จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร

จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร
เล่าประสบการณ์การลงทุนของผมที่นำไปใช้ได้ง่ายๆ

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2563

มาตรการรัฐที่ควรจะมีต่อกลุ่มอสังหาริมทรัพย์

                      มาตรการรัฐที่ควรจะมีต่อกลุ่มอสังหาริมทรัพย์

 



       เมื่อเร็วๆนี้กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ทางรัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกำลังประสบปัญหาจากกำลังซื้อในประเทศและต่างชาติที่ฟุบตัวลงเป็นอย่างมาก รวมทั้งจากมาตรการ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย และล่าสุดผลกระทบจากสถานการณ์ covid 19 พอจะสรุปคร่าวๆได้ดังต่อไปนี้คือ

 

1.ขอให้ยกเลิกมาตรการ LTV (Loan to Value) ที่ออกมาใช้เมื่อเดือนเมษายนปี 2562 เนื่องจากในสภาวะการณ์ปัจจุบันไม่มีการเก็งกำไรในตลาดอสังหาฯแล้ว 

 

2.การลดค่าธรรมเนียมการโอนจากเดิม 2% เหลือ 0.01% และลดค่าธรรมเนียมการจดจำนองอสังหาริมทรัพย์จากเดิม 1% เหลือ 0.01% ส าหรับการซือขายที่อยู่อาศัยที่ดินพร้อมอาคาร หรือห้องชุด จากราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อหน่วย ขอให้ขยายเป็นระดับราคา 5 ล้านบาทหรือ ไม่จำกัดเพดานราคา ซึ่งมาตรการนี้เริ่มใช้มาตั้งแต่ 2 พฤศจิกายน 2562 จะสิ้นสุดวันที่ 24 ธันวาคม 2563

 


3.ขอให้มีการปรับแก้กฎหมายการเช่าระยะยาว จากปัจจุบัน 30 ปี เป็น 50 ปี ซึ่งปัจจุบันกฎหมายได้กำหนดการเช่าะยะยาวในบางโซน เช่น พื้นที่สีแดง เพื่อการพาณิชย์ ที่กำหนดได้สิทธิการเชาระยะยาว 50 ปี

 

4.การขยายเวลาหรือการออกวีซ่าระยะยาวแก่ชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน ให้สามารถพำนักในไทยได้นานขึ้น เช่นสามารถพำนักได้เป็น 5-10 ปี ซึ่งวิธีนีจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้ต่างชาติซื้อคอนโดฯในไทยเป็นบ้านหลังที่สองมากขึนได้ ชูแคมเปญ Thailand Best Second Home 

 

5.เปิดพื้นที่สีน้ำเงินของรัฐ ให้เอกชนเข้ามาลงทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยคนมีรายได้น้อย

 

6.ออกมาตรการทางภาษี เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนผู้ที่จะสร้างบ้านอยู่อาศัย

 

7.ขยายเพดานราคาบ้านบีโอไอ จากปัจจุบันที่กาหนดอยู่ทื่ 1.2 ล้านบาท 

 


ซึ่งความช่วยเหลือที่ทางกลุ่มอสังหาร้องขอจากรัฐบาล มีบางส่วนที่ผมเห็นด้วยและบางส่วนที่ผมไม่เห็นด้วยดังต่อไปนี้

 

1.จริงๆแล้วทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการผ่อนปรนมาตรการดังกล่าวเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2563 ไปบ้างแล้ว ซึ่งผมคิดว่ามีความเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันแล้ว ต่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีการยกเลิกมาตรการ LTV ก็ตาม ก็ไม่น่าจะส่งผลให้การซื้อ ที่เป็นความต้องการที่แท้จริงในการซื้อเพื่ออยู่อาศัยเพิ่มขึ้น แต่อาจจะทำให้ผู้ที่ต้องการเก็งกำไรใช้โอกาสนี้ ในการเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ ในภาวะที่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่างๆลดราคาลงมาอย่างมาก

 

2.มาตรการนี้แต่เดิมให้แต่ผู้ที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่สร้างใหม่ จริงๆแล้วรัฐบาลควรจะให้กับอสังหาริมทรัพย์มือสองด้วย  เพราะว่าอสังหาริมทรัพย์มือสองส่วนใหญ่จะเป็นอสังหาริมทรัพย์ร้าง ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ การที่รัฐบาลสนับสนุนอสังหาริมทรัพย์มือสอง ก็จะเป็นการกระตุ้นให้มีการใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่แล้วในประเทศให้ได้ประโยชน์สูงสุด หรือถ้าพูดในศัพท์ของนักลงทุนก็คือเป็นการเพิ่ม ROA(Return on asset) เม็ดเงินและสภาพคล่องในประเทศมีอยู่เป็นจำนวนจำกัด แทนที่รัฐบาลจะไปสนับสนุนให้ประชาชนซื้อบ้านหรือคอนโดใหม่จากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์  ทำให้สภาพคล่องไปอยู่กับสินทรัพย์ใหม่ ในขณะที่สินทรัพย์เดิมที่มีอยู่แล้วแต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ กสับถูกละเลยในการใช้สอย  การนำสภาพคล่องที่มีอยู่ในจำนวนจำกัด ไปต่อยอดเพื่อสร้างธุรกิจใหม่ๆ ที่ตอบรับกับภาวะที่เป็น New Normal ซึ่งกลุ่มธุรกิจใหม่ๆเหล่านี้ในประเทศไทยมีน้อยมาก น่าจะมีประโยชน์มากกว่า ลองคิดดูสิครับ คนที่มีต้องการจะขายบ้านหลังเดิมเพื่อขยับขยายไปสู่บ้านหลังใหม่ ก็สามารถจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดยอดขายบ้านหลังใหม่ไปในตัว หรือคนที่มีบ้าน 2-3 หลัง หรือธุรกิจ SME ในภาวะที่มีความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ ก็สามารถที่จะขายบ้านหลังที่ 2-3 ที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ในปัจจุบัน ทำให้มีสภาพคล่องจุนเจือครอบครัวหรือธุรกิจ เป็นต่อสายป่านหรือลมหายใจให้กับธุรกิจเล็กๆ ซึ่งเป็นฟันเฟืองธุรกิจที่มีการว่าจ้างแรงงานในอัตราที่สูง เมื่อเทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ ช่วยลดภาวะการว่างงานให้กับประเทศ แก้ปัญหารัฐบาลไปในตัว

