จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร

จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร
เล่าประสบการณ์การลงทุนของผมที่นำไปใช้ได้ง่ายๆ

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561

การเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด ( ตอนจบ )

                         การเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด ( ตอนจบ )




            บทความนี้เรามาต่อที่  INDICATOR ตัวถัดไปกันครับ

                6. PARABOLIC SAR หลายครั้งเลยที่นักวิเคราะห์ทางเทคนิคเกิดความอึดอัดใจ เพราะว่า INDICATOR แต่ละตัวส่งสัญญาณซื้อ หรือขาย ราคาก็ขึ้นหรือลงไประดับหนึ่งแล้ว  อย่างเช่น กว่า MACD จะตัดขึ้น หรือตัดลง นั่นหมายความว่า ราคาก็มีการปรับตัวขึ้นหรือลงไประดับหนึ่งแล้ว จึงทำให้มีการพัฒนา INDICATOR ตัวนี้ขึ้นมาโดยนักเทคนิคชื่อดังนาย WELLES WILDER ผู้เป็นผู้สร้างตัว RSI ตัวชี้วัดที่ผมได้กล่าวถึงเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน  โดยตัวชี้วัด SAR นี้ จะมีลักษณะเป็นจุดๆ ซึ่งมีนักเทคนิคหลายคนเรียกมันว่าเป็นตัว STOP AND REVERAL SYSTEM คือ เป็นจุดกลับเปลี่ยนทิศทางของราคา โดยตราบใดที่ตัวจุด SAR เหล่านี้อยู่ภายใต้แท่งราคาหุ้น ตราบนั้นหุ้นตัวนั้นยังอยู่ในภาวะ BULLISH เช่นเดียวกัน ตราบใดที่จุด SAR เหล่านั้นอยู่เหนือแท่งราคาหุ้นตัวนั้นอยู่ในภาวะ BEARISH และจุดที่เริ่มเข้าซื้อก็ต่อเมื่อตัวจุด SAR ที่เคยอยู่เหนือแท่งราคาได้กลับลงมาอยู่ใต้แท่งราคาโดยจุดแรกที่เริ่มกลับลงมาคือจุดที่จะเริ่มเข้าซื้อนั่นเอง  ในทำนองกลับกับ จุดที่ท่านจะต้องรีบตัดสินใจขายก็คือ เมื่อจุดSAR ที่เคยอยู่ใต้แท่งราคาได้กลับไปอยู่เหนือแท่งราคาจุดที่กลับขึ้นไปเป็นจุดแรกก็คือ จุดที่ท่านควรจะตัดสินใจขายหุ้นตัวนั้นทิ้งในทันที  ซึ่งจาก 6 INDICATOR ดูเหมือนตัวชี้วัดนี้จะมีวิธีการที่ง่ายที่สุดใช่ไหมครับ และนอกจากง่ายที่สุดแล้ว มันยังได้ผลดีด้วยครับ

การเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด ( ตอนที่ 4 )

                                       การเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด ( ตอนที่ 4 )




           เรามาต่อ indicator ตัวถัดไปครับ

             2.MACD (MOVING AVERAGE CONVERGENCE DIVERGENCE)  INDICATOR ตัวนี้เป็นตัวที่ดูไม่ยาก เพราะว่า ประกอบด้วยเส้น 2 เส้นเท่าน้น โดยเส้นแรกคือ เส้น MACD ส่วนเส้นที่ 2 คือ เส้นสัญญาน เมื่อเส้น MACD ตัดเส้นสัญญานขึ้นเหนือแกนศูนย์ นั้นคือสัญญาณบ่งบอกถึงภาวะ BULLISH ในทำนองกลับกัน ถ้าเส้น MACD ตัดเส้นสัญญานลง ที่เหนือแกนศูนย์ แสดงว่าภาวะ BEARISH มาแล้ว ยิ่งการตัดกันอยู่ใกล้กับแกนศูนย์ ความน่าเชื่อถือของสัญญาณที่เกิดขึ้นจะมีความแม่นยำมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการตัดขึ้นหรือตัดลงก็ตาม แต่ถ้าเป็นการตัดกันใต้เส้นศูนย์ ไม่ว่าจะเป็นการตัดขึ้นหรือตัดลงก็ตาม จากประสบการณ์ของผมบอกว่าความแม่นยำมีน้อย

