้ามาครึ่งไตรมาสแล้วผมเฝ้าดูกิจกรรมทางเศรษฐกิจยังดูไม่สดใส คงต้องทำใจปีนี้เศรษฐกิจไทยอาจจะโตเพียง 1% บวกลบเท่านั้น แต่ผมยังมองเศรษฐกิจปีหน้า น่าจะดีกว่าปีนี้พอสมควร มีความหวังว่าจะได้เห็น 4-5% เพราะว่าปีหน้าเราจะโตจากฐานที่ต่ำของปีนี้ ประกอบกับเศรษฐกิจไทยเองสามารถที่จะโตในระดับ 3-4% ด้วยตัวเองอยู่แล้ว ถ้าไม่มีปัญหาทางการเมืองหรือปัจจัยภายนอกมากระทบ บวกกับ PENT-UP DEMAND จากการชะลอการซื้อสินค้าคงทน โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ เพราะว่าผู้ซื้อที่เป็น END USER ส่วนใหญ่จะต้องใช้สินเชื่อจากสถาบันการเงิน ถ้าเขายังรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ดีความมั่นคงในหน้าที่การงานก็จะสั่นคลอน และอสังหาริมทรัพย์นับเป็นสินทรัพย์ชิ้นที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของหลายๆ คน ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าช่วงที่มีการประท้วง บ้านเมืองวุ่นวาย ความต้องการเหล่านี้จะหดตัวลงอย่างมาก เพราะว่าถ้าตกงานจะเอาเงินที่ไหนไปผ่อนต่อ ช่วงครึ่งหลังของปีนี้ยอดจองคอนโดกระเตื้องขึ้น โดยเฉพาะคอนโดในเมือง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าไม่มีการประท้วงวุ่นวายและนักเก็งกำไรเริ่มกลับเข้ามาตลาดอีกครั้งหนึ่ง ผมเชื่อว่า บางโครงการที่ขายดีๆ มีนักเก็งกำไรและนักลงทุนเข้าไปซื้ออาจจะมากถึง 40-50% เสียด้วยซ้ำ แต่ด้วยราคาคอนโดในตัวเมืองชั้นในที่อยู่ติดสถานีรถไฟฟ้า ราคาได้ถีบตัวสูงจนผมยังต้องกลับมาคิดว่าด้วยราคาแบบนั้น ถ้าเราจะซื้อเก็งกำไรเพื่อจะขายต่อ จะยังทำได้อีกหรือไม่ ลองคิดดูสิครับ ราคาคอนโดตรงแถวอโศกโครงการหนึ่ง ขนาดประมาณ 30 ตารางเมตร ราคาปาเข้าไป 6-7 ล้านบาท นี่ขนาดว่า Property Developer ไดนำกลยุทธ์ Sizing ด้วยการย่อขนาดห้องให้เล็กลงแล้วก็ตาม แต่ END USER ตัวจริงจะกล้าจ่ายกันไหมที่ราคาขนาดนี้ หรือถ้าจะซื้อเพื่อปล่อยเช่า คุณคงคาดหวังได้เพียง 22,000-25,000 หรือ 30,000 บาท ถ้าคุณตกแต่งห้องไว้สวยมากๆ อย่าลืมนะครับว่าราคาห้องที่ซื้อยังไม่ได้รวมเฟอร์นิเจอร์ที่คุณจะต้องซื้อมาตกแต่งเพิ่ม ผลตอบแทนจากการเช่าที่คุณคาดหวังได้ประมาณ 3-4% เท่านั้น (หลังหักค่าใช้จ่ายส่วนกลางแล้ว) นี่คือกรณีที่คุณมีผู้เช่าต่อเนื่องตลอดเวลา ซึ่งในความเป็นจริง ต้องมีบางช่วงที่ห้องยังไม่มีคนเช่า หรือช่วงระหว่างคนเช่าเก่าย้ายออก แล้วกำลังหาผู้เช่ารายใหม่ ราคาคอนโดขึ้นไปเร็วกว่าอัตราการขึ้นของค่าเช่ามาก ถ้ายังเป็นแบบนี้อีก ท่านคงต้องคาดหวังผลตอบแทนจากการเช่าที่ลดลงไปอีก ผมมองว่าถ้าราคาคอนโดในเมืองยังขึ้นในอัตราเร่งตัวแบบนี้อีกไม่ช้า ฟองสบู่คอนโดในตัวเมืองชั้นใน คงแตกสักวัน ราคาคอนโดในกรุงเทพชั้นใน เมื่อเทียบกับราคาคอนโดในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ต่างกันไม่มากนัก แต่รายได้ต่อประชากรของไทยเราคิดเป็นแค่ครึ่งหนึ่งของรายได้ต่อประชากรของคนมาเลเซีย ถ้าเราเปรียบเทียบในลักษณะนี้แล้ว จะเห็นได้ว่า ราคาคอนโดในกรุงเทพชั้นในเริ่มแพงไปแล้ว ดังนั้นการลงทุนใน SEGMENT นี้ คงต้องระวังกันหน่อยครับ
          ปีหน้าผมคิดว่าอุตสาหกรรมรถยนต์คงเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากที่มีการนำ DEMAND ในอนาคตมาใช้เมื่อหลายปีก่อนจากโครงการประชานิยมรถคันแรกของรัฐบาลชุดที่แล้ว คงจะจำกันไว้เป็นบทเรียนทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายเอกชน โดยเฉพาะเอกชนที่เสียหายมากที่สุด จากการที่ไปขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับ DEMAND ที่มากผิดปกติ แล้วกลับมาฟุบหลังจากสิ้นสุดโครงการ CAPACITY ส่วนเกินคงต้องใช้เวลานานพอสมควร ในการที่จะ UTILIZE ได้เต็มที่ โดยเฉพาะธุรกิจชิ้นส่วนรถยนต์รายเล็กๆ หรือพวก SECOND TIER ทั้งหลาย

