จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร

จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร
เล่าประสบการณ์การลงทุนของผมที่นำไปใช้ได้ง่ายๆ

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2558

ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน ( ตอนที่ 3)

                                                             ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน ( ตอนที่ 3)
ใน ตอนแรก ผมพูดถึงบัณฑิตที่จบปริญญาตรีหมาดๆ เพิ่งเริ่มทำงาน ซึ่งปัจจุบัน  เงินเดือนขั้นต่ำที่รัฐกำหนดไว้ ที่ 15,000บาทต่อเดือน  บางคนจบคณะที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานมากๆ  ก็อาจะเริ่มต้นที่ 20,000-25,000 เลยทีเดียว  ซึ่งคนเหล่านี้  ส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยเคยชินกับการจับจ่าย  จากเดิมที่เคยใช้เงินของบุพการี  จึงไม่รู้ซึ่งถึงความลำบากว่า กว่าที่คุณพ่อคุณแม่จะหาเงินมาได้แต่ละบาทท่านต้องตรากตรำทำงานหนักเพียงไหน  ลูกๆก็ไม่รู้ กูใช้เพียงอย่างเดียว หรือเวลาเดินทางไปไหนมาไหน  คุณลูกใช้รถไฟฟ้า หรือ TAXI ส่วนคุณพ่อคุณแม่ที่ฐานะไม่ค่อยดีใช้รถเมล์  เงินที่ประหยัดได้ ก็ประเคนเป็นค่าใช้จ่ายให้กับลูกๆ ของตนไม่ว่าจะเป็นค่าเล่าเรียน  ค่าตำรับตำรา  และค่าใช้จ่ายส่วนต่างๆ  นี่ยังไม่รวม พ่อแม่ที่ลูกๆเป็นแฟนคลับดารานักร้อง ที่เอาเงินพ่อแม่ไปซื้อของให้ดารานักร้องขวัญใจตัวเอง  และค่าบัตรคอนเสิร์ตที่ตามไปดูทุกๆรอบ  หรือขอสตางค์ซื้อของที่อยากได้ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่ให้ก็จะงอน  จนในที่สุดคุณพ่อคุณแม่หลายท่านก็ต้องใจอ่อนยอมซื้อให้ พอถึงคราวที่ต้องทำงานหาเงินใช้เอง หลายๆคนยังคุ้นเคยกับการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ทำให้ชักหน้าไม่ถึงหลัง  บางครั้งยังต้องขอเงินพ่อแม่มาเสริมให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายของตน  เห็นเพื่อนที่ทำงานใช้โทรศัพท์แพงๆ รุ่นที่ออกใหม่ หรือ เพื่อนมี Tablet ใช้ก็ต้องหามาให้ใช้  เดี๋ยวจะน้อยหน้าเพื่อนๆ  ที่เป็นเช่นนี้ ส่วนหนึ่งนอกจากนิสัยของเขาเองแล้ว  ส่วนหนึ่งก็เพราะสังคมไทยที่พ่อแม่เลี่ยงดูลูกแบบตามใจมากไป  ปกติผมไม่ชอบวัฒนธรรมของชาวตะวันตกเลย  แต่มีอย่างหนึ่งที่ผมต้องยอมรับว่าเป็นวัฒนธรรมที่ดีมาก  คือการให้ลูกๆของตนทำงาน Part Time ช่วง Summer  ซึ่งเป็นการสอนเด็กๆ ให้เรียนรู้เรื่องการทำงานและคุณค่าของเงิน  เด็กๆฝรั่งที่อยากได้ Gadget ต่างๆ ก็ต้องอาศัยเงินออมและรายได้จากการทำงาน Part Time ในขณะที่เด็กไทยที่ใช้มือถือแพงๆ หรือสินค้าแพงๆอื่นๆ ก็เป็นเงินของผู้ปกครองทั้งนั้น  วัฒนธรรมดีดีแบบนี้  ทำไมสังคมไทยไม่นำมาใช้ แต่วัฒนธรรมที่ผมรู้สึกไม่เหมาะสมกับสังคมไทย เช่น กอดจูบกันในที่สาธารณะ ฯลฯ เด็กรุ่นใหม่ชอบกันจัง  อีกส่วนหนึ่งก็ต้องโทษระบบการศึกษาของไทยเรา ที่ไม่นำความรู้เรื่องการออมเงินมาบรรจุเข้าไปในหลักสูตรตั้งแต่ชั้นมัธยมต้น  เพราะว่าเด็กๆบางคนอาจจะเรียนจบแค่มัธยมต้น  และช่วงวัยนี้เป็นวัยที่ยังพอจะดัดนิสัยได้ง่าย  พอเป็นมัธยมปลายหรือระดับมหาวิทยาลัยแล้วก็จะดัดยากยิ่งขึ้น  ผมขอเรียกร้องให้ท่านรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ  ได้กรุณาลงมาดูเรื่องนี้ด้วย  เพาะว่าเมื่อเด็กรุ่นใหม่นี้เข้าใจแนวคิดเรื่องการออมเงินที่ถูกต้องนั่นหมายถึง การสร้างหนี้จากการจับจ่ายใช้สอยสินค้าที่ไม่จำเป็นจะลดลง  ปัญหาหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่อยู่ที่ 85 % ในขณะนี้ ซึ่งนับว่าสูงเป็นอันดับที่2ใน Asean รองจากมาเลเซียเท่านั้น  จะค่อยๆทยอยลดลง  ระดับการออมของคนในชาติสูงขึ้น  อย่าลืมนะครับว่าประเทศเราได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมาหลายปีแล้ว  เรามีคนไทยที่มีอายุเกิน 60 ปี  มากกว่า 10 % แล้ว และจากการคาดการณ์ของบางหน่วยงาน เราจะมีผุ้สูงวัยมากกว่า 20% ในปี พ.ศ. 2563 เมื่อถึงเวลานั้นเราก็จะอยู่ในสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบ  ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะคนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น จากเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้นและรายได้ที่สูงขึ้น รวมทั้งความรู้ทางโภชนาการที่ดีขึ้น  ทำให้คนไทยอยู่ดีกินดีมากขึ้น

