การเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด
(ตอนที่ 2)
เรามาคุยกันต่อจากบทความที่แล้ว เรื่องการบริหารจัดการสภาพคล่องและการใช้บัญชี MARGIN
จริงๆแล้วบัญชี MARGIN เปรียบเสมือนดาบ 2 คม
คือ มีประโยชน์มากแต่ถ้าใช้ไม่เป็นก็สามารถสร้างโทษมหันต์ได้เช่นกัน เพราะว่าเวลาตลาดหุ้นขาขึ้น
ถ้าคุณใช้ MARGIN คุณก็สามารถสร้างผลกำไรได้มากกว่า
การใช้บัญชีเงินสด
โดยเฉพาะถ้าคุณลงทุนหุ้นถูกต้องถูกจังหวะก็เปรียบเสมือนเสือติดปีกเลยทีเดียว
ลองมาดูกันครับ ถ้าคุณมีเงิน 1 ล้านบาท คุณลงทุนด้วยบัญชีเงินสด
คุณสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในรอบตลาดขาขึ้นนี้ ได้ 80%
นั่นหมายถึง คุณสามารถทำกำไรได้ 800,000 บาท แต่ถ้าคุณลงทุนด้วยบัญชี
MARGIN และหุ้นที่ซื้อทั้งหมดเป็นหุ้นที่โบรคเกอร์คุณให้
MARGIN 50% และคุณลงทุนเต็มวงเงิน
นั่นหมายถึงคุณสามารถซื้อหุ้นในมูลค่าได้ถึง 2ล้านบาท
คือเป็นเงินจากหลักประกันของคุณ 1ล้านบาทและเงินกู้จากโบรคเกอร์อีก 1ล้านบาท
สมมติต่อไปว่า
ทางโบรคเกอร์คิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้คุณ 7% ต่อปี สมมติว่าคุณซื้อหุ้นแล้วลงทุนถือยาวไป
1ปีพอดี คุณต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ทั้งปีเป็นเงิน 72,290 บาท (ดอกเบี้ยคิดทุสิ้นเดือน
ทบต้นไปทุกๆเดือน) สมมติว่าคุณลงทุนเหมือนกับที่คุณซื้อในบัญชีเงินสดทุกประการ
แต่เม็ดเงินที่ลงทุนเป็น 2 เท่า นั้นหมายความว่าคุณจะได้กำไรจากการลงทุน1.60ล้านบาท หักดอกเบี้ยจ่าย 72,290บาทเท่ากับว่าคุณได้กำไรสุทธิ 1,527,710
บาทหรือคิดเป็นผลตอบแทนจากการลงทุนสุทธิเท่ากับ 152.77%
เลยทีเดียว นี่คือเสน่ห์ของการใช้ MARGINในการลงทุนในช่วงตลาดขาขึ้น
และคุณลงทุนหุ้นถูกตัว แต่ในทางกลับกันถ้าช่วงที่คุณลงทุนอยู่นั้น
ตลาดหุ้นอยุ่ในช่วงวิกฤต ปรากฏว่าเงินที่คุณลงทุนไว้ 1
ล้านในบัญชีเงินสดปรากฏว่า มูลค่าหุ้นในพอร์ตลดลงไปเหลือ 700,000
บาทเท่ากับว่าคุณขาดทุนไป 30%


