          ปิดท้ายบทความฉบับนี้ ด้วยการชักชวนให้ผู้อ่านที่เป็นนักลงทุนให้เข้าร่วมฟัง OPP DAY ซึ่งเป็นวันที่ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุน ถ้าไม่สะดวกก็สามารถติดตามดูจากเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ได้ทั้ง REAL TIME และย้อนหลังตามหลักการของนักลงทุนที่ดีกันครับ

กิติชัย เตชะงามเลิศ
                                                                                          12/11/57


ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่ 

Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
Twitter     : http://twitter.com/value_talk
Instagram : Gid_Kitichai
Blog         : http://kitichai1.blogspot.com
You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9 
Google+  : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
Linkedin   : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
Pinterest   : http://www.pinterest.com/kitichai/

 หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6  และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Glow, และ Me(Market Evolution) ทุกเดือน รายการ Whats's up Spring ช่อง Spring News TV ทุกวันพุธ ช่วง What's up Money เบรค 4 เวลา 10.45-11.00 น.

หาอสังหาทั้งถูกและดีเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ได้ที่  http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เทศกาลประกาศผลประกอบการ

เทศกาลประกาศผลประกอบการ



          การเป็นนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ งานสำคัญที่ต้องทำในทุกๆ ไตรมาส ก็คือ การตรวจสอบงบการเงินของบริษัทจดทะเบียนที่จะประกาศออกมาปีละ 4 ครั้ง คือ ช่วงประมาณสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมกราคมจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ จะมีการประกาศงบการเงินประจำปี ถัดมาก็จะเป็นช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนเมษายนจนถึง วันที่ 15 พฤษภาคม ก็จะมีการประกาศงบการเงินไตรมาสที่ 1 แล้วช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกรกฎาคมจนถึง 15 สิงหาคม ก็เป็นคิวของงบการเงินไตรมาสที่ 2 ต่อมาสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคมจนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน ก็จะเป็นไตรมาสที่ 3 โดยกลุ่มการเงินมักจะประกาศงบก่อนกลุ่มอื่นๆ ซึ่งการที่จะวิเคราะห์งบการเงินดังกล่าวได้ จำเป็นที่จะต้องอาศัยความรู้ทางด้านบัญชีบ้าง มิฉะนั้นคงไม่สามารถจะวิเคราะห์งบได้ เพราะว่าในงบการเงินซึ่งประกอบไปด้วย งบดุล งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสด การที่ท่านจะดูเฉพาะบรรทัดสุดท้ายที่แสดงผลลัพธ์ของผลประกอบการว่ามีกำไรหรือขาดทุนต่อหุ้นเท่าไรนั้นไม่เพียงพอ เพราะว่าท่านจะไม่ทราบที่มาที่ไปของผลลัพธ์ดังกล่าวว่าเกิดจากอะไร การที่บริษัทมีกำไรมากขึ้นเป็นเพราะว่ามี Gross และ Net Profit Margin ที่ดีขึ้นหรือเปล่า ซึ่งเป็นการที่เกิดจากบริษัทสามารถลดต้นทุนในการผลิตหรือต้นทุนในการดำเนินงาน หรือว่าบริษัทมีการออกผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ ที่มี Margin สูงกว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการเดิม หรือสัดส่วนของผลิตภัณฑ์หรือบริการมีการเปลี่ยนแปลงไป หรือว่ามียอดขายที่เติบโตขึ้นมาก