            เรากลับมาเรื่องค่าใช้จ่ายที่คุยกันไว้ในตอนที่ 2 เรื่องค่าเช่าห้องพักสำหรับคนที่ไม่ได้อาศัยอยู่กับทางบ้าน  ผมแนะนำว่าควรจะยอมใช้เวลา 1 วันเต็มๆ เดินรอบๆที่ทำงานของคุณภายในรัศมี 1 กิโลเมตร ดูว่ามีอพาร์ตเม้นท์หรือบ้านเช่าที่อยู่ในกรอบค่าเช่าที่กำหนดไว้ ในที่นี้คือ 3,000 บาท  หรืออาจจะมากกว่านั้นนิดหน่อย  สำหรับคนที่เงินเดือนช่วง 16,000-20,000 บาท โดยเลือกที่คุณชอบมากที่สุด  อย่าลืมนะครับ คุณจะต้องอยู่ห้องพักนี้ ตราบที่คุณยังทำงานที่นี่ และระดับเงินเดือนคุณยังไม่เกิน 20,000 บาท ซึ่งอาจจะ 2-3 ปี สำหรับคนที่มีเงินเดือนเริ่มต้นที่ 15,000บาท  และผมกำหนดรัศมีไว้ 1 กิโลเมตร เพราะผมเชื่อว่าอยู่ในวิสัยของคนที่สามารถจะเดินได้  คุณลองคิดดูสิครับ ถ้าคุณยอมเดิน คุณจะประหยัดค่าเดินทางได้ประมาณ 1,000-2,000 บาทต่อเดือน  คุณเอาค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้ไปจ่ายค่าเช่าห้องพักที่ดีขึ้นก็ยังได้  การเดินมากๆยังทำให้คุณตัดปัญหาเรื่องอ้วนลงพุงได้อีก  เพราะว่าคุณเดินไปกลับวันละ 2 กิโลเมตร จากห้องพักกับที่ทำงาน ไม่ต้องเสียเงินไปซื้ออาหารเสริม หรืออะไรก็ตามเพื่อลดความอ้วน สุขภาพก็จะดีขึ้น ประหยัดค่าหยูกยา  ค่ารักษาพยาบาลได้อีก  เพราะว่าเป็นที่รู้ๆกัน  ค่ารักษาพยาบาลในปัจจุบัน ยิ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนยิ่งแพงมาก  ทำสุขภาพให้แข็งแรงเป็นการช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า  ทำให้มีเงินออมมากขึ้น  การเป็นว่าที่เศรษฐีก็จะเร็วขึ้น  เนื้อที่หมดแล้วเอาไว้ต่อตอนที่ 4 กันนะครับ
ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน ( ตอนที่ 1) http://kitichai1.blogspot.com/2015/03/1.html
ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน ( ตอนที่ 2) http://kitichai1.blogspot.com/2015/03/2.html


    กิติชัย เตชะงามเลิศ
          17/04/58


ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่
 Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
 Twitter : http://twitter.com/value_talk
 Instagram : Gid_Kitichai
 Blog : http://kitichai1.blogspot.com
 You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9
 Google+ : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
 Linkedin : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
 Pinterest : http://www.pinterest.com/kitichai/
 หรือหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B8 ในคอลัมน์ "เขียนอย่างที่คิด by Gid"  หนังสือพิมพ์ ASTV และwww.manager.co.th ในคอลัมน์ "รอบรู้ลงทุน"  ทุกวันอังคารและวันศุกร์ และหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจหน้า 15 เดือนละครั้ง ในคอลัมน์ "พินิจ พิเคราะห์"   และนิตยสาร Condo Guide, Glow ทุกเดือน และ คนรวยหุัน,  Me(Market Evolution) ทุกไตรมาส

 หาอสังหาทั้งถูกและดีเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน ได้ที่ http://www.pantipmarket.com/mall/homeproperty 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น