 

3.ข้อนี้ผมสนับสนุนเต็มที่ ใจจริงอยากให้รัฐบาลขยายเวลาไปถึง 99 ปีด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าให้ใช้กับคอนโดมิเนียมเท่านั้น ในกรณีที่คอนโดนั้นที่มีราคาสูงกว่า 5 ล้านบาทขึ้นไป(เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อคอนโดระดับกลางและล่าง ที่ผู้ซื้อเป็นกลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางในประเทศ) และมีสัดส่วนการถือครองของเจ้าของร่วมที่เป็นคนต่างชาติมากกว่า 49% ไปแล้ว  ผู้ซื้อที่เป็นชาวต่างชาติยังไงก็ไม่สามารถที่จะขนคอนโดนี้กลับไปประเทศของตนได้ สินทรัพย์เหล่านี้ก็ยังคงอยู่ในประเทศไทย 

 

4.เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพียงแต่ว่าขอให้เป็นคอนโดที่มีระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไปเพื่อจะได้ไม่กระทบกับราคาของคอนโดระดับล่างและกลาง

 

5. และ 7.เห็นด้วยอย่างยิ่ง โดยควรจะส่งเสริมให้เป็นบ้าน BOI และขยายวงเงินให้เป็นไม่เกิน 1.5 ล้านบาท  เพื่อให้เข้ากับสภาวการณ์ราคาในปัจจุบัน

 


6.เห็นด้วย แต่ควรจะจำกัดจำนวนเงินที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ ไม่ควรเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ของราคาค่าก่อสร้างบ้านตามจริงและลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท

 

          มาตรการที่รัฐบาลจะตอบรับกับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่เข้าพบเมื่อเร็วๆนี้ จะเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต้องการที่จะช่วยเหลือบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หรือต้องการช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง


กิติชัย เตชะงามเลิศ

    8/10/63







  ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยกรอกอีเมลของท่าน ในช่องใต้ Follow by Email ทางด้านขวามือ เมื่อมีบทความใหม่ๆ ก็จะมีการส่งอีเมลแจ้งเตือนให้ท่านทราบ เพื่อจะได้ไม่พลาดบทความดีๆกันนะครับ



ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่

 Instagram : https://www.instagram.com/gid_kitichai/

นอตติ้ง ฮิลล์ ดิ เอ็กซ์คลูซีฟ เจริญกรุง 93  3 ยูนิต แต่งสวย วิวสุดยอด ถูกสุดใน 3 โลก เจ้าของขายและให้เช่าเอง ผลตอบแทนจากการเช่าดีมาก 3 นาทีจากแม่น้ำเจ้าพระยาและเอเชียทีค

 

ห้องที่จะขายและให้เช่า

 

1.ห้อง 1 นอน 1 น้ำ 27.50 ตารางเมตร ไม่ติดลิฟท์ วิวสระว่ายน้ำ เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าครบครัน ตกแต่งสวยมาก มีผ้าม่าน 2 ชั้น เตาไฟฟ้า เครื่องดูดควัน แอร์ 2 ตัว ตู้เย็น 9.4 คิว เครื่องซักผ้าฝาหน้า Digital TV 40 นิ้ว เครื่องทำน้ำอุ่น และ Microwave ราคา 2,800,000 ค่าเช่า 11,000 บาท/เดือน














ดู VDO @ https://youtu.be/_bBHNfZJkGM

 

สามารถดาวน์โหลดรูปภาพและวีดีโอของห้อง 77/40(403) ได้ที่

 

https://photos.app.goo.gl/1uc2NtucCEgrsAkw7

 

หรือ https://www.dropbox.com/sh/vwwlu56z0owxbg1/AABy2MZkgXzae6-b2luFu-LRa?dl=0

 

ห้องที่จะขายพร้อมผู้เช่า

 

2.ห้อง 1 นอน 1 น้ำ 33.13 ตารางเมตร ไม่ติดลิฟท์ ไม่โดนบล็อควิว ตกแต่งสวยมาก มี ผ้าม่าน 2 ชั้น เตาไฟฟ้า เครื่องดูดควัน แอร์ 2 ตัว ตู้เย็น 9.4 คิว เครื่องซักผ้าฝาหน้า Digital TV 40 นิ้ว เครื่องทำน้ำอุ่น และ Microwave ราคา 3,300,000 ค่าเช่า 14,000 บาท/เดือน ผลตอบแทนจากการเช่า 5.09%

