จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร

จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร
เล่าประสบการณ์การลงทุนของผมที่นำไปใช้ได้ง่ายๆ

วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2555

“ประกันชีวิต” สุดยอดธุรกิจ

“ประกันชีวิต” สุดยอดธุรกิจ

สาเหตุหลักที่ผมชอบธุรกิจนี้เพราะต้นทุนของผู้ประกอบการต่ำลงทุกปี เป็นธุรกิจที่มีอำนาจต่อรองสูง และที่สำคัญภาครัฐสนับสนุนธุรกิจนี้ โอกาสที่คนไทยจะต้องทำประกันชีวิตยังมีอีกมาก หากคำนวณดูแล้วมีโอกาสที่อัตราการทำประกันชีวิตของคนไทยจะโตถึง 500% ภายใน 20 ปีก็มีโอกาสเป็นไปได้

ผมจะพูดเสมอว่าชอบธุรกิจประกันชีวิต เพราะว่าเมื่อห้าปีที่แล้ว (2550) คนไทยยังทำประกันชีวิตเพียงแค่19%ของประชากรทั้งหมดเท่านั้นและบางคนถือมากกว่าหนึ่งฉบับ ถ้าเทียบกับประเทศญี่ปุ่นคนที่นั่นเขาทำประกันชีวิต100% หรือทำกันแทบทุกคนแถมบางคนมีมากกว่าหนึ่งฉบับด้วย 
หากคิดคำนวณว่าอีกสัก 15-20 ปี รายได้ต่อหัวของคนไทยคงจะไม่แพ้ญี่ปุ่นเท่าไร โอกาสที่จะมีอัตราการทำประกันชีวิตถึง100%ก็คงเป็นไปได้เหมือนกัน คิดอีกมุมหนึ่งเรากับญี่ปุ่นเป็นคนเอเชียเหมือนกัน มีโอกาสที่คนไทยจะคำนึงถึงรายได้หลังเกษียณเหมือนกันด้วย
จากอัตราการทำประกันชีวิต19%ในปี2550 ถ้าอีก20ปีขึ้นมาเป็น100% เท่ากับว่ามีโอกาสโตถึง 500% ถือว่าเร็วมากนะ
อีกอย่างหนึ่ง ผมมองเห็นการเติบโตของเบี้ยประกันรับปีแรกมีอัตราที่สูงกว่าจีดีพีเสมอ เมื่อปี2550คนไทยมีการทำประกันชีวิต19%ตอนนี้(2555) ขึ้นมาอยู่ที่29%แล้ว มันโตขึ้นเยอะ อย่าลืมว่าประชากรคนไทยเมื่อห้าปีที่แล้วยังน้อยกว่าตอนนี้อีก เหตุผลนี้ทำให้ผมคิดว่าเลือกลงทุนถูกธุรกิจแล้ว
สอง…ตอนนี้คนไทยที่อายุเกิน60ปีตอนนี้ก็มีสัดส่วน13%แล้ว ขณะที่หน่วยงานรัฐแห่งหนึ่งบอกว่าในปี 2565 คนสูงอายุจะมีสัดส่วนถึง20%ของประชากรทั้งหมด แต่ผมไปฟังบลจ.แห่งหนึ่งบอกไปในทิศทางเดียวกัน แต่เชื่อว่าอีก5ปี(2560)เท่านั้น ไทยเราจะมีคนอายุเกิน60ปีถึง20% 
ตัวเลขเดียวกันแต่ระยะเวลาต่างกันตั้งเยอะ ผมเลยไม่รู้จะเชื่อใครแต่ที่แน่ๆคือแนวโน้มมันเป็นเช่นนั้นแน่ 
ถามว่า…แล้วธุรกิจอะไรล่ะที่จะมาตอบโจทย์ความต้องการของผู้สูงอายุ!! หนึ่งคือโรงพยาบาล สองคือประกันชีวิต แต่การทำประกันชีวิตควรทำตั้งแต่ก่อนเกษียณ คืออายุ40ปีก็ควรเริ่มทำแล้ว 
ที่สำคัญ รัฐบาลให้การสนับสนุนธุรกิจนี้มาตลอด ดูสมัยก่อนคนไทยจ่ายภาษีโดยสามารถนำประกันชีวิตมาลดหย่อนได้50,000บาท ต่อมารัฐบาลขยายให้อีกเป็นหนึ่งแสนบาท ต่อมาใครซื้อแบบประกันบำนาญให้เพิ่มอีกเป็นสองแสนบาท 
ส่วนตัวผมคิดว่าอนาคตจะต้องมีการขยายสิทธิพิเศษด้านภาษีไปอีกแน่นอน เพราะตอนนี้งบประมาณภาครัฐ100บาท 70กว่าบาทต้องเอาไปจ่ายหนี้ ตั้งแต่ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล จ่ายคืนพันธบัตรรัฐบาล ชุดเก่าจ่ายเงินเดือนข้าราชการ เหลือ20กว่าบาทเอาไว้พัฒนาประเทศ
นั่นแปลว่ารัฐบาลไม่มีเงินมากเท่าไรที่จะมาเลี้ยงดูผู้สูงอายุในอนาคต สิ่งเดียวที่ทำได้คือส่งเสริมให้คนไทยหันมาซื้อประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองตัวเองและได้รับสิทธิในการลดหย่อนภาษีแทนและต่อไปผมคิดว่าเบี้ยประกันสุขภาพคงจะนำไปลดหย่อยภาษีได้ในอนาคตด้วย ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจประกันชีวิต
ข้อนี้สำคัญมาก..ธุรกิจนี้มีแต่ต้นทุนลดลงทุกปี เพราะอะไร??ลองไปดูเหตุผลกัน
ผมได้พูดคุยกับตัวแทนขายประกันชีวิต ถ้าเป็นเบี้ยประกันปีแรกบางประเภท สมมุติว่าบริษัทรับเบี้ยมา100 บาท บริษัทต้องจ่ายผลตอบแทนให้ตัวแทน 40%% แต่พอปีที่ 2 จะจ่ายให้ตัวแทนในสัญญาเดิมลดลงเหลือแค่ 15% ปีถัดไปจะจ่ายให้ตัวแทนในสัญญาเดิมลดลงเหลือแค่ 5%(ชณะที่รายรับเท่าเดิม) เพราะต้องการกระตุ้นให้ตัวแทนออกไปหาลูกค้าใหม่เยอะๆ ไม่รอกินบุญเก่าอย่างเดียว 
ต้นทุนของธุรกิจประกันชีวิตจึงลดต่ำลงทุกปี ถ้าหากคิดจากการจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้ตัวแทน สมมุติว่าผมทำธุรกิจยาสีฟันโดยมีต้นทุน25บาท ทุกๆปีต้นทุนผมมีแต่จะเพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อ แต่ต้นทุนของธุรกิจประกันชีวิตมีแต่จะลดลงนี่คือเสน่ห์
อีกเรื่องคือเป็นธุรกิจที่มีอำนาจในการต่อรองสูง ถ้าวันนี้ผมซื้อยาสีฟันที่ร้านสะดวกซื้อ A ถ้าต่อไปใช้จนหมดผมมีโอกาสที่จะเปลี่ยนไปซื้อยี่ห้ออื่น หรือเปลี่ยนไปซื้อร้านสะดวกซื้อBแทน แต่คนทำประกันชีวิตนี่เปลี่ยนไม่ได้นะ มีแต่จะซื้อเพิ่มและต้องจ่ายทุกปีด้วย 
มีธุรกิจอะไรบ้างที่บังคับลูกค้าได้ขนาดนี้และต้นทุนลดลงทุกปี ผมว่าธุรกิจนี้มีเสน่ห์ไม่มีใครเหมือน



ติดตามแนวทางการลงทุนของผมได้ที่ 
https://www.facebook.com/VI.Kitichai , http://twitter.com/value_talk , http://www.youtube.com/user/wittayu9 และ http://kitichai1.blogspot.com

หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 หรือหน้า B10 และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Stock Review, Me(Market Evolution), Glow และ Lisa  ทุกเดือน
     
สนใจซื้ออสังหาเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ลองเข้า http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty

กิติชัย เตชะงามเลิศ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น