ในขณะที่ต้นทุนคงที่แทบจะไม่ขยับ หรือบริษัทมีกำไรจากการจำหน่ายทรัพย์สินหรือขายหุ้นบริษัทในเครือ ซึ่งจะเป็นกำไรแบบครั้งเดียว รวมทั้งอาจจะมีกำไรหรือขาดทุนจากสต็อควัตถุดิบ โดยเฉพาะวัตถุดิบที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีราคาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เห็นได้ชัดจากกลุ่มปิโตรเคมี เป็นต้น หรือกำไร-ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนในกรณีที่บริษัทต้องนำเข้าหรือส่งออกสินค้าหรือบริการไปต่างประเทศ รวมทั้งกรณีที่มีการกู้ยืมเงินในสกุลเงินตราต่างประเทศ ซึ่งยังมีปัจจัยต่างๆ อีกหลายปัจจัยที่ไม่สามารถจะยกตัวอย่างมาแสดงในที่นี้ได้หมด ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลต่อกำไร-ขาดทุนของบริษัทจดทะเบียนทั้งสิ้น ซึ่งก็จะมีผลกระทบไปกับราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียนนั้นๆ ซึ่งบางครั้งแม้ประกาศผลประกอบการออกมามีกำไรเพิ่มขึ้น แต่ทำไมราคาลดลงเพราะว่า กำไรที่ประกาศออกมามีบางส่วนเป็นกำไรประเภทครั้งเดียว ซึ่งไม่ใช่เกิดจากการดำเนินธุรกิจหลัก เมื่อหักกำไรพิเศษออกไป อาจจะมีกำไรที่ลดลงทำให้ราคาหุ้นในตลาดตกลงมา หรือบางบริษัทประกาศผลประกอบการออกมากำไรลดลงหรือขาดทุน แต่เมื่อตรวจสอบดูปรากฎว่าเกิดจากขาดทุนจากสต็อควัตถุดิบที่มีราคาลดลง แต่เมื่อตัดส่วนนี้ออกไป บริษัทกลับมีกำไรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบปีต่อปี และไตรมาสต่อไตรมาส ปรากฏว่าหุ้นกลับขึ้นทำให้นักลงทุนที่ดูแต่บรรทัดสุดท้ายแปลกใจได้ นอกจากนั้นหลายๆ ครั้งที่ผลประกอบการประกาศออกมาดี แต่บางครั้งตลาดได้คาดการณ์ผลกำไรดังกล่าวไว้แล้ว สะท้อนจากราคาที่ขึ้นมาก่อนที่ผลประกอบการจริงจะออกมา ราคาหุ้นของบริษัทดังกล่าวอาจจะมีการปรับตัวลดลงก็เป็นได้ อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว จะเห็นได้ว่าการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยใช่ไหมครับ เพราะว่าการที่จะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุน นอกจากท่านจะต้องวิเคราะห์งบการเงินของบริษัทจดทะเบียนทุกบริษัทที่ท่านลงทุนไว้แล้ว ท่านยังควรจะวิเคราะห์งบการเงินของบริษัทคู่แข่งหรือบริษัทอื่นๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกับบริษัทที่ท่านลงทุนไว้ เพื่อจะได้เปรียบเทียบอัตราส่วนการทำกำไรจาก Ratio ต่างๆ เพื่อดูว่าประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่ท่านลงทุนไว้กับบริษัทอื่นๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน มีความแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งอัตราส่วนการทำกำไรเหล่านี้มีผลต่อการประเมินค่า P/E ของหุ้น ซึ่งจะสะท้อนไปถึงราคาที่เหมาะสมของหุ้นของบริษัทนั้นๆ ได้นอกจากนี้แล้วท่านยังต้องคอยอ่านรายงานประจำปี รายงาน 56-1 รวมทั้งติดตามข่าวสารของบริษัทที่ท่านลงทุนไว้รวมทั้งบริษัทคู่แข่งด้วย เพื่อที่ท่านจะได้ประเมินความสามารถในการครองส่วนแบ่งการตลาด ซึ่งในที่สุดก็จะมีผลต่อกำไรหรือขาดทุนของบริษัทจะเห็นได้ว่าการที่จะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยใช่ไหมครับ  ถ้าท่านลงทุนหุ้นสัก 5-8 บริษัท ก็จะกำลังดี ทำให้ท่านสามารถติดตามข่าวสารและวิเคราะห์การลงทุนได้อย่างละเอียด ลองคิดดูสิครับ ถ้าท่านลงทุนหุ้นสัก 15-30 บริษัท ท่านจะสามารถทำการบ้าน แบบที่ผมได้กล่าวมาไหวไหมครับ ถ้าไม่ไหว ก็ลดจำนวนบริษัทที่จะลงทุนให้น้อยลงนะครับ