 

ดู VDO @ https://youtu.be/pLy1fhLGzTo

 

สามารถดาวน์โหลดรูปภาพและวีดีโอของห้อง 77/47(410) ได้ที่

 

https://photos.app.goo.gl/W4VLa8wJ1xrDHxCx7

 

หรือ https://www.dropbox.com/sh/jljofzojfx896o6/AACyP3iVeIv2CC3z3BqtBKyva?dl=0

 

3.ห้องชั้น 8 (ชั้นเพนท์เฮาส์) 1 นอน 1 น้ำ 33.13 ตารางเมตร ห้องหันไปทิศตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ติดลิฟท์ ไม่โดนบล็อควิว ตกแต่งสวยมาก มี ผ้าม่าน 2 ชั้น เตาไฟฟ้า เครื่องดูดควัน แอร์ 2 ตัว ตู้เย็น 9.4 คิว เครื่องซักผ้าฝาหน้า Digital TV 40 นิ้ว เครื่องทำน้ำอุ่น และ Microwave 3,400,000 บาท ค่าเช่า 13,000 บาท/เดือน ผลตอบแทนจากการเช่า 4.59%

 

 ดู VDO @ https://youtu.be/fUisIHRX1s0

 

สามารถดาวน์โหลดรูปภาพและวีดีโอของห้อง 77/123(810) ได้ที่

 

https://photos.app.goo.gl/f1xzdd546JvGyhFD9

 

หรือ https://www.dropbox.com/sh/clzzhucsgfp2pib/AADzDJoA09X5SA1Ownp3BrMta?dl=0

 

สามารถดาวน์โหลดรูปภาพและวีดีโอของ นอตติ้ง ฮิลล์ ดิ เอ็กซ์คลูซีฟ เจริญกรุง 93 ทั้งหมด ได้ที่ https://www.dropbox.com/sh/2f6zezva083j1u5/AACMtOjmTTwPzZghgZw7PZRya?dl=0

 

ที่ตั้ง: ซอยเจริญกรุง 93 แขวงวัดพระยาไกร เขตบางคอแหลม กทม. 10120 พิกัด 13.703075, 100.505395

การเดินทาง: นั่งรถไฟฟ้าไปลงสถานีตากสิน เสร็จแล้วก็นั่งเรือฟรีของเอเชียทีค จาก BTS ไปลงที่เอเชียทีค หลังจากนั้นก็เดินอีกประมาณ 5 นาทีครับ


วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2563

การบินไทย ใครๆก็รัก?


                                             การบินไทย ใครๆก็รัก
?

 

            หลังจากการบินไทยเข้าสู่ศาลล้มละลายกลางแล้ว คงจะต้องมีแผนปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการลดทุนของผู้ถือหุ้นเดิม และมีเม็ดเงินใหม่เข้ามาโปะ เพื่อให้การบินไทยมีสภาพคล่องสำหรับบริหารจัดการธุรกิจได้ต่อไป ประชาชนจะต้องเป็นหูเป็นตากัน อย่าให้รัฐบาลเอาเม็ดเงินภาษีของพวกเราไปโปะในแผนฟื้นฟูกิจการครั้งนี้ ควรจะเป็นหน้าที่ของเจ้าหนี้ทั้งหลายที่จะต้องนำเงินของตนเข้ามาโปะ เพื่อให้การบินไทยสามารถการดำเนินธุรกิจได้ต่อไป การบินไทยไม่ใช่สมบัติของชาติที่ต้องหวนแหน จะเอาเงินของชาติไปผลาญไม่ได้เป็นอันขาด

 

          สาเหตุที่ผมมีความเห็นดังกล่าวข้างต้นก็เพราะว่า งบการเงินที่ประกาศมากออกมาของการบินไทยในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา(ภาพที่ 1) ปรากฏว่าขาดทุน 6 ปี โดยมี 5 ปีที่ขาดทุนในระดับที่มากกว่า 10,000 ล้าน และมี 1 ปีที่ขาดทุน 2 พันกว่าล้าน มีอยู่ปีเดียวคือปี 2559 ที่มีกำไร ซึ่งก็ทำกำไรได้เพียง 15 ล้าน ซึ่ง เป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับผลขาดทุนในแต่ละปี สรุปตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปี 2562  รวม 7 ปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าการบินไทยมีผลประกอบการเป็นขาดทุนสุทธิรวมแล้วถึง 66,486 ล้านบาท ถ้าไม่ใช่สายการบินแห่งชาติและมีรัฐบาลอุ้มชู คงเจ๊งไปนานแล้ว นี่ขนาดว่าในอดีตกระทรวงการคลังช่วยค้ำประกันหุ้นกู้ด้วย






ภาพที่ 1: ผลประกอบการของบริษัทการบินไทยจำกัด ช่วงระหว่างปี 2556 ถึง 2562

ที่มา: finnomena           

 

