จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร

จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร
เล่าประสบการณ์การลงทุนของผมที่นำไปใช้ได้ง่ายๆ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ #พิพิธภัณฑ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ #พิพิธภัณฑ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561

กรุงเทพในอุดมคติของใครหลายๆคน


                             กรุงเทพในอุดมคติของใครหลายๆคน


           ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ผมมักจะเดินทางไปท่องเที่ยวในต่างประเทศปีละ 2 ครั้งๆละประมาณร่วมเดือน ล่าสุดเมื่อปีที่แล้วผมไปเที่ยวประเทศไต้หวันและสหราชอาณาจักร ส่วนเมื่อเดือนที่แล้วผมไปเที่ยวประเทศสวิตเซอร์แลนด์และสิงคโปร์ และทริปต่อไปของผมคือประเทศอินเดีย ซึ่งจะเดินทางในช่วงเดือนตุลาคมปีนี้ ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะภาวนาว่า สักวันหนึ่ง กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ จะเป็นเมืองที่น่าอยู่เหมือนกับหลายๆเมืองที่ผมได้ไปเที่ยวมา  ผมสังเกตว่าประเทศที่เจริญแล้วส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับพิพิธภัณฑ์ โดยจะมีพิพิธภัณฑ์อยู่ค่อนข้างมาก และสิ่งของที่จัดแสดงโชว์ในพิพิธภัณฑ์ รวมทั้งวิธีการจัดแสดง ทำให้ผู้มาเยือนมีความรู้สึกประทับใจและอยากจะแวะกลับมาอีกครั้ง 

           อย่างเช่นพิพิธภัณฑ์ในประเทศฝรั่งเศสซึ่งจะมีงานศิลปะอยู่มากมายและทุกครั้งที่ผมดีเยือนพิพิธภัณฑ์เหล่านี้ก็จะเห็นคุณครูพานักเรียนมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์อยู่ทุกครั้งและทุกแห่งซึ่งเป็นการปลูกฝังความรู้และความชอบทางด้านศิลปะให้กับเด็กนักเรียนเหล่านี้จึงไม่แปลกใจว่า ทำไมประเทศฝรั่งเศสจึงเป็นประเทศที่เป็นศูนย์รวมของแฟชั่น สินค้าแบรนด์เนมต่างๆที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก หลายยี่ห้อเป็นสินค้าที่มาจากประเทศฝรั่งเศส





           ล่าสุดประเทศสิงคโปร์เองก็ได้นำอาคารเก่ามาดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์ และนำผลงานศิลปะจากทั่วโลกมาจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์เหล่านี้ รวมทั้งได้ร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์สถานทั่วโลก เพื่อที่จะมีการแลกเปลี่ยนหรือขอยืมผลงานศิลปะต่างๆมาจัดแสดง ผมคิดว่ารัฐบาลควรจะจัดงบส่วนหนึ่งให้กับกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อมาปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ให้ดูน่ามาเที่ยวมากขึ้น เพื่อที่คนไทยแทนที่จะไปเดินห้างในวันหยุด ก็มาใช้เวลาในพิพิธภัณฑ์ ผมเห็นคุณคุณพ่อคุณแม่พาลูกๆมาเดินเที่ยวในพิพิธภัณฑ์เกือบทุกครั้งที่ผมไปเดินพิพิธภัณฑ์ในประเทศต่างๆ และผมก็เห็นคุณพ่อคุณแม่พยายามอธิบายให้ลูกๆฟังเกี่ยวกับสิ่งที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เหล่านั้น ซึ่งลูกๆก็ดูจะให้ความสนใจค่อนข้างมากเช่นกัน  นี่คงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประเทศเหล่านั้นเจริญกว่าประเทศของเรา