กิติชัย เตชะงามเลิศ
                                                                                          12/11/57


ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่ 

Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
Twitter     : http://twitter.com/value_talk
Instagram : Gid_Kitichai
Blog         : http://kitichai1.blogspot.com
You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9 
Google+  : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
Linkedin   : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
Pinterest   : http://www.pinterest.com/kitichai/


 หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6  และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Glow, และ Me(Market Evolution) ทุกเดือน

หาอสังหาทั้งถูกและดีเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ได้ที่  http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty

วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

คนไทยพร้อมหรือยังกับ AEC

คนไทยพร้อมหรือยังกับ AEC

          เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ผมได้ไปทัศนาจรที่ประเทศจีน โดยไป 2 มณฑล คือ เสฉวน และยูนนาน เป็นเวลา 22 วัน ครั้งนี้เป็นการเยือนจีนห่างจากครั้งก่อนเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ผมยังเห็นการพัฒนาบ้านเมืองของเขาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าไปที่เมืองไหนก็ตามใน 2 มณฑลนี้ ไม่ว่าจะเป็นเมืองใหญ่หรือเมืองเล็ก ก็ยังเห็นโครงการก่อสร้างอาคารใหญ่มากมาย แหล่งท่องเที่ยวเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ซึ่งมากกว่า 98% เป็นนักท่องเที่ยวจีน ทั้งๆ ที่ค่าเข้าชมสถานที่บางแห่ง อย่างเช่น จิ่วไจ้โกว ราคาค่าผ่านประตูบวกกับค่ารถท่องเที่ยวภายในสถานที่คิดเป็น 310 หยวน หรือประมาณ 1,630 บาท นับว่าแพงมากทีเดียวเมื่อเทียบกับค่าเข้าชมอุทยานแห่งชาติของไทยที่น่าแปลกใจมากเข้าไปอีก สถานที่ต่างๆ ของจีนน่าเข้าเยี่ยมชมยิ่งนักแต่ทำไมไม่ค่อยเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติมากนัก โดยเฉพาะพวกฝรั่งนั้นแทบนับหัวได้เลย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอินเดียที่ผมไปเที่ยวมาเมื่อปีที่แล้ว ค่าเข้าชมถูกกว่ามาก แต่มีข้อเสียคือสถานที่หลายแห่งโดยเฉพาะวัดฮินดู หลายๆ วัดเลยที่ไม่อนุญาตให้เข้าไปชมข้างในได้ เมืองต่างๆ ในอินเดียไม่ค่อยเห็นการก่อสร้างโครงการต่างๆ มากนัก ความเป็นอยู่ของคนจีนโดยเฉลี่ยดูดีกว่าคนอินเดียพอสมควรทั้งๆ ที่ ทั้ง 2 ประเทศล้วนแล้วแต่มีประชากรเกิน 1,000 ล้านคน เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกอันดับ 1 และ 2 และมีแนวโน้มว่าอินเดียจะแซงจีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกในอีก 1-2 ทศวรรษข้างหน้า และระบอบการปกครองของอินเดียซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในขณะที่จีนก็เป็นประเทศคอมมิวนิสต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเช่นกัน อินเดียเป็นประเทศเปิดเสรีมานานแล้ว ในขณะที่ประเทศจีนเพิ่งเปิดประเทศเป็นเรื่องเป็นราวเมื่อประมาณ 30 กว่าปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง แต่จีนมีอัตราการเจริญเติบโตที่สูงกว่าอินเดียค่อนข้างมากในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา ทำให้รายได้ต่อประชากรของจีนสูงกว่าอินเดียค่อนข้างมาก และปัจจุบันก็สูงกว่าของไทยไปเรียบร้อยแล้ว ไหนใครบอกว่าระบอบประชาธิปไตยดีที่สุด ทำให้ผมมมีความเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นการปกครองระบอบอะไรก็ตาม ขอเพียงแต่มีรัฐบาลที่ปกครองประเทศที่เก่ง ไม่โกงกินแบบตระกระตระกราม ก็น่าจะนำพาประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองได้อย่างที่ท่านเติ้งเสี่ยวผิง ผู้นำจีนเคยกล่าวไว้ว่า “ไม่ว่าจะเป็นแมวขาวหรือแมวดำขอให้เพียงจับหนูได้ก็พอ” จีนจึงเปิดเสรีค้าขายตั้งแต่นั้นมา และคนจีนเป็นชนชาติที่ขยันขันแข็ง และทำการค้าเก่ง จึงไม่แปลกใจที่การเติบโตในอดีตโตปีละ 7-10% ในขณะที่ไทยเราปัจจุบันโตอย่างเก่งก็แค่เพียง -3-4% เท่านั้น ยิ่งปีนี้ หลังจากวุ่นวายเมื่อช่วงครึ่งปีแรก น่าจะทำให้ GDP ปีนี้โตเพียง 1.4-1.70% เท่านั้น แต่ปีหน้ามีลุ้นที่ 4% บวกลบ เนื่องจากฐานที่ต่ำของปีนี้ โดยเฉพาะครึ่งปีแรกของปีหน้าเราน่าจะเห็นการโตประมาณ 5% บวกลบ ปลายปีหน้าเราก็จะเข้าสู่ AEC กันแล้ว คนไทยเราเตรียมตัวกันมากน้อยแค่ไหน ที่ผมเป็นห่วงก็คือธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่น่าจะมีแรงงานจาก ASEAN โดยเฉพาะพิลิปปินส์ที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่าคนไทยมาก และค่าแรงก็ยังกูกกว่าคนไทยเราโดยเฉลี่ย จะมาแทนที่แรงงานไทย ในสปาหลายๆ แห่ง ผมเห็นทั้งคนลาว,เขมร,เข้ามาทำงานในสปาดีๆ ของไทยเราหลายแห่ง แต่ที่น่าดีใจก็คือท่านทูตญี่ปุ่นให้สัมภาษณ์ว่าประเทศไทยเหมาะสมที่จะเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของ Trading Firm ของญี่ปุ่น ถ้าเป็นจริง ก็น่าจะเป็นข่าวดีกับเรามาก ไม่ว่าธุรกิจอาคารสำนักงาน ที่อยู่อาศัย ธุรกิจร้านอาหาร ฯลฯ ก็น่าจะได้รับอานิสงค์ไปด้วย รัฐบาลไทยควรจะรีบออกมาตรการสนับสนุนให้บริษัทต่างๆ มาตั้ง Regional hub ในไทย โดยอาจจะไม่เก็บภาษีจากรายได้ที่เกิดนอกราชอาณาจักรไทย เป็นเวลา 5 ปี และเก็บภาษีเพียง 50% ของอัตราภาษีปกติจากรายได้ที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักร เพื่อแข่งขันกับมาเลเซียและสิงคโปร์ ที่พยายามดึงบริษัทใหญ่ๆ ทั่วโลก ให้มาตั้ง Regional hub ในประเทศของตน อย่าลืมนะครับว่าพอมี AEC ปลายปีหน้า ASEAN จะกลายเป็นกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจที่มีประชากรรวมกันใหญ่เป็นอันดับ 3 รองจากจีนและอินเดีย