             อดีตที่ผ่านมาเราก็ได้เห็นบริษัทที่จดทะเบียนและไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่ต้องเลิกกิจการไปที่มีผลประกอบการขาดทุนจนมีหนี้สินล้นพ้นตัว ต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลายแล้วมีการปรับโครงสร้างหนี้ในขั้นตอนต่อมา ล่าสุดบริษัทการบินไทยจำกัดก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่ประสบภาวะดังกล่าว เมื่อเทียบกับสายการบินอื่นๆ จะเห็นได้ว่าผลประกอบการของการบินไทยห่วยแตกจริงๆ ผมขอยกตัวอย่างกรณีผลประกอบการของสายการบิน Delta Airline(ภาพที่ 2) มาเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน ปี 2017(2560) เดลต้าแอร์ไลน์กำไร 3.205 พันล้านเหรียญ(99,996 ล้านบาท) ปี 2018(2561) มีกำไร 3.935 พันล้านเหรียญ(122,772 ล้านบาท)  กำไรเพิ่มขึ้น 22.78% ในขณะที่ปี 2019(2562) มีผลกำไร 4.767 พันล้านเหรียญ(148,730 ล้านบาท)  โดยมีผลกำไรเพิ่มขึ้น 21.14%




ภาพที่ 2: ผลประกอบการของ เดลต้าแอร์ไลน์ ช่วงระหว่างปี 2560 ถึง 2562

ที่มา: https://www.macrotrends.net/

 

 

           หรือจะมาดูผลประกอบการของ Singapore Airlines(ภาพที่ 3) ซึ่งเป็นสายการบินของเพื่อนบ้านในอาเซียนด้วยกัน  และเป็นคู่แข่งของการบินไทย จะเห็นได้ว่าปี 2017(2560) สิงคโปร์แอร์ไลน์กำไร 360.4 ล้านเหรียญสิงคโปร์(8,271 ล้านบาท) ปี 2018(2561) มีกำไร 1,301.60 ล้านเหรียญสิงคโปร์(29,872 ล้านบาท)   และปี 2019(2562) กำไร 682.70 ล้านเหรียญสิงคโปร์(15,668 ล้านบาท) ซึ่งเราจะไม่ดูผลประกอบการของปี 2020 ซึ่งทุกสายการบินทั่วโลกล้วนแล้วแต่ประสบปัญหาขาดทุน เนื่องมาจากสถานการณ์ระบาดของไวรัส covid-19 


         ผมยังจำได้ว่าเมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว การบินไทยกับสิงคโปร์แอร์ไลน์เป็นคู่แข่งที่พอฟัดพอเหวี่ยงกันได้อย่างดี  หลังจากนั้นเราก็ถูกสิงคโปร์แอร์ไลน์ทิ้งไปยังไม่เห็นฝุ่น สาเหตุสำคัญเกิดจากไม่เคยมีผู้บริหารหรือบอร์ดที่เป็นมืออาชีพจริงๆ เหมือนกับสายการบินแห่งชาติของประเทศอื่น ทั้งยังมีการคอรัปชั่นในองค์กรเกือบทุกระดับ การบริหารจัดการของการบินไทยก็แย่มากเมื่อเทียบกับ Singapore Airlines ที่เป็นคู่แข่งของเรา 




 ภาพที่ 3: ผลประกอบการของ Singapore Airlines ช่วงระหว่างปี 2560 ถึง 2562

ที่มา: Yahoo Finance

 

          ในเมื่อสภาวะที่ธุรกิจสายการบินดำเนินแบบปกติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การบินไทยเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่สายการบินที่ประสบปัญหาการขาดทุนจากผลดำเนินการ ในขณะที่สายการบินส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่มีผลประกอบการที่มีกำไรอย่างเป็นกอบเป็นกำ  เมื่อมาดูสถานการณ์การระบาดของไวรัส covid-19 ซึ่งยังไม่สามารถทำนายได้เลยว่า จะสิ้นสุดลงเมื่อใด สถานการณ์ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวและการเดินทางจะเริ่มฟื้นตัวได้เมื่อไหร่ซึ่งคาดว่าอย่างเร็วก็ไม่ต่ำกว่า ปีขึ้นไป ที่อุตสาหกรรมเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการเดินทางจะกลับเข้ามาอยู่เท่ากับระดับที่ก่อนจะเกิดการระบาดของไวรัส

 

         กระทั่งวอร์เรนบัฟเฟตต์นักลงทุนในตำนาน ยังขายทิ้งหุ้นของบริษัทสายการบินที่ถืออยู่ทั้งหมด ถึงแม้ว่าจะขาดทุนก็ตาม คงน่าจะเป็นเพราะว่ายังมองไม่เห็นอนาคตของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสายการบิน ดังนั้นรัฐบาลไทยไม่ควรจะต้องนำเงินภาษีของประชาชนมาใส่ในบริษัทการบินไทยอีกต่อไป ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหนี้ทั้งหลาย หาเงินมาใส่ในกิจการเพื่อให้กิจการสามารถดำเนินต่อไปได้ ทางคณะกรรมการปรับโครงสร้างหนี้ควรจะดูแบบอย่างจากเจแปนแอร์ไลน์ ที่ประสบปัญหาก่อนหน้านี้ว่าเขาบริหารจัดการกันอย่างไรจึ งสามารถกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงเวลาเพียงไม่นาน ถ้าธุรกิจดำเนินต่อไปได้ด้วยดี ในที่สุดเจ้าหนี้ก็จะได้รับชำระหนี้ เมื่อปรับโครงสร้างหนี้ได้สำเร็จ


กิติชัย เตชะงามเลิศ

    18/8/63







  ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยกรอกอีเมลของท่าน ในช่องใต้ Follow by Email ทางด้านขวามือ เมื่อมีบทความใหม่ๆ ก็จะมีการส่งอีเมลแจ้งเตือนให้ท่านทราบ เพื่อจะได้ไม่พลาดบทความดีๆกันนะครับ



ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่

 Instagram : https://www.instagram.com/gid_kitichai/

ทีซีกรีน พระราม 9 ห้องมุม ถูกสุดใน 3 โลก แต่งสวย วิวสุดยอด ขายและให้เช่า









      ห้องที่จะขายและให้เช่า 1 นอน 1 น้ำ 37.97 ตารางเมตร ฝ้าเพดานสูง 2.7 เมตร ไม่ติดลิฟท์ ห้องมุมที่สวยที่สุด ของตึก D วิวสวนและคลองสวยมาก แต่งสวย วิวสุดยอด มี ผ้าม่าน 2 ชั้น เครื่องดูดควัน แอร์ 2 ตัว ตู้เย็น เครื่องซักผ้าฝาหน้า Digital TV 40 นิ้ว เครื่องทำน้ำร้อน และ Microwave ไม่ติดลิฟท์และห้องขยะ ราคา 3,200,000 บาท ค่าเช่า 13,000 บาท/เดือน

 

 ดู VDO @ https://youtu.be/qxddWbHMyMo

 

สามารถดาวน์โหลดรูปภาพและวีดีโอทั้งหมดของ TC Green พระราม 9  ได้ที่

 

https://photos.app.goo.gl/BE4Eb33NVNzX2Pqu6

 

หรือ https://www.dropbox.com/sh/emat3nvre55qiy6/AADkaFSXO9scXpwFElDTBw_va?dl=0

 

ที่ตั้งโครงการ : ห่างจาก MRT พระราม 9 ประมาณ 900 เมตร ติดถนน 2 ด้านคือ ถนนพระราม 9 และ ถนนจตุรทิศ(ถนนเลียบทางด่วนขั้นที่ 2 ศรีรัช) แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10320 พิกัด 13.753889, 100.575369    

 

       

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2563

หรือดัชนี 1,455 จะเป็นจุดสูงสุดของปีนี้?

                                                      
                                            ดัชนี 1,455 จุด แล้วไง?



 #ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว(2562) ตอนที่ยังไม่มีการระบาดของ #ไวรัสโควิด19 ดัชนีอยู่แถว 1,500 กว่าๆ หลังจากนั้นก็มีการระบาดของไวรัสทั่วโลก ดัชนีจึงลงมาทำจุดต่ำสุดที่ 969.08 หรือลงมาคิดเป็นประมาณ 40% เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2563 หลังจากนั้นก็ไต่ระดับขึ้นมาเรื่อยๆ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขึ้นไปทำจุดสูงสุดของวัน(8/6/63)(ภาพที่ 1)ที่ 1,454.95 ขึ้นมา 485.87 จุด หรือขึ้นมา 50.14% ในเวลาเพียงประมาณ 2 เดือน ซึ่งเมื่อเทียบกับดัชนีช่วงเดือนธันวาคมปี 2562 เท่ากับว่าลงมาเพียง 7เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ช่างน่าประหลาดใจจริงๆ คล้ายกับตลาดจะบอกว่าวิกฤตไวรัสไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โตเลย แล้วจะมีการฟื้นคืนกลับมาในลักษณะวีเชพของเศรษฐกิจ ผมกำลังสงสัยว่าตลาดอาจจะมีความเชื่อแบบผิดๆ การที่รัฐบาลทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยกำลังออกมาตรการเพื่อจะช่วยอุดหนุนคนในชาติและธุรกิจต่างๆ คุณคิดว่าเงินที่ปั๊มออกมาจะช่วยได้สักกี่เดือน ถ้าสถานการณ์ไวรัสยังอันตรายอยู่ 

         


        ภาพที่ 1 : ดัชนีตลาดหลักทรัพย์
  
           ตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีนที่จะต่อสู้กับเจ้าไวรัสตัวร้ายนี้ได้  ซึ่งผมเชื่อว่าอย่างเร็วสุดก็คงจะเป็นครึ่งหลังของปีหน้า กว่าที่วัคซีนจะมีการพิสูจน์ว่าใช้แล้วได้ผล และมีการฉีดวัคซีนให้กับคนส่วนใหญ่บนพื้นโลกใบนี้ ซึ่งกว่าจะถึงเวลานั้นเชื่อว่าจะมีธุรกิจที่เกี่ยวข้อง จะต้องล้มหายตายจากไปอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจของทุกประเทศในโลกนี้ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย จะแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งแน่นอนจะทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวปีนี้และปีหน้ายังจะแย่อยู่ รวมทั้งความต้องการในสินค้าและบริการของคนทั้งโลกจะลดลง 

        ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและการส่งออก จากสถานการณ์ไวรัสที่ยังระบาดหนักไปอยู่ทั่วโลกดังเช่นปัจจุบันนี้ นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปท่องเที่ยว คงต้องคิดหนัก ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีการระบาดของไวรัสอยู่ในวงจำกัดก็ตาม แต่ความขยาดเจ้าตัววายร้ายนี้ยังฝังอยู่ในจิตใจของมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ ถึงแม้ว่าจะมีการท่องเที่ยวในรูปแบบ Travel Bubble ก็ตาม ฟันธงได้เลยว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาประเทศไทยจะต้องลดลงเป็นจำนวนมาก จัดส่งผลกระทบให้กับแรงงานที่อยู่ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก เมื่อตกงานไม่มีรายได้หรือมีรายได้ลดลง ก็จะทำให้ความต้องการที่จะซื้อสินค้าและบริการพลอยลดลงตามไปด้วย ทำให้การใช้จ่ายจะมีการระมัดระวังมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้าคงทนหรือการท่องเที่ยวและอื่นๆ คนส่วนใหญ่จะเลือกซื้อแต่สิ่งของที่จำเป็นเท่านั้น อะไรที่ยังพอใช้ได้ก็จะทนใช้ต่อไป นั่นหมายถึงจะกระทบเศรษฐกิจไทยโดยรวม 


         การที่ผู้ติดเชื้อ #โควิด19 ในเมืองไทยเพิ่มขึ้นเป็นตัวเลขหลักเดียวต่อวัน  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราล็อคดาวน์ประเทศ แต่เมื่อทยอยปลดล็อคดาวน์ รวมทั้งอนุญาตให้มีคนต่างชาติหรือกระทั่งคนไทยที่มาจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศได้  การระบาดรอบ 2 ก็มีความเป็นไปได้สูง ช่วงเกิดการระบาดของไข้หวัดสเปนเมื่อ 100 ปีที่แล้ว ปรากฏว่าการระบาดรอบที่ 2 ทำให้ผู้คนล้มตายไปมากกว่ารอบแรกเสียอีก ตราบใดที่ยังมีผู้ติดเชื้อบนโลกนี้เป็นหลักล้านคน และยังไม่มีวัคซีนที่จะป้องกันและรักษาได้ ซึ่ง #องค์การอนามัย #WHO ก็บอกแล้วว่า จะมีวัคซีนได้เร็วสุดก็คือปีหน้า อย่าลืมนะครับ กว่าจะผลิตวัคซีนเพื่อจะฉีดให้กับประชากรทั้งโลก ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนเกือบ 7,800 ล้านคน ขั้นตอนการทดสอบและผลิต ย่อมต้องใช้เวลานาน #Fauci บอกว่าไวรัส #โควิด19 น่าจะระบาดประมาณ 2 ปี ระหว่างนี้จะควบคุมไม่ได้ จนกว่าจะมีประชากร 2 ใน 3 ของโลกติดเชื้อแล้ว หรือเกิด Herd immunity การระบาดจะเกิดเป็นระลอก ที่น่ากลัวก็คือ สายพันธุ์ที่ยุโรปอเมริกาและเอเชียคนละสายพันธุ์กัน และคนที่เคยติดแล้วยังสามารถกลับมาติดเชื้อนี้ใหม่ได้อีก การคาดหวังเรื่องวัคซีนในระยะสั้น เป็นการเล็งผลเลิศเกินไป

           การเดินทางของคนทั้งโลกจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีนที่จะป้องกันและรักษาไวรัสตัวนี้ได้ เครื่องบินหรือพาหนะที่ใช้เคลื่อนย้ายและขนส่งคน จะมีการใช้ capacity ลดลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง เพราะว่าจะต้องมีการจัดการเกี่ยวกับ physical Distancing  ยังไม่นับอุปสงค์ที่จะลดลงจากการที่จะเดินทางเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ระบบการใช้การประชุมออนไลน์ในปัจจุบันก็มีเครื่องไม้เครื่องมือที่อำนวยความสะดวกมากมาย รวมทั้งการเดินทางเพื่อสันทนาการจะลดลงเป็นอย่างมาก ลองถามตัวเองสิครับว่า จะให้นั่งรถทัวร์หรือขึ้นเครื่องบินนานๆ แล้วมีคนนั่งติดอยู่กับคุณทั้งด้านหน้า ด้านหลัง ด้านซ้าย ด้านขวา ขอให้คุณใส่หน้ากากอนามัยด้วย คุณจะรู้สึกอย่างไรในสถานการณ์แบบนี้  ผมจึงไม่แปลกใจว่าทำไม #วอร์เรนบัฟเฟตต์ ถึงขายทิ้ง #หุ้นกลุ่มสายการบิน ในพอร์ตออกไปทั้งหมด เพราะว่าจะมีหลายบริษัทในกลุ่มนี้เจ๋งไปในที่สุด ถึงแม้ว่าจะมีบริษัทที่รอดก็ตาม แต่เมื่อหลังจากการระบาด #โควิด19 ลดลง ความที่ธุรกิจนี้มี Barrier of Entry ต่ำ ดังนั้นใครที่มีเงินก็สามารถที่จะเปิดบริษัทสายการบินใหม่  จึงเป็นธุรกิจที่ไม่น่าสนใจในการลงทุน




        ธุรกิจที่จะล้มหายตายจากไปก่อนก็คือธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว โดยเฉพาะสายการบินและโรงแรม ขนาดที่ว่าในช่วงภาวะปกติ #การบินไทย ก็จะเจ๊งมิเจ๊งแหล่อยู่แล้ว ยิ่งมาเจอสถานการณ์แบบนี้ ถ้าไม่ใช่ธุรกิจที่รัฐบาลอุ้มชู ก็ต้องเจ๊งแน่นอน คิดดูสิครับ ถ้าไวรัสยังระบาดแบบนี้ Physical distancing จะทำให้เครื่องบินแต่ละลำ รับผู้โดยสารได้ลดลงไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง ถึงแม้ว่าราคาน้ำมันจะลดลง แต่ต้นทุนอื่นๆไม่ได้ลดลงตาม ในขณะที่รายได้หายไปไม่ต่ำกว่า 50% เผลอๆน่าจะต่ำกว่า 70% เสียด้วยซ้ำ เพราะว่าคนส่วนใหญ่ก็ยังขยาดที่จะต้องนั่งอยู่บนเครื่องบินที่มีพื้นที่จำกัดและการระบายอากาศก็ไม่ดี 