ทริปสิงคโปร์-สวิส ตอนจบ


                                                ทริปสิงคโปร์-สวิส ตอนจบ


          บทความที่แล้วผมพูดถึงประเทศสิงคโปร์ จากการที่ รัฐบาลสิงคโปร์ได้ส่งเสริมและพัฒนาเกี่ยวกับเรื่องการท่องเที่ยวแบบไม่หยุดยั้ง มีสร้างมีการสร้างจุดท่องเที่ยวใหม่อยู่เรื่อยๆ แม้กระทั่งสนามบินแห่งชาติของสิงคโปร์เอง ก็มีการปรับปรุงขยับขยายเพิ่มเติมสิ่งอำนวยความสะดวกภายในสนามบิน จน Concept ของสนามบินที่เราเข้าใจกันเริ่มจะเปลี่ยนไป กลายเป็นจุดท่องเที่ยวได้อีกแห่งหนึ่ง และการใช้เวลาในการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองสั้นมาก เมื่อเทียบกับสนามบินแห่งชาติของเรา

         เสร็จจากการเดินทางไปสิงคโปร์ 4 วัน ผมได้เดินทางต่อเนื่องไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีก 21 วัน ก่อนการเดินทางช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่ผมมีธุระค่อนข้างยุ่งเหยิง ในแต่ละวันยังจะต้องเจียดเวลา มานั่งทำโปรแกรมการท่องเที่ยวของสิงคโปร์และสวิส โชคดีที่ได้น้องสาวมาช่วยทำแผนการเดินทางให้ อย่างไรก็ตาม 1 เดือนก่อนการเดินทาง คืนที่นอนเร็วที่สุดก็คือตี 2-3 ส่วนตอนเช้าก็ต้องตื่นประมาณ 7-8 โมงเช้า เฉลี่ยได้นอนคืนละประมาณ 5 ชั่วโมงเท่านั้น และไม่ได้ออกกำลังกายเลย ผมรู้สึกตัวเองได้เลยว่าสุขภาพช่วงนั้นค่อนข้างแย่

         ในระหว่างการท่องเที่ยวในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ผมได้เรื่มหวนคิดถึงสุขภาพของตัวเอง จึงตั้งใจว่าหลังจากกลับจากการเดินทางท่องเที่ยวครั้งนี้ จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการใช้ชีวิตของตัวเองใหม่ โดยจะใส่การออกกำลังกายการฝึกโยคะเข้าไปไว้ในตารางชีวิตประจําวัน และจะนอนก่อน 5 ทุ่มรวมทั้งจะลด ละ เลิก ทานอาหารขยะอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยตั้งใจว่าจะต้องออกกำลังกายไม่ต่ำกว่าวันละ 1 ชั่วโมง และสัปดาห์ละ 5 วันเป็นอย่างน้อย โดยจะมีการออกกำลังกายแบบ aerobic และ anaerobic  และเนื่องจากพาหนะหลักในการเดินทางของผมก็คือ ขนส่งมวลชนไม่ว่าจะเป็น BTS MRT หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ผมได้ตั้งใจแล้วว่า ถ้าวันไหนไม่รีบเร่งและอากาศไม่ร้อนจนเกินไป ในระยะทางที่ไม่เกิน 2 กิโลเมตร ผมจะใช้วิธีเดินแทนที่จะใช้บริการขนส่งมวลชน  เพราะว่าช่วงที่ผมท่องเที่ยวอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ผมเดินเฉลี่ยวันละประมาณ 15 ถึง 20 กิโลเมตร ทำให้หลังจากกลับมาน้ำหนักตัวผมลดลงไปได้ถึง 3 กิโลกรัม  ทำให้กางเกงหลายตัวที่เคยใส่ไม่ได้ กลับมาใส่ได้เหมือนเดิม 

           สิ่งสำคัญที่สุดของคนเราก็คือสุขภาพ เพราะว่าถ้าเป็นคนขี้โรค หรือมีโรคภัยไข้เจ็บที่รักษาหายยาก หรือรักษาไม่ได้ หรือต้องใช้การรักษาต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายปี ค่าใช้จ่ายในการรักษาปัจจุบันนี้แพงมาก และอนาคตก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก ค่ารักษาพยาบาลจะเป็นการจะเป็นตัวบั่นทอนความมั่งคั่งของผมในอนาคตเป็นอย่างมาก ถ้าสุขภาพผมไม่ดี ถึงแม้ว่าตัวผมเองจะถือหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลไว้ในสัดส่วนที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นก็ตาม แต่คำว่า "อโรคยา ปรมาลาภา" ก็เป็นคำสอนที่เป็นอมตะนิรันดร์กาล