          ปีหน้าการส่งออกของเราจะโต 5% ส่วนปีนี้คงโตเพียง 1% ตามการคาดการณ์ของกระทรวงพาณิชย์ที่น่าเป็นห่วงหน่อยก็คือหนี้สินครัวเรือนยังเกิน 80% แต่ใจชื้นขึ้นหน่อยเมื่อสถาบันจัดอันดับ Moody บอกว่าไทยเราน่าจะจัดการเรื่องนี้ได้ กระทรวงการคลังกำลังจะให้ใบอนุญาตทำ Nano finance โดยให้ประชาชนกู้ได้ไม่เกิน 120,000 บาท ในอัตราดอกเบี้ยที่สูงถึง 32-36% ผมแนะนำให้ท่านผู้อ่านอย่ากู้โดยเด็ดขาด ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขนาดนี้ นอกจากจะไม่กู้แล้ว อยากให้ท่านเพิ่มการออมโดยกันเงินออมออกมาจากรายได้ทันที ไม่ต่ำกว่า 20% ยิ่งออมมาก ยิ่งจะมีความมั่งคั่งเร็วขึ้นโดยนำเงินออมไปลงทุนในกองทุน LTF และ RMF ถ้ายังมีเงินออมเหลือก็นำไปซื้อประกันชีวิต เพราะว่าทั้ง 3 อย่างนี้ ท่านสามารถนำไปลดหย่อยภาษีได้อีก นอกเหนือจากผลตอบแทนจากกองทุนและประกันชีวิตซึ่งยังได้ความคุ้มครองอีกด้วย ฉบับถัดๆ ไปผมจะมาเขียนรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ถ้าท่านรอไม่ไหว ผมขออนุญาตแนะนำหนังสือ “ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน” ของผมมาอ่านกันดูนะครับ

กิติชัย เตชะงามเลิศ
                                                                                          05/11/57


ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่ 

Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
Twitter     : http://twitter.com/value_talk
Instagram : Gid_Kitichai
Blog         : http://kitichai1.blogspot.com
You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9 
Google+  : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
Linkedin   : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
Pinterest   : http://www.pinterest.com/kitichai/


 หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6  และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Glow, L'Optimum และ Me(Market Evolution) ทุกเดือน

หาอสังหาทั้งถูกและดีเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ได้ที่  http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty