จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร

จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร
เล่าประสบการณ์การลงทุนของผมที่นำไปใช้ได้ง่ายๆ

วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2556

ตลาดหุ้นปรับตัวตามที่ผมคาด 26/3/13



ตลาดหุ้นปรับตัวตามที่ผมคาด
          ถ้าท่านผู้อ่านได้ติดตามบทความของผม เมื่อ 2 อาทิตย์ที่แล้ว  ผมได้เตือนไว้ล่วงหน้าว่าภายใน 2 อาทิตย์เราน่าจะเห็นการปรับตัวของ SET INDEX และจะลงไม่ต่ำกว่า 100 จุด ซึ่งในขณะนั้นนักลงทุนหลายท่านยังเพลิดเพลินกับการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนอันหอมหวน  เรามาดูกันนะครับ SET INDEX ณ วันสิ้นปี 2555 ปิดที่  1,391.93 ซึ่งก็ได้ขึ้นมา 35.76% จาก ณ วันสิ้นปี 2554  ซึ่งปิดที่ 1,025.32  แต่ถ้านับจากต้นปี 2556 SET INDEX ขึ้นมาทำจุดสูงสุดที่ 19 มีนาคม ที่ 1,601.30 เพิ่มขึ้น 209.37 หรือคิดเป็น 15.04% ภายในเวลาเพียง 2  เดือนกว่าๆ เท่านั้น นับว่าเป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนที่ดีมากๆ ทีเดียวนะครับ  แต่งานเลี้ยงย่อมมีการเลิกราหลังจากแตะระดับ 1,600 จุด ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในรอบกว่า 19 ปี หลังจากที่ SET INDEX เคยไปทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่ 1,789.16 ในเดือนมกราคม 2537 ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา SET INDEX ลงมาแตะจุดต่ำสุดที่ 1,464.72 จุด เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ลดลงไป 136.58 จุด  คิดเป็น 8.53% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 101,361 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ นับว่าเป็นการลงที่เร็วและแรงพอสมควร  เมื่อปีที่แล้ว SET INDEX ก็มีการปรับตัวแรงๆ ช่วงหนึ่งเหมือนกันคือ SET INDEX เริ่มปรับตัวลงจาก 1,241.13 2/5/55 ลงมาทำจุดต่ำสุดที่ 1,099.15 5/6/55 ลงไป 141.98 จุด คิดเป็น 11.44% ใช้เวลาปรับตัวลง 1 เดือน กับ 3 วัน
          การปรับตัวของ SET INDEX รอบนี้หลายๆ ท่านพยายามหาสาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งมีนักวิเคราะห์หลายๆ ท่าน พยายามไปโยงใยกับปัญหาทางการเงินในไซปรัส ซึ่งผมคิดว่าไม่น่าจะใช่ เพราะว่าขนาดเศรษฐกิจของไซปรัสนั้นเล็กมาก ไม่ถึง 10% ของขนาดเศรษฐกิจไทยเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นผลกระทบต่อ EU หรือเศรษฐกิจโลกน้อยมาก ดูปัจจัยภายนอกแล้วกลับมาดูปัจจัยภายในประเทศ จะเห็นว่าช่วงเร็วๆ นี้ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากและเร็ว เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักๆ ของโลก เงินบาทเราแข็งค่ามากกว่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาค ทำให้เกรงว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) จะมีมาตรการแรงๆ ออกมาหยุดยั้งการแข็งค่าของเงินบาท  ดังเช่น อดีตผู้ว่า BOT คนก่อนเคยทำไว้ ซึ่งครั้งนั้นทำให้ SET INDEX ตกลงอย่างรุนแรงมากเมื่อปลายธันวาคม 2549 โดยตกลงจาก 737.66 จุด ลงมาที่ 587.92 จุด ลดลง 149.74 จุด คิดเป็น 20.30% ทำให้อดีตผู้ว่า BOT ท่านนั้นต้องยกเลิกมาตรการ CAPITAL CONTROL อย่างรีบด่วน บทเรียนครั้งนั้นคงยังฝังใจหลายๆ คน รวมทั้งผมด้วย ดังนั้นผมไม่เชื่อว่าท่านผู้ว่า BOT คนปัจจุบันจะออกมาตรการรุนแรงทำนองนี้ขึ้นมาอีก และท่านเองก็เพิ่งให้สัมภาษณ์ เมื่อเร็วๆ นี้ว่าทาง BOT ยังไม่เห็นว่าจะต้องมีมาตรการอะไรในสถานการณ์ปัจจุบัน และทาง รมต.คลังคนปัจจุบัน ท่านก็เคยเป็นผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์มาก่อน และท่านก็มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มาก่อน ค่อนข้างมาก และเมื่อไม่กี่วันท่านรมต.คลังและผู้ว่า BOT ได้ปรีกษาหารือกันในเรื่องนี้แล้ว และยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องใช้มาตรการ CAPITAL CONTROL