         ร้านอาหารภัตตาคารก็เป็นอีกกลุ่มธุรกิจนึงที่จะได้รับผลกระทบอย่างสูง โดยเฉพาะจิ้มจุ่มและชาบู รวมทั้งไลน์บุฟเฟ่ ถ้าสถานการณ์ระบาดยังคงดำเนินต่อ นอกจากจะทำให้ผู้คนไม่กล้าที่จะเข้าไปนั่งทานในร้านแล้ว ที่ร้านเองก็ยังต้องจัดที่นั่งให้ผู้ที่เข้ามารับประทานอาหารนั่งห่างกัน ยังไม่นับรวมถึงการทำความสะอาดหลังจากที่ลูกค้าออกจากร้านไปอีก น่าจะทำให้รายได้ลดลงไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง ถ้าไปขึ้นราคาอาหาร ก็จะทำให้ปริมาณลูกค้าลดลง ในขณะที่ต้นทุนเพิ่มขึ้น การที่รัฐอนุญาตให้เปิดร้านอาหารอีกครั้ง ก็ไม่แน่ว่าจะทำให้ธุรกิจจะอยู่รอดได้หรือไม่ ธุรกิจที่มีสายป่านสั้นคงไม่น่าจะรอด การลดจำนวนพนักงานและการเพิ่มช่องทางขายออนไลน์ คงจะเป็นทางเลือกที่พอจะมีอยู่อันน้อยนิด ในสถานการณ์แบบนี้ร้านค้าอยู่ไม่ได้ บรรดาเจ้าของห้างก็น่าจะเหนื่อย เพราะว่าค่าเช่าที่เคยเรียกเก็บได้คงจะต้องลดลง ถ้าไม่ลดค่าเช่าร้านค้าก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน ทั้งหลายทั้งปวงก็จะส่งผลกระทบให้กับการจ้างงานไปด้วย




          สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือเราแทบจะไม่มีธุรกิจอะไรที่จะตอบรับกับ New Normal ได้เลย ไม่เหมือนกับที่เมืองจีนมี #Alibaba #Tencent #WeChat #Huawei หรือที่เมกามีหุ้นกลุ่ม #FAANG : #Facebook #Amazon #Apple #Netflix # Alphabet (Google) #AirBNB กระทั่ง #Grab ของมาเลเซียหรือ #Get ของอินโดนีเซีย(โกเจ็ก) โลกหลังจากนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป คนที่ไม่ยอมปรับตัวหรือปรับตัวไม่ได้ หรือผู้ที่เลือกที่จะอยู่ใน Comfort Zone จะถูกละทิ้งไว้อยู่ที่เบื้องหลัง ที่น่าเป็นห่วงก็คือคนไทยส่วนใหญ่จะเป็นคนกลุ่มนี้  ส่วนผู้ที่รอดคือผู้ที่ยอมปรับตัวหรือปรับตัวได้เท่านั้น  เป็นไปตาม #ทฤษฎีชาร์ลดาร์วิน

                                          
Photo Credit: MoneyBuffalo


          โดยเฉพาะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวและการส่งออกเป็นอย่างมาก เรามีธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่จะมารองรับ New Normal น้อยมาก การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะแย่และช้ากว่าโดยเฉลี่ยของทั้งโลกครับ ผมเชื่อว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปีนี้คงจะอยู่ที่ประมาณ 60 ถึง 65 บาทและปีหน้าคงจะอยู่ที่ราวๆ 75-80 บาทดังนั้น PE ตลาดของปีนี้ปัจจุบันซื้อขายกันที่ประมาณ 24 เท่าและคิดเป็น 19 เท่ากว่าๆสำหรับ PE ของตลาดในปีหน้า ซึ่งนับว่าไม่ถูกเลย เมื่อเทียบกับความเสี่ยงของความไม่แน่นอน ดูเหมือนว่านักลงทุนไทยจะมี Risk Appetite มากขึ้น  สำหรับผมคิดว่า Risk vs Reward ณปัจจุบันนี้ไม่คุ้มค่าเลย
        
                                   


ภาพนี้เป็นภาพที่ผมกลัวมากที่สุด เพราะถ้าเป็นไปตามในรูปนี้จริงๆ แสดงว่า #นรกยังมาไม่ถึง #MAYDAYMAYDYเราช่วยกัน Photo credit, Jean Paul Rodrigue Dept.
  
         รัฐบาลต่างๆทั่วโลกก็มีหนี้สินต่อ GDP อยู่ในอัตราที่สูงอยู่แล้ว ยิ่งถ้ามีการนำเงินอนาคตมาใช้เป็นจำนวนมาก แน่นอนย่อมส่งผลกระทบต่อมูลค่าเงินที่แท้จริงของระบบการเงินทั้งโลก จึงไม่แปลกใจที่ทำไมราคาทองคำถึงขึ้นมามาก และนักวิเคราะห์ยังทำนายว่ายังจะขึ้นไปได้อีกเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์จากจุดนี้ ในเมื่อเงินตราทั่วโลกจะเสื่อมมูลค่าลง และก็ไม่แปลกใจเช่นกันที่เห็นราคาหุ้นในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ขึ้นระเบิดเถิดเทิงเช่นนั้น ระหว่างอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำผิดปกติทั่วโลก การคำนวณผลตอบแทนจากการลงทุนของนักลงทุนทั่วโลก เป็นการเปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุนกับอัตราดอกเบี้ยในตลาด ทำให้นักลงทุนยอมซื้อหุ้นที่มีค่า PE สูงขึ้น ในยามที่ดอกเบี้ยต่ำติดดินเช่นนี้
  
         ที่พูดมานี้ ไม่ได้หมายความว่าจะเชียร์ให้ซื้อทองคำนะครับ เพราะแต่ไหนแต่ไร ผมมักจะแนะนำคนให้ซื้อทองคำไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ของสินทรัพย์ที่มี เพราะว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทน ตราบใดที่ #ราคาทองคำ ไม่ขึ้น คนที่ถือทองคำก็จะไม่ได้ประโยชน์อันใดเลย มิหนำซ้ำถ้าถือทองคำในรูปลักษณะที่เป็น Physical ยังจะต้องมีค่าเก็บรักษาและค่าความเสี่ยงที่จะสูญหายเสียอีกด้วย ปัจจุบันการที่จะเอาของมีค่าไปฝากตู้นิรภัยของธนาคาร คุณจะต้องซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินหรือฝากเงินกับธนาคารจำนวนหนึ่ง คุณถึงจะมีสิทธิ์เปิดใช้บริการเช่าตู้นิรภัยของธนาคารได้ ซึ่งดอกเบี้ยเงินฝากประจำวันที่ 1 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ มันน้อยนิด แน่นอนถ้าคุณสามารถหาผลตอบแทนที่ได้ดีกว่านี้ ส่วนต่างของดอกเบี้ยเงินฝากกับผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์อื่นก็คือ ต้นทุนในการถือครองทองคำของคุณนั่นเอง  ซึ่งหลายๆคนไม่เคยนำเรื่องต้นทุนค่าเสียโอกาสมาคำนวณ 

         ส่วนสินทรัพย์ประเภทอื่นที่มีความเสี่ยงไม่มากนักก็คือ #อสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ไม่มากนัก โดยเฉพาะอสังหาเพื่อการอยู่อาศัยที่มีผลตอบแทนจากการเช่าแน่นอน  และควรจะเลือกซื้ออันที่ได้ผลตอบแทนในระดับตั้งแต่ 4 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ในขณะที่ #อสังหาสำหรับการพาณิชย์ หรือออฟฟิศ จะได้รับผลกระทบปานกลาง เนื่องจากความต้องการที่จะเช่าสถานที่ลดลงทั้งจำนวนรายและเนื้อที่ที่จะเปิดทำการค้าขายหรือเป็นสำนักงานน้อยลง อุปสงค์และอุปทานที่เปลี่ยนแปลงไปจะทำให้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในอสังหาเพื่อการพาณิชย์และเพื่อสำนักงานลดลง #newnormal คือเหตุผลที่จะทำให้เกิดปรากฏการณ์เช่นนั้น



กิติชัย เตชะงามเลิศ

    15/6/63







  ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยกรอกอีเมลของท่าน ในช่องใต้ Follow by Email ทางด้านขวามือ เมื่อมีบทความใหม่ๆ ก็จะมีการส่งอีเมลแจ้งเตือนให้ท่านทราบ เพื่อจะได้ไม่พลาดบทความดีๆกันนะครับ



ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่

 Instagram : https://www.instagram.com/gid_kitichai/



ไนท์บริดจ์ ไพร์ม สาทร DUPLEX ชั้น 31 วิวโค้งเจ้าพระยาและบางกระเจ้า แต่งสวย ถูกสุดใน 3 โลก เจ้าของขายและให้เช่าเอง เดิน 8 นาทีจาก BTS ช่องนนทรี

          #599/433(3117) Duplex ชั้น 31 พื้นที่ใช้สอยรวม 37.3 ตรม. (25.77+11.53) วิวโค้งเจ้าพระยาและบางกระเจ้า
มี ผ้าม่าน 2 ชั้น เตาไฟฟ้า เครื่องดูดควัน ตู้เย็น 8.4 Q เครื่องซักผ้าฝาหน้า Digital TV 40 นิ้ว เครื่องทำน้ำอุ่น และ Microwave ราคาเพียง 5.40 ล้านบาท หรือเช่า 24,000บาท

โปรโมชั่น: ฟรีค่าส่วนกลาง 1 ปี (ถึง มีค. 64) และเงินกองทุนคอนโด













รูปภาพและ VDO




จำนวนชั้น           43 ชั้น แต่สูง 160 เมตรเท่ากับอาคารปกติประมาณ 50 ชั้น
ลักษณะห้องและขนาด      Monoplex ชั้น 19-23 และ Duplex ชั้น 24-42
ที่จอดรถทั้งหมด 70% (คอนโดส่วนใหญ่ 30-40% เท่านั้น) ชั้น G-P14 ที่ จอดรถ
พิกัด                13.716997, 100.533121

สถานที่สำคัญใกล้เคียง: บีทีเอสช่องนนทรี  โรงแรมดับเบิ้ลยู  เอ็มไพร์ทาวเวอร์

สิ่งอำนวยความสะดวก: ฟิตเนส สระว่ายน้ำชั้นดาดฟ้า Rooftop ลอยฟ้าสูง 160 เมตร