             เช่นเดียวกัน เวลาดู MACD ผมก็ดูทั้งรายวัน สัปดาห์ และรายเดือน เพราะว่าจะทำให้เห็นภาพทั้งระยะสั้น กลาง ยาว โดยปกติผมจะเริ่มดูจากเส้นรายเดือนก่อน เพื่อที่จะดูภาพระยะยาว ถ้าระยะยาวบอกว่าดี ด็มาดูระยะกลางต่อ แล้วตามด้วยระยะสั้น ถ้าสั้น กลาง ยาว เส้น MACD ตัดเส้นสัญญาณขึ้นในระดับเหนือเส้นศูนย์ แล้วเส้นระยะสั้นพึ่งจะตัดขึ้นด้วย ยิ่งดีใหญ่เลย แสดงว่าหุ้นตัวนี้เพิ่งส่งสัญญาณซื้อในระยะสั้น  อย่างนี้คงต้องรีบลุยกันเลย บางทีท่านอาจจะมีคำถามว่า แล้วจะตั้งค่า MACD และเว้นสัญญาณเท่าใดจึงจะดี จากที่ผมเคยใช้เป็นประจำคือใช้ตามค่า DEFAULT ที่ APPLICATION ตั้งค่าไว้

การเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด ( ตอนที่ 3 )

                                     การเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด ( ตอนที่ 3 )


                บทความก่อนพูดถึงการติดตามข่าวสารต่างๆเกี่ยวกับบริษัทที่เราสนใจจะลงทุน รวมทั้งข่าวคราวของอุตสาหกรรมที่บริษัทที่เราสนใจอยู่ว่ามีสภาวะการณ์อย่างไรบ้าง รวมทั้งการตรวจสอบงบการเงินของบริษัทที่เราเลือกลงทุน นอกจากสิ่งที่ต้องตรวจสอบและวิเคราะห์ดูแล้ว ยังมีอัตราส่วนอื่นๆที่ต้องใช้ประกอบการพิจารณา เช่น ROE ( RETURN ON EQUITY ) และ ROA (RETURN ON ASSET ) ค่า 2 ตัวนี้ยิ่งมากจะยิ่งดี นั่นหมายถึงผลตอบแทนจากส่วนของทุน และผลตอบแทนจากการใช้สินทรัพย์ที่มีเพื่อสร้างกำไรให้กับบริษัทได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อท่านทำตามขั้นตอนตามที่เขียนมาทั้ง 6 ขั้นตอน ท่านก็จะพอมีแนวทางที่จะเลือกหุ้นที่จะลงทุนได้แล้ว

                ขั้นตอนต่อไป ก็คือการดูว่าราคาหุ้นของบริษัทที่ท่านได้คัดเลือกไว้แล้วว่ามีราคาถูกเพียงพอให้ท่านเข้าไปลงทุนหรือไม่ ค่า P/E จะบอกท่านได้ โดยตัว P ก็ดูจากราคาตลาดของหุ้นบริษัทที่ท่านสนใจ ส่วนตัว E ก็คือตัว EPS แต่ไม่ใช่ EPS ที่บริษัทประกาศออกมา แต่ต้องเป็นกำไรปกติสุทธิ/หุ้นที่ท่านคำนวณตามที่ผมได้อธิบายไว้เบื้องต้น แต่ P/E ที่ท่านคำนวณได้จะเป็น P/E ที่เกิดขึ้นจากกำไรที่ประกาศออกมาแล้วของปีล่าสุด หรือถ้าท่านเอากำไรของ 4 ไตรมาสล่าสุด มาคำนวณ ก็จะเป็น TRAILING P/E สิ่งที่ต้องระวังคือ กรณีที่บริษัทนั้นๆ ถ้าเป็น CYCLICAL STOCK คือเป็นหุ้นของบริษัทที่ธุรกิจเป็นวัฏจักรอาจจะทำให้ท่านตัดสินใจในการลงทุนผิดพลาดไปได้ เพราะว่าช่วงที่ธุรกิจอยู่ในวัฏจักรช่วงขาขึ้น ผลประกอบการของบริษัทจะดีเป็นพิเศษจะทำให้เมื่อคำนวณ P/E แล้วจะได้ค่าP/E ที่ต่ำมาก ทำให้นักลงทุนเข้าใจว่าเป็นหุ้นที่ดีมีราคาถูก พอช่วงวัฏจักรขาลงหลายๆบริษัทเลยที่จะมีผลประกอบการที่ติดลบ คือขาดทุนเลยทีเดียว ซึ่งก็จะสร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุนได้ โดยปกติถ้าเลี่ยงได้ก็น่าจะเลี่ยงที่จะลงทุนในหุ้นที่อยู่ในธุรกิจแบบวัฏจักร เพราะว่ามีความเสี่ยงในการลงทุนเป็นอย่างมาก 

               ผมจะยกตัวอย่างราคาหุ้นที่อยู่ในธุรกิจวัฏจักรตัวหนึ่งให้ท่านได้เห็นถึงผลตอบแทนที่สุดมหัศจรรย์ และอารมณ์ประเภทนรกมีจริง เรามาดูราคหุ้น STA กันครับ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2552 ราคาหุ้นตัวนี้อยู่ที่ 1.90 บาท ซึ่งช่วงนั้นราคายางตกต่ำอย่างมาก จึงทำให้ราคาหุ้น STA ที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับยางที่มีราคาต่ำลง แต่พอช่วงที่ราคายางฟื้นตัวขึ่นมา ราคาหุ้นตัวนี้ดีดขึ้นไปถึง 41.25 บาท เมื่อเดือนมกราคม 2554 ราคาขึ้นมาถึง 39.35บาท/หุ้น คิดเป็น 2,071% เลยทีเดียว แต่พอราคายางตกลงมาอีกรอบ ราคาหุ้นตัวนี้ก็หล่นลงมาเหลือเพียง 11.30 บาท เมื่อเดือนสิงหาคม 2556 เป็นการลดลงถึง 29.45 บาท คิดเป็น 71.39% ซึ่งปัจจุบันราคาตัวนี้ก็ยังต้วมเตี้ยม อยู่แถวๆ 10 บาทต้นๆอยู่เลย นี่กระมังที่นักลงทุนบางท่านกลับเห็นว่าเป็นหุ้นที่มีเสน่ห์ เพราะว่าเห็นผลกำไรจากราคาหุ้นในช่วงที่หุ้นเหล่านี้เริ่ม TURNAROUND แต่หุ้นประเภทนี้ ที่สุดแล้วก็สร้างบาดแผลให้กับนักลงทุนไว้มากมาย 

การเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด (ตอนที่ 2)


การเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด (ตอนที่ 2)
              

               เรามาคุยกันต่อจากบทความที่แล้ว เรื่องการบริหารจัดการสภาพคล่องและการใช้บัญชี MARGIN จริงๆแล้วบัญชี MARGIN เปรียบเสมือนดาบ 2 คม คือ มีประโยชน์มากแต่ถ้าใช้ไม่เป็นก็สามารถสร้างโทษมหันต์ได้เช่นกัน เพราะว่าเวลาตลาดหุ้นขาขึ้น ถ้าคุณใช้ MARGIN คุณก็สามารถสร้างผลกำไรได้มากกว่า การใช้บัญชีเงินสด โดยเฉพาะถ้าคุณลงทุนหุ้นถูกต้องถูกจังหวะก็เปรียบเสมือนเสือติดปีกเลยทีเดียว ลองมาดูกันครับ ถ้าคุณมีเงิน 1 ล้านบาท คุณลงทุนด้วยบัญชีเงินสด คุณสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในรอบตลาดขาขึ้นนี้ ได้ 80% นั่นหมายถึง คุณสามารถทำกำไรได้ 800,000 บาท แต่ถ้าคุณลงทุนด้วยบัญชี MARGIN และหุ้นที่ซื้อทั้งหมดเป็นหุ้นที่โบรคเกอร์คุณให้ MARGIN 50% และคุณลงทุนเต็มวงเงิน นั่นหมายถึงคุณสามารถซื้อหุ้นในมูลค่าได้ถึง 2ล้านบาท คือเป็นเงินจากหลักประกันของคุณ 1ล้านบาทและเงินกู้จากโบรคเกอร์อีก 1ล้านบาท 