          นอกจากนี้ ยังมีมาตรการของสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ ที่จะเพิ่มหลักประกันบัญชีเงินสด จากเดิม 15% เป็น 20% นั่นหมายความว่า ท่านนักลงทุนต้องวางหลักประกันจากเดิม 150,000 บาท  กลายเป็นต้องวางหลักประกัน 200,000 บาท สำหรับการซื้อหลักทรัพย์มูลค่า 1 ล้านบาท เป็นการจำกัดอำนาจการซื้อได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนั้นอาจจะมีนักลงทุนบางท่านอาจโดนบังคับขาย (FORCE SELL) จากบริษัทหลักทรัพย์ที่ตนไปเปิดบัญชีมาร์จินซึ่งขายหุ้นเพราะว่า 3-4 วัน ที่ SEX INDEX ตกลงมา 8.53% แต่หุ้นบางตัวลงไปแล้วเกือบ 50% ก็มีหลายตัว เช่น ลงไป 42.86% IEC ลงจาก 0.07 มาทำจุดต่ำสุดเมื่อวันศุกร์ที่ 0.04 บาทลงไป 42.86% AAV ลงจาก 7.95 ไปทำ LOW ที่ 5.05 บาท ลงไปถึง 36.08% LOXLEY ลงจาก 7.85 ไปทำ LOW ที่ 4.76 ลดลงมากกว่า 39.36% เป็นต้น ท่านนักลงทุนที่ถือหุ้นเหล่านี้ซึ่งมีหลายสิบตัวทีเดียวที่ลงมามากว่า 30% ภายใน 3-4 วัน ในบัญชีมาร์จิน  ท่านอาจจะถูกบริษัทโบรกเกอร์เรียกให้นำเงินมาวางเป็นหลักประกัน (CALL MARGIN) เพิ่มขึ้นหรือมิฉะนั้นก็จะถูกบังคับขาย (FORCE SELL) ซึ่งผมเชื่อว่าน่าจะมีหลายรายเลยทีเดียว เพราะว่าหุ้นเหล่านี้ช่วงที่ผ่านมาเป็นขวัญใจนักเก็งกำไรค่อนข้างมาก มีมูลค่าซื้อขายของหุ้นเหล่านี้ต่อวันค่อนข้างสูง กอรปกับ PANIC ของนักลงทุนทั้วไป และคงมีนักลงทุนบางท่านสั่งคำสั่งขายแบบ MARKET PRICE(MP) ทำให้ราคาหุ้นหลายตัวไหลลงเร็วมาก เพราะว่าไม่มีคำสั่งซื้อตั้งรองรับไว้ เราได้เห็นหุ้นหลายตัวลงแตะฟลอร์ หรือเกือบแตะฟลอร์มากมายเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาอยากให้จำไว้เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่าคำสั่ง MP ไม่ควรจะใช้ในช่วงที่มี PANIC SELL เพราะว่าท่านจะไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าท่านจะขายได้ในราคาใด โดยเฉพาะคำสั่งขายที่มีมูลค่าสูงในหุ้นที่มีสภาพคล่องไม่สูงนัก อาจเห็นฟลอร์ได้เลยทีเดียว ท่านควรจะเลี่ยงเป็นส่งคำสั่งขายถอยลงไปสัก 4-5 ช่วงก็พอ แล้วค่อยสั่ง ORDER ขายใหม่เพิ่มไปถ้าท่านต้องการขายเพิ่มอีก เป็นการลดโอกาสที่จะได้ราคาที่ท่านคาดไม่ถึงได้พอสมควร นอกจากนั้นท่านนักลงทุนโดยเฉพาะนักเก็งกำไรควรจะใช้วิจารณญาณมากขึ้นในการลงทุน ควรจะหลีกเลี่ยงลงทุนในหุ้นเก็งกำไร มิฉะนั้นท่านก็จะประสบการขาดทุนอย่างมากได้
          อย่างไรก็ตามการปรับตัวของหุ้นในรอบนี้จะทำให้การขึ้นในรอบหน้ามีความแข็งแรงมากขึ้น ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในขาขึ้น  การปรับตัวรอบนี้เป็นการพักตัวในทิศทางขาขึ้นเท่านั้น ท่านนักลงทุนที่พอร์ตการลงทุนยังว่างอยู่ นี่เป็นจังหวะที่ดีมากในการเลือกลงทุนในหุ้นดีมีอนาคตในราคา SALES นะครับ แล้วอาทิตย์นี้จะมีเม็ดเงินใหม่จากกองทุนต่างๆ รวมทั้งกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ ประมาณ 6 กองทุน วงเงินร่วม 1 หมื่นล้าน ขอให้นักลงทุนทุกท่านประสบความสำเร็จในการลงทุนนะครับ 


กิติชัย เตชะงามเลิศ

ติดตามแนวทางการลงทุนของผมได้ที่ https://www.facebook.com/VI.Kitichai , http://twitter.com/value_talk , http://www.youtube.com/user/wittayu9 และ http://kitichai1.blogspot.com
หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 หรือหน้า B10 และนิตยสารคนรวยหุัน, Condo Guide, Stock Review, Me(Market Evolution), Glow และ Lisa  ทุกเดือน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น