จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร

จาก1ล้านเป็น500ล้านผมทำอย่างไร
เล่าประสบการณ์การลงทุนของผมที่นำไปใช้ได้ง่ายๆ

วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561

Health care กับ Mega Trend (ตอนจบ)


Health care กับ Mega Trend (ตอนจบ)


          บทความ 4 ตอนที่ผ่านมาที่ผมพูดเกี่ยวกับธุรกิจ Health care สวนใหญ่จะเป็นการมองในภาพรวมของทั้งโลก ส่วนบทความสัปดาห์นี้ผมจะเน้นถึงธุรกิจนี้ที่อยู่ในประเทศไทยครับ ธุรกิจ Health care ในประเทศไทยมีมาตั้งนานแล้ว ผมขอเริ่มตั้งแต่สมัยที่มีเริ่มตั้งโรงพยาบาลเป็นเรื่องเป็นราวสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ที่พระองค์ได้เล็งเห็นถึงการขาดสถานพยาบาล เพื่อดูแลรักษาพสกนิกรที่เจ็บป่วย จึงมีพระราชดำริก่อตั้งโรงพยาบาลขึ้นเป็นครั้งแรกในราชอาณาจักรสยาม แต่ในสมัยนั้นมีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาขน ไม่ได้หวังค้ากำไร เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลของรัฐ

           ต่อมาคนไทยที่มีรายได้สูงเริ่มมีจำนวนมากขึ้น จึงเริ่มมีธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนมาตอบสนองความต้องการในบริการที่ดีขึ้น ต่อมาเริ่มมีการแตกขยายสาขาเป็น Hospital chain หรือ hospital network เริ่มมีการนำโรงพยาบาลเอกชนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น จนปัจจุบันมีมากกว่า 10 บริษัทแล้วและยังมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยมี บริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) เป็น Chain ที่ใหญ่ที่สุด มี Market cap มากถึง 350,000 ล้านบาทเลยทีเดียว จนทำให้กลุ่มการแพทย์ ซึ่งเมื่อย้อนหลังไป 10 ปีที่แล้ว กลุ่มนี้นับว่าเป็นกลุ่มที่เล็ก Market cap ทั้งกลุ่มมีมูลค่าน้อยมากเมื่อเทียบกับ Market cap รวมของตลาด ต่อมาหลังจากเริ่มได้รับความนิยมจากนักลงทุน ทำให้กลุ่มการแพทย์มี P/E ที่สูงขึ้น จนถึงปัจจุบันเฉลี่ยประมาณ 30-40 กว่าเท่า เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาอัตราการเจริญเติบโตของรายได้และกำไรค่อนข้างสูง ประเทศไทยเรายังมีจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งสถานพยาบาลค่อนข้างน้อย ยิ่งต่างจังหวัดแล้วยิ่งน้อยใหญ่ ทำให้โอกาสของธุรกิจนี้ยังมีอีกมากมาย



           นี่ยังไม่รวมผลกระทบจาก AEC ซึ่งทำให้ Hospital chain ของไทยไม่ว่าจะเป็น Chain ใหญ่หรือเล็ก มีโอกาสสอดแทรกเข้าไปตั้งคลีนิคหรือโรงพยาบาลที่ประเทศในกลุ่ม ASEAN โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLMV (Cambodia, Laos, Myanmar, และ Vietnam) ซึ่งยังขาดแคลนโรงพยาบาลชั้นนำอย่างมาก นอกจากการไปตั้งสถานพยาบาลในประเทศเหล่านี้แล้ว ยังสามารถที่จะรับบริหารจัดการโรงพยาบาลอื่นๆ โดยรับรู้เป็นค่าจ้างบริหารจัดการ อย่างเช่น ที่กลุ่ม IHH ของมาเลเซียทำอยู่ในหลายๆ ประเทศ ทำให้บริษัทมีโอกาสได้เรียนรู้ตลาดในประเทศนั้นๆ ว่ามีความต้องการบริการในรูปแบบไหน และประเภทของโรคภัยไข้เจ็บ ทำให้สามารถตั้งเป็นศูนย์รักษาโรคเฉพาะทางได้อีกด้วย ซึ่งการรับบริหารเป็นหนึ่งในนโยบาย Asset light ทำให้กลุ่มโรงพยาบาลที่รับบริหารไม่ต้องลงทุนมากมายเหมือนการลงทุนแบบ Green field ที่ใช้การลงทุนที่มากและต้องใช้เวลาในการก่อสร้างโรงพยาบาล หรืออาจจะเข้าไป Takeover โรงพยาบาลทั้งในต่างจังหวัด และโรงพยาบาลในกลุ่ม ASEAN ด้วยกัน ยิ่งเครือข่ายที่ใหญ่มากขึ้นเท่าไร Economy of scale ก็จะมากขึ้นเท่านั้น อำนาจในการต่อรองทางธุรกิจไม่ว่าจะเป็นการสั่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ


           ผมยังสงสัยว่าทำไมกลุ่มโรงพยาบาลต่างๆ ไม่เข้ามาสนับสนุนสถานศึกษาต่างๆ ให้สามารถรับนิสิตนักศึกษาเข้ามาเรียนได้เพิ่มจำนวนมากขึ้น และให้ทุนการศึกษาแก่นิสิตนักศึกษาที่เรียนดี โดยอาจจะมีข้อผูกพันว่าจะต้องมาทำงานใช้ทุนที่โรงพยาบาลที่ให้ทุนการศึกษาต่อจากการใช้ทุนของรัฐ คิดแล้วโรงพยาบาลเอกชนที่ให้ทุนน่าจะได้ประโยชน์ เพราะว่าบุคลากรทางการแพทย์นี้จบใหม่เหล่านี้ ในช่วงการใช้ทุนของรัฐ ก็เปรียบเสมือนได้ฝึกงานไปในตัว พอเริ่มทำงานใช้ทุนให้กับโรงพยาบาลเอกชน ก็จะมีประสบการณ์มากขึ้นแล้ว ซึ่งจะมีส่วนทำให้สถาบันการศึกษาต่างๆสามารถรับนิสิตนักศึกษาที่จะมาศึกษาคณะที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลไม่ว่าจะเป็น คณะแพทยศาสตร์ คณะทันตศาสตร์ คณะเทคนิคการแพทย์ คณะพยาบาลศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งจะมีส่วนช่วยทำให้อัตราส่วนของจำนวนบุคลากรทางการแพทย์เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรไทยทั้งหมดสูงขึ้น ทำให้โอกาสที่คนไทยจะเข้ารับการรักษาพยาบาลได้มากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นจากการที่ปัจจุบันประเทศไทยเราเป็นฮับทางการแพทย์ของเอเชีย ซึ่งเรามีจุดที่ได้เปรียบคือค่ารักษาพยาบาลยังถูกกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว  ประเทศไทยเรายังได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการให้บริการแบบประทับใจ ซึ่งเกิดจากพื้นฐานของนิสัยใจคอของคนไทยเรานั่นเอง

         ผมอยากให้ BDMS เป็นผู้ริเริ่มโครงการนี้ ปัจจุบัน BDMS มีโรงพยาบาลในเครือเกือบ 50 แห่งแล้ว ยังตั้งเป้าหมายจะเพิ่มอีกหลายแห่งในอนาคต นับว่ามีโรงพยาบาลในเครือมากที่สุดในประเทศไทย และเห็นว่ากำลังจะทำโครงการเวลเนสเซ็นเตอร์บนที่ดินผืนใหญ่ ที่เคยเป็นที่ตั้งของโรงแรมปาร์คนายเลิศในอดีต คงจะต้องการใช้บุคลากรทางการแพทย์เพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก รีบๆ ทำเถอะครับ เพราะว่าโครงการดีๆ แบบนี้ถือเป็น CSR ที่ตรงกับลักษณะธุรกิจและดีมากๆ ครับ ยิ่งถ้าโครงการเหล่านี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ก็จะเป็นการนำร่องให้กับโรงพยาบาลอื่นๆ เข้ามาร่วมโครงการสนับสนุนทางการศึกษา ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีบุคลากรทางการแพทย์มากขึ้น จากดัชนีชี้วัดความสุขของประเทศไทย ที่รายงานโดย Bloomberg ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความสุขมากที่สุดในโลก ก็จะทำให้เราครองตำแหน่งนี้ไปได้อีกนาน นานจนคนชาติอื่นจะต้องอิจฉาเรา


กิติชัย เตชะงามเลิศ


     18/6/61


อ่าน  Health care กับ Mega Trend ตอนที่ 1 ได้ที่  http://kitichai1.blogspot.com/2018/06/health-care-mega-trend-1.html

        Health care กับ Mega Trend ตอนที่ 2 ได้ที่  http://kitichai1.blogspot.com/2018/06/health-care-mega-trend-2.html

        Health care กับ Mega Trend ตอนที่ 3 ได้ที่  http://kitichai1.blogspot.com/2018/06/health-care-mega-trend-3.html

        Health care กับ Mega Trend ตอนที่ 4 ได้ที่  http://kitichai1.blogspot.com/2018/06/health-care-mega-trend-4.html


          ถ้าท่านชอบบทความผม ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยกรอกอีเมลของท่าน ในช่องใต้ Follow by Email ทางด้านขวามือ เมื่อมีบทความใหม่ๆ ก็จะมีการส่งอีเมลแจ้งเตือนให้ท่านทราบ เพื่อจะได้ไม่พลาดบทความดีๆกันนะครับ




ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่


      หรือ 1.หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B6 ในคอลัมน์ "เขียนอย่างที่คิด"   
              2.วารสารเภตรา ของสมาคมศิษย์เก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และ จุลสารเตชะสาร ของสมาคมเตชะสัมพันธ์ ทุกไตรมาส


คอนโดแอสปาย สาธร-ราชพฤกษ์ Aspire Sathorn-Rajpruek ขายดาวน์ 6 ยูนิตสุดสวย ราคาพิเศษ 1 ก้าวจาก SKY WALK รถไฟฟ้าบางหว้า และรถไฟฟ้า MRT (เป็นสถานี INTERCHANGE)


     ห้องที่จะขายดาวน์(คาดว่าจะแล้วเสร็จ พย. 2561) ขนาด 26 ตรม. แบบ STUDIO ห้องหันไปทางทิศใต้ รับลมตลอดทั้งปี ราคา 2,000,000 บาท

ปัจจุบันโครงการขายที่ราคาเริ่มต้น 2.99 ล้านบาทแล้วครับ




สามารถดาวน์โหลดรูปภาพและวีดีโอทั้งหมดของ แอสปาย สาธร-ราชพฤกษ์ Aspire Sathorn-Rajpruek ได้ที่ https://www.dropbox.com/sh/4bocn8qjdrhpfdk/AABGsSAcZwp4zZGj4SUPeXQEa?dl=0



       Aspire Sathorn-Rajpruek, 1 step from BTS Bangwah & MRT, the best 6 units for sales.



Down Payment sales: 

Studio type, 26 sqm., the balcony facing south, only 2 million baht. Now, the developer's starting price is 2.49 million Baht. Ready to be transferred in Nov.2018.




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น