               สมมติต่อไปว่า ทางโบรคเกอร์คิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้คุณ 7% ต่อปี สมมติว่าคุณซื้อหุ้นแล้วลงทุนถือยาวไป 1ปีพอดี คุณต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ทั้งปีเป็นเงิน 72,290 บาท (ดอกเบี้ยคิดทุสิ้นเดือน ทบต้นไปทุกๆเดือน) สมมติว่าคุณลงทุนเหมือนกับที่คุณซื้อในบัญชีเงินสดทุกประการ แต่เม็ดเงินที่ลงทุนเป็น 2 เท่า นั้นหมายความว่าคุณจะได้กำไรจากการลงทุน1.60ล้านบาท หักดอกเบี้ยจ่าย 72,290บาทเท่ากับว่าคุณได้กำไรสุทธิ 1,527,710 บาทหรือคิดเป็นผลตอบแทนจากการลงทุนสุทธิเท่ากับ 152.77% เลยทีเดียว นี่คือเสน่ห์ของการใช้ MARGINในการลงทุนในช่วงตลาดขาขึ้น และคุณลงทุนหุ้นถูกตัว แต่ในทางกลับกันถ้าช่วงที่คุณลงทุนอยู่นั้น ตลาดหุ้นอยุ่ในช่วงวิกฤต ปรากฏว่าเงินที่คุณลงทุนไว้ 1 ล้านในบัญชีเงินสดปรากฏว่า มูลค่าหุ้นในพอร์ตลดลงไปเหลือ 700,000 บาทเท่ากับว่าคุณขาดทุนไป 30% 

การเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด ( ตอนที่ 1 )

การเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด ( ตอนที่ 1 )




               ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  ตลาดหลักทรัพย์กลายเป็นแหล่งลงทุนของนักลงทุนหน้าใหม่เข้ามาเพื่อหวังผลตอบแทนจากการลงทุน  บ้างก็ประสบความสำเร็จ บ้างก็ล้มเหลว  ตามกฏของ Pareto’s Principle  หรือที่นิยมเรียกว่า  80-20  RULE คือมี 80% ที่ล้มเหลว  20% ที่ประสบความสำเร็จ  แต่ใน 20% ที่ว่าประสบความสำเร็จนั้น มีไม่กี่% ที่ได้ผลตอบแทนต่อปีมากกว่า 15%  แบบต่อเนื่อง  การที่ใครสักคนอยากจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ  เขาเหล่านั้นควรจะทำอย่างไรบ้าง
               1. ติดตามข่าวสารข้อมูลเศรษฐกิจของโลก ว่าเป็นอย่างไรบ้าง แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของประเทศหลักๆ  โดยเฉพาะสหรัฐ  ว่าเป็นอย่างไร  กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง  โดยปกติ ราคาหุ้นกับอัตราดอกเบี้ยจะสวนทางกัน  คือ เมื่อไหร่ที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น หุ้นมักจะลง  แต่ถ้าอัตราดอกเบี้ยอยู่ในขาลง หุ้นมักจะขึ้น  เว้นแต่หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ  แล้วเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น  ดอกเบี้ยพึ่งจะเริ่มขึ้น  แบบนี้หุ้นก็อาจจะขึ้นไปได้อีกสักระยะ  จนกว่าดอกเบี้ยขึ้นใกล้จุดสูงสุด  นั่นหมายความว่า  เศรษฐกิจจะเข้าสู่จุดอิ่มตัว  นักลงทุนที่ชาญฉลาดก็จะขายหุ้นออกไปก่อนสัก 6-9 เดือนล่วงหน้า  ซึ่งเราก็จะเห็นถึงแรงขายที่มากกว่าแรงซื้อ  ซึ่งจะทำให้ตลาดหุ้นตกลงอย่างรุนแรง ในทำนองกลับกัน  ช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ  อัตราดอกเบี้ยส่วนมากมักจะเป็นขาลง  ในช่วงที่ดอกเบี้ยเริ่มลงใหม่ๆ  ยังไม่ควรรีบซื้อหุ้น  เพราะว่าหุ้นส่วนใหญ่จะทำ New Low ไปสักระยะใหญ่ๆ  จนเมื่อแน่ใจว่าอัตราดอกเบี้ยใกล้จุด Bottom แล้ว  ตัวเลขทางเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณดีขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการจ้างงาน  ยอดซื้อสินค้าคงทนที่สูงขึ้น เป็นต้น  เมื่อนั้นก็เป็นจุดที่จะกลับเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นได้แล้ว  โดยปกติอัตราดอกเบี้ยของไทยจะเป็นไปตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ ยิ่งถ้าทำตัวเป็นนักลงทุนระยะยาวเข้าสะสมหุ้นช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว  แล้วขายเอาช่วงที่เศรษฐกิจใกล้จุด Peak ผลตอบแทนน่าจะได้หลายร้อยเปอร์เซนต์  ถ้าเลือกซื้อหุ้นได้ถูกตัวแล้ว  นี่คือผลตอบแทนที่งดงามจากการทำการบ้านมาเป็นอย่างดี

วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2561

บางหว้า-เพชรเกษม ทำเลที่เป็นมากกว่าอินเตอร์เชนจ์


               บางหว้า-เพชรเกษม ทำเลที่เป็นมากกว่าอินเตอร์เชนจ์




             นับตั้งแต่ปี 2556 ที่รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้มส่วนต่อขยายได้เปิดให้บริการ ทำเลบางหว้า-เพชรเกษม ก็มีการเติบโตของคอนโดมิเนียมอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในปี 2556 ที่รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้มเปิดให้บริการในปีแรก มี supply คอนโดมิเนียมสูงถึงเกือบ 2,000 ยูนิต สะท้อนให้เห็นความต้องการที่อยู่อาศัยใน ทำเลบางหว้า-เพชรเกษม ได้เป็นอย่างดี ซึ่งปรากฎการณ์เช่นนี้กำลังจะกลับมาที่ ทำเลบางหว้า-เพชรเกษม อีกครั้ง เมื่อรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายหัวลำโพง-บางแค ที่มีความคืบหน้าในการก่อสร้างกว่า 98% กำลังจะเปิดให้บริการในปี 2562 นี้ ทำไมต้อง รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน?


            เหตุผลที่ TerraBKK Research ให้ความสำคัญกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายที่กำลังจะเปิดขึ้นใน ทำเลบางหว้า-เพชรเกษม เนื่องจากมองว่ารถไฟฟ้าสายสีำน้ำเงิน เป็นรถไฟฟ้าที่สร้างขึ้นมาเพื่อ รองรับการเดินทางภายในเมือง สำหรับคนชานเมืองฝั่งธนฯ ด้วยลักษณะของเส้นทางที่มีรูปแบบการเดินรถแบบวิ่งวนลูป ระหว่าง ใจกลางเมือง-ธนบุรี-ชานเมือง โดยการเข้ามาของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินใน ทำเลบางหว้า-เพชรเกษม จะเชื่อมระหว่างพื้นที่ชานเมืองสู่โครงข่ายในเมือง ซึ่งจะเป็นปัจจัยดึงดูดสำคัญ ให้เกิดการเกาะกลุ่มของที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้นในบริเวณแนวเส้นรถไฟฟ้า ที่จะไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่ในบริเวณพื้นที่เมืองเท่านั้น ทำให้ทำเลบริเวณเมืองรอบนอกอย่างช่วง บางแค-เพชรเกษม-จรัญสนิทวงศ์ มีศักยภาพของทำเลมากขึ้นอย่างยิ่งยวด เนื่องจากสามารถเดินทางเข้าสู่ในเมืองได้อย่างสะดวก โดยที่ราคาที่ดินและที่อยู่อาศัย ยังไม่ได้เพิ่มสูงมากเกินไปเมื่อเทียบกับบริเวณใจกลางเมือง นอกจากนั้น รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ยังเข้ามาช่วยทำให้โครงข่ายการคมนาคมใน ทำเลบางหว้า-เพชรเกษม สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นทั้งรถ-เรือ-ราง

             โดยสรุปก็คือ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน เป็นรถไฟฟ้าสายที่เอื้อประโยชน์ต่อคนฝั่งธนบุรีมากที่สุด เนื่องจากเส้นทางส่วนต่อขยายนั้นพาดผ่านย่านสำคัญของฝั่งธนบุรีทั้งหมดตั้งแต่ จรัญสนิทวงศ์, ปิ่นเกล้า ไปจนถึงแนวเส้นถนนเพชรเกษม ทำให้คนฝั่งธนฯ สามารถย่นระยะเวลาการเดินทางเข้าสู่แหล่งงานในเมืองชั้นในที่เป็นย่านสำคัญ จากเดิมที่ใช้รถยนต์เพื่อเข้าเมืองต้องใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง หากใช้รถไฟฟ้าจะเหลือเพียง 20-30 นาที ด้วยปัจจัยนี้จึงทำให้เกิดแรงดึงดูดการเข้ามาของกลุ่มคนที่อาศัยอยู่บริเวณชานเมืองที่แต่เดิมเป็นชุมชนบ้านเดี่ยวจำนวนมาก โดยการเปลี่ยนแปลงจะเห็นได้ชัดเจนว่าเปลี่ยนจากการ “กระจาย” ของที่อยู่อาศัยเป็นการ “กระจุก” ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า โดยเฉพาะที่ ทำเลบางหว้า-เพชรเกษม ซึ่งเป็น Interchange ของรถไฟฟ้าสายสำคัญทั้ง 2 สายนั่นเอง บางหว้า-เพชรเกษม ย่นระยะการเดินทาง ไปได้